บทที่ 22 ความมืดมิดกับจิตใจที่แข็งแกร่ง 1/1
ภายหลังแม่ทัพใหญ่ซูเสร็จสิ้นการถวายรายงานเรื่องที่มีนักฆ่าบุกไปสังหารฉีอ๋องอย่างอุกอาจ จนฮ่องเต้มีรับสั่งให้เพิ่มทหารองครักษ์เป็นหนึ่งพันนายเพื่อคอยดูแลความปลอดภัยของโอรสที่ทรงโปรดปรานที่สุด
เมื่อได้รับคำสั่งมาเช่นนี้แล้วมีหรือแม่ทัพใหญ่ซูจะไม่รีบดำเนินการ ทางด้านซูเต๋อเฟยผู้เป็นมารดาหลังทรงทราบว่าโอรสเพียงคนเดียวของนาง นอกจากจะถูกพิษร้ายแล้วคนชั่วยังไม่ยอมปล่อยถึงกับส่งคนไปลอบสังหาร จึงรู้สึกคับแค้นอย่างยิ่งเนื่องจากโอรสของตนไม่เคยคิดเรื่องเป็นรัชทายาท
“ทำไม ๆ คนพวกนั้นถึงต้องวางแผนทำร้ายลูกของเปิ่นกงเช่นนี้ด้วย ทั้ง ๆ ที่ตัวของเปิ่นกงกับเซวียนเอ๋อร์ไม่เคยคิดจะแก่งแย่งเรื่องใด ๆ”
“พระสนมเพคะแม้พระองค์จะวางเฉยกับทุกเรื่องแต่ความสามารถที่ท่านอ๋องมีนั้น ย่อมเป็นที่อิจฉาริษยาขององค์ชายคนอื่น ๆ อยู่ดีนะเพคะ เพราะผลงานชายแดนของท่านอ๋องเด่นชัดเสมอมาจึงตกเป็นเป้าได้ง่าย” โม่หมัวหมัวออกความเห็นของตนจากการเฝ้าสังเกตทุกอย่างมานาน
วั่งจินที่มาเข้าเฝ้าซูเต๋อเฟยและนำข่าวการลอบสังหารมากราบทูล ก็พยายามใช้คำพูดที่คิดว่าจะช่วยคลายความกังวลใจของน้องสาวเจ้านายได้บ้างสักเล็กน้อยก็ยังดี
“พระสนมอย่าทรงกังวลจนเกินไปนักกระหม่อมเชื่อว่าจะต้องมีหมอที่สามารถช่วยถอนพิษให้ท่านอ๋องได้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“ใช่ เปิ่นกงต้องตามหาหมอมารักษาเซวียนเอ๋อร์ให้ได้แม้ต้องส่งคนไปทุกหัวเมือง ทั่วแคว้นต้าเหยียนจะไม่มีหมอที่ฝีมือเก่งกาจได้อย่างไรกัน วั่งจินฝากเจ้าไปบอกท่านพ่อและพี่ใหญ่รีบส่งคนไปตามหาหมอทั่วแคว้น
หากใครสามารถคิดค้นยาถอนพิษให้กับเซวียนเอ๋อร์ได้จนหายดีละก็ เปิ่นกงจะตกรางวัลให้หนึ่งพันตำลึงทองพร้อมที่ดินดีอีกสิบหมู่ เครื่องประดับและผ้าไหมอย่างดีจะมอบให้ไม่ขาดแม้แต่อย่างเดียว”
“พ่ะย่ะค่ะกระหม่อมจะนำความนี้รายงานท่านกั๋วกงกับท่านแม่ทัพทันทีที่กลับถึงจวน พระสนมโปรดรักษาพระวรกายกระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ” วั่งจินคิดว่าแม้ไม่มีรับสั่งนี้ของซูเต๋อเฟยซูกั๋วกงกับท่านแม่ทัพใหญ่ย่อมส่งคนออกไปตามหาหมอทั่วแคว้นเช่นกัน
เมื่อหมอหลวงถานยังสามารถช่วยยื้อชีวิตของโอรสเอาไว้ได้ก็ตาม แต่ซูเต๋อเฟยด้วยความเป็นห่วงอยากไปเยี่ยมด้วยตนเองพระนางจึงตั้งใจว่า วันรุ่งขึ้นจะรีบไปเข้าเฝ้าทูลขอประทานอนุญาตจากฮ่องเต้ออกจากวัง
ซึ่งพอถึงเวลาฮ่องเต้ไม่เพียงแต่ทรงอนุญาตยังพาซูเต๋อเฟยนั่งรถม้าเสด็จออกจากวังด้วยพระองค์เอง เนื่องจากทรงอยากถามถึงอาการของโอรสจากปากของหมอหลวงถานเกี่ยวกับการใช้ยาต้านพิษร้ายนั่น
ด้านตำหนักขององค์ชายใหญ่เหยียนมู่หลงเมื่อได้ทราบข่าวเรื่องที่ตนส่งนักฆ่าไปสังหารฉีอ๋อง แต่กลับทำไม่สำเร็จแม้นักฆ่าทั้งหมดจะตกตายก็ไม่ทำให้ความโกรธลดน้อยไปได้เลย
เพล้ง! “บัดซบ! ทำไมมันถึงโชคดีรอดชีวิตมาได้อีกคนตั้งมากมายกลับทำอะไรไม่ได้เสียแรงเปล่าจริง ๆ”
“องค์ชายกระหม่อมคิดว่าเราควรปล่อยให้เรื่องนี้เงียบ ๆ ไปก่อน เพราะฝ่าบาททรงมีรับสั่งเพิ่มกำลังทหารองครักษ์นับพันนายไปที่ตำหนักของท่านอ๋อง หากลงมืออีกอาจถูกจับได้จะไม่เป็นการดีต่อพระองค์นะพ่ะย่ะค่ะ” เกิงเฉินองครักษ์คนสนิทที่ได้จากตระกูลหลี่เอ่ยเตือนเหยียนมู่หลงไม่ให้ทำการบุ่มบ่าม
“ฮึ่ย! คงต้องทำอย่างที่เจ้าว่ามานั่นแหละต่อให้วันนี้ฉีอ๋องยังไม่ตาย แต่อีกไม่เกินสามเดือนหรือครึ่งปียาพิษนั่นย่อมคร่าชีวิตฉีอ๋องอยู่ดี ฮ่า ๆ ๆ” เหยียนมู่หลงหัวเราะอย่างเย้ยยันให้กับฉีอ๋องที่จะต้องตายเพราะยาพิษร้าย
ส่วนองค์ชายรองและองค์ชายสามแม้จะรู้สึกขัดใจและเสียดายเมื่อทราบข่าวการลอบสังหารฉีอ๋องไม่สำเร็จ ถึงการลงมือในครั้งนี้ไม่ใช่ฝีมือของขุนนางฝ่ายตนก็ตาม
วันรุ่งขึ้นฮ่องเต้ทรงงดว่าราชกิจยามเช้าหนึ่งวันจากนั้นพาซูเต๋อเฟยมายังตำหนักฉีอ๋อง พอเสด็จมาถึงก็ทรงพบว่าซูกั๋วกงและแม่ทัพใหญ่ซูมาเยี่ยมฉีอ๋องตั้งแต่เช้า
เหล่าบุรุษของจวนตระกูลซูและองครักษ์ทั้งหลายเมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดที่มาเยือน ต่างรีบคุกเข่าทำความเคารพรวมถึงหมอหลวงถานที่ในมือมีถาดวางถ้วยยาก็โค้งคำนับตามคนอื่นด้วยเช่นกัน
“ถวายบังคมฝ่าบาทและพระสนมพ่ะย่ะค่ะ”
“ซูกั๋วกง แม่ทัพซู หมอหลวงถานอย่าได้มากพิธีเลยลุกขึ้นเถิด”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”