บทที่ 21 กัดไม่ปล่อย 1/2
แม่ทัพใหญ่ซูกับคนสนิทรวมถึงมู่กวงที่กำจัดนักฆ่าที่บุกเข้ามาไม่อาจปลีกตัวไปดูอาการของฉีอ๋องได้ ขณะทุกอย่างตกอยู่ในความวุ่นวายจนเกินจะรับมือไหววั่งจินก็นำกำลังคนมาช่วยได้ทันเวลา
จากจำนวนคนที่บุกเข้ามานับร้อยเมื่อถูกกำลังเสริมจากตระกูลซูล้อมสังหารจึงตายกลาดเกลื่อน ต่อให้มีคำสั่งถอยแต่นั่นก็สายเกินไปเสียแล้วเพราะแม่ทัพใหญ่ซูสังให้จับเป็น
“วั่งจินจับเป็นพวกมันมาให้ข้า!”
“ขอรับท่านแม่ทัพ”
แต่นักฆ่าก็คือนักฆ่าพวกเขายอมกัดยาพิษตายดีกว่าถูกทางการจับ นี่จึงเป็นอีกครั้งที่การจะตามสืบเบาะแสผู้บงการจริง ๆ ขาดสะบั้นลงอีกครั้ง
“หึ พวกข้าไม่มีทางให้พวกเจ้าจับไปทรมานได้หรอก กึด...อั่ก”
“บัดซบ! อย่าให้ข้าสืบจนรู้นะว่าใครที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องเหล่านี้ ต่อให้ฝ่าบาทมีรับสั่งประหารชีวิตเก้าชั่วโคตรข้าก็จะสับพวกเจ้าเป็นชิ้น ๆ”
แม่ทัพใหญ่ซูที่กำลังเดือดดาลเมื่อไม่อาจจับตัวนักฆ่าพวกนี้เอาไว้ได้ เป็นอันต้องสงบสติอารมณ์เนื่องจากฉู่เหยียนเรียกหาท่านหมอเป็นการด่วน เพราะฉีอ๋องกระอั่กเลือดสีดำออกมาจนหมดสติไปอีกครั้ง
“ท่านหมอ! ๆ ลั่วเฟิง มู่กวง พวกเจ้าไปตามหมอหลวงถานมาเร็วเข้า จิ้งเซวียนได้รับบาดเจ็บที่ท้องเขากระอั่กเลือดจนหมดสติไปแล้ว”
“วั่งจิน จิ่วโยว พวกเจ้าช่วยคนของฉีอ๋องจัดการศพนักฆ่าพวกนี้ เอามันไปกองไว้หน้าประตูตำหนักเสร็จแล้วรอข้าอยู่ที่นั่น ไว้ข้าฟังหมอหลวงตรวจอาการของฉีอ๋องจะรีบเข้าวังไปถวายรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นกับฝ่าบาท”
“รับทราบขอรับท่านแม่ทัพ”
แม่ทัพใหญ่ซูกลับเข้าไปด้านในห้องที่เละเทะแต่เขาหาได้สนใจไม่ เพราะสายตาจดจ้องอยู่ที่ร่างของหลานชายอย่างฉีอ๋องด้วยความเป็นกังวล หนึ่งจิบชาต่อมาหมอหลวงถานที่ซ่อนตัวจนรอดชีวิตก็หิ้วร่วมยาเข้ามา
ทุกคนเปิดทางให้หมอหลวงถานตรวจดูอาการของฉีอ๋องจนไม่มีใครกล้าปริปาก หรือแม้แต่การหายใจยังแทบไม่ได้ยินเกรงว่าจะรบกวนสมาธิของหมอหลวงถาน
กระทั่งทำแผลใส่ยาและตรวจชีพจรเสร็จสิ้นสีหน้าหมอหลวงถานไม่ค่อยดีนัก ดังนั้นฉู่เหยียนที่เป็นห่วงสหายถึงกับเอ่ยถามอย่างร้อนรน
“หมอหลวงถานจิ้งเซวียนเขาเป็นอย่างไรบ้าง”
“ใช่ ท่านพูดมาเถิดหากต้องการสมุนไพรอันใดข้าจะไปหามาให้”
“เฮ้อ เรียนแม่ทัพใหญ่ คุณชายฉู่ เดิมทีร่างกายของท่านอ๋องก็ถูกพิษทำลายพลังอยู่แล้ว พอมีนักฆ่าเหล่านี้และกระตุ้นให้ท่านอ๋องต้องใช้กำลังนั่นยิ่งทำให้พิษกระจายไปทั่วอย่างรวดเร็ว หลังจากนี้หากไม่มียาถอนพิษห้ามท่านอ๋องใช้กำลังภายในอีกเด็ดขาดไม่เช่นนั้นจะเป็นอันตรายถึงชีวิต”
“โธ่เว้ย! ทำไมเรื่องเลวร้ายต้องเกิดขึ้นกับหลานของข้าด้วย”
“สหายข้านอกจากจะตาบอดแล้วยังใช้พลังไม่ได้อีกหากเรื่องนี้แพร่ออกไปด้านนอก พวกหมาป่าห่มหนังแกะนั่นคงสร้างข่าวลือไปทั่วว่าจิ้งเซวียนกลายเป็นคนพิการไร้ประโยชน์แน่ ๆ”
“เรื่องยาถอนพิษข้าเองก็จนปัญญาจริง ๆ ทำได้เพียงปรุงยาต้านพิษ เพื่อให้ท่านอ๋องมีชีวิตอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีคนที่คิดค้นยาถอนพิษได้เท่านั้น” หมอหลวงถานสารภาพไปตามตรงเพราะความสามารถเรื่องยาของเขาถือว่าเหนือกว่าหมอหลวงคนอื่นมากที่สุดแล้ว
แม่ทัพใหญ่ซูถอนหายใจหนัก ๆ เขาทราบดียาพิษที่ไร้ยาแก้จะมีใครคิดค้นได้รวดเร็วกัน แค่หลานชายของตนยังมีชีวิตอยู่นั่นก็เพียงพอแล้ว
“หมอหลวงถานท่านอย่าได้โทษความสามารถของตัวท่านอีกเลย ขอแค่ท่านช่วยปรุงยาต้านพิษให้ฉีอ๋องต่อไปก็พอถ้าขาดสมุนไพรชนิดใดส่งคนไปที่ตระกูลซูได้ทันที”
“ขอรับข้าจะพยายามทำอย่างเต็มความสามารถ”
“คุณชายฉู่ฝากเจ้าช่วยจัดการเรื่องต่าง ๆ ในตำหนักไปก่อนก็แล้วกัน ลุงจะรีบไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทและจะขอประทานอนุญาตเกี่ยวกับกำลังทหารที่จะทำหน้าที่อารักขาฉีอ๋องหลังจากนี้”
“ท่านลุงวางใจข้าจะช่วยดูแลจิ้งเซวียนและจัดการเรื่องที่นี่เองขอรับ”
แม่ทัพใหญ่ซูถอนหายใจแรง ๆ อีกครั้งก่อนจะจากไปเขามองไปยังใบหน้าอันซีดเซียว ซึ่งบัดนี้นอนนิ่งอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ ในเมื่อคนที่ต้องการเอาชีวิตของหลานชายลงมืออย่างไม่ไว้หน้าฮ่องเต้
เช่นนั้นเขาในฐานะลุงของฉีอ๋องไม่มีทางปล่อยให้เรื่องลอบสังหารเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สองแน่ ดังนั้นแม่ทัพใหญ่ซูจึงเข้าวังหลวงในยามวิกาลเป็นการเร่งด่วนพร้อมคนสนิท
เพื่อถวายรายงานเรื่องการลอบสังหารภายในตำหนักของฉีอ๋อง รวมถึงการทูลขอประทานอนุญาตให้ตนแบ่งกำลังทหารมากกว่าห้าร้อยนาย มาทำหน้าที่อารักขาความปลอดภัยรอบ ๆ ตำหนักของฉีอ๋องเป็นกรณีพิเศษโดยเรื่องนี้ฮ่องเต้สนับสนุนอย่างเต็มที่
‘แค่ห้าร้อยนายงั้นรึเจิ้นเห็นควรให้มีทหารคอยอารักขาหนึ่งพันนาย อย่าว่าแต่คนแม้แต่ยุงตัวเล็ก ๆ ก็อย่าให้มันเล็ดรอดเข้าไปในตำหนักได้!’