บทที่ 19 ฉีอ๋องถูกคนวางแผนทำร้าย 1/2
แต่นี่คือสุราหมักอย่างดีรสชาติไม่ควรเหมือนสุราที่ชาวบ้านทั่วไปดื่ม แม้จะสงสัยแต่ยังไม่มีอันใดเกิดขึ้นเขาจึงไม่ได้ใส่ใจงานเลี้ยงยังดำเนินต่อไป เสียงดนตรี และการร่ายรำของสำนักสังคีตยังคงสร้างความสำราญให้กับเหล่าขุนนางอย่างต่อเนื่อง
กระทั่งผ่านไปครึ่งชั่วยามฉีอ๋องที่กำลังสนทนากับมหาเสนาบดีอู๋และเสนาบดีตู้จากกรมกลาโหมก็พลันชะงัก ภาพตรงหน้าของเขาเริ่มพร่าเลือนเปลวไฟจากเชิงเทียนสั่นไหวผิดปกติ
เขากะพริบตาช้า ๆ แต่ยิ่งทำเช่นนั้นภาพทั้งหมดที่เห็นกลับยิ่งมัวลง เพื่อความแน่ใจเขาจึงก้มมองมือสองข้างของตนที่กำลังจะเลือนหายไปทุกที ทันใดนั้นความเจ็บปวดมหาศาลแล่นเข้าสู่ดวงตาของเขาอย่างรุนแรง
เพล้ง! จอกสุราในมือหนาหล่นลงพื้นจนแตกกระจาย มหาเสนาบดีอู๋รีบประคองร่างสูงที่เริ่มทรงตัวไม่อยู่พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความตกใจ
“ท่านอ๋องเป็นอันใด เกิดอะไรขึ้นกับพระองค์หรือ?”
“ตะ ตะ ตาของข้าเจ็บมาก” ฉีอ๋องใช้มือคลำไปที่ดวงตาทั้งสองข้างซึ่งบัดนี้ยิ่งสร้างความตกใจเพราะเริ่มมีเลือดไหลซึมออกมา
“ละ ละ เลือดกำลังไหลออกมาจากดวงตาของท่านอ๋อง!”
ฮ่องเต้ได้ยินเช่นนั้นก็ประทับยืนขึ้นจากบัลลังก์และเสด็จมาดูอาการของฉีอ๋องด้วยพระองค์เองอย่างรวดเร็ว
“เซวียนเอ๋อร์! เจ้าเป็นอะไรทำไมถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ หมอหลวง! รีบตามหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้ เฝิงเสวียนสั่งทหารองครักษ์ปิดล้อมวังหลวงคืนนี้ต้องจับตัวคนร้ายมาลงโทษให้ได้”
“กระหม่อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
“ถวายอารักขาฝ่าบาท!” เสียงหัวหน้าทหารองครักษ์ออกคำสั่งดังลั่น
ท้องพระโรงอันใหญ่โตโกลาหลทันทีเหล่าคนร้ายที่วางแผนคล้ายกัน กำลังแสร้งทำท่าตื่นตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฉีอ๋องแต่ภายในใจยามนี้กลับรู้สึกยินดีที่แผนการของตนทำสำเร็จ
ฉีอ๋องทรุดลงบนเก้าอี้ด้วยความเจ็บปวดยังไม่จางหายไปจากดวงตา เส้นเลือดบนหน้าผากปูดขึ้นจากความเจ็บปวดแต่ยังคงตอบคำถามพระบิดา
“ลูก…ปวดที่ตาทั้งสองข้างจนตอนนี้มองไม่เห็นสิ่งใดแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ประโยคนั้นสร้างความตกพระทัยและโทสะให้กับฮ่องเต้พร้อม ๆ กัน
“อะไรนะ เซวียเอ๋อร์เจ้ามองไม่เห็นแล้วงั้นรึ! ใคร ๆ มันบังอาจทำร้ายเจ้าต่อหน้าต่อหน้าเจิ้นเช่นนี้”
หลี่ฮองเฮากับหวังกุ้ยเฟยแสร้งทำท่าทางตกใจได้อย่างแนบเนียน ส่วนองค์ชายใหญ่องค์ชายรองและองค์ชายสามต่างก้มหน้าลงปิดบังแววตา ที่ผู้ใดเห็นก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังสาแก่ใจกับความเจ็บปวดของฉีอ๋องในยามนี้
หมอหลวงที่ถูกเรียกตัวรีบเข้ามาตรวจอาการฉีอ๋องอย่างลืมเหนื่อย แต่ยิ่งตรวจสีหน้าก็ยิ่งซีดเผือดเข้าไปทุกทีเพราะผลการตรวจเรียกได้ว่าเป็นโชคร้ายของฉีอ๋องโดยแท้
“ฝ่าบาท…ดวงตาของท่านอ๋องถูกพิษร้ายทำลายจากนี้ไม่สามารถมองเห็นได้อีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทโปรดเมตตากระหม่อมไร้ความสามารถ”
เมื่อได้ยินถึงสาเหตุความเจ็บปวดของดวงตาที่ประหนึ่งคมดาบไม่ว่าใครก็ไม่กล้าจ้องมอง แต่บัดนี้กลับถูกพิษร้ายจนมองไม่เห็นสิ่งใดอีกแล้ว ฮ่องเต้ทรงประกาศคำสั่งลั่นท้องพระโรงพร้อมบทลงโทษทันที
“ซูเฉียนฟาน! ฉินเจิ้งไห่! พวกเจ้าสองคนจงร่วมมือกันสืบหาตัวผู้ที่บงการอยู่เบื้องหลังมาให้ได้ ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครโทษที่ต้องได้รับคือประหารเก้าชั่วโคตรสถานเดียว!”
“กระหม่อมซูเฉียนฟานรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
“กระหม่อมฉินเจิ้งไห่รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากทรงมีรับสั่งกับแม่ทัพใหญ่ซูและแม่ทัพฉิน ฮ่องเต้ทรงสั่งให้องครักษ์ข้างกายของฉีอ๋องพาเจ้านายกลับตำหนัก และให้หมอหลวงตามไปช่วยรักษาจนกว่าจะคิดค้นยาแก้พิษได้
แม้ยามนี้ยังคงรู้สึกเจ็บปวดที่ดวงตาแต่มันยังน้อยกว่าความเจ็บใจ ที่ตนเองไม่ระวังให้มากกว่านี้รู้ทั้งรู้ว่ามีคนเกลียดชังและอยากสังหารให้ตาย แต่ไม่คิดว่าคนพวกนั้นจะกล้าลงมือกับตนในงานเลี้ยงใหญ่ครั้งนี้ได้
“ท่านอ๋องอดทนอีกนิดนะพ่ะย่ะค่ะใกล้จะถึงตำหนักแล้ว”
“พวกเจ้าสองคนดูแลท่านอ๋องไปก่อนข้าจะรีบไปต้มยาต้านพิษมาให้ อย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของท่านอ๋องลงไปได้บ้าง”
“รบกวนท่านหมอถานแล้ว”
ลั่วเฟิงกับมู่กวงองครักษ์ข้างกายฉีอ๋องรีบพาเจ้านายของตนไปยังเรือนนอน พร้อมกับร้องขอน้ำอุ่นจากบ่าวไพร่เพื่อเช็ดคราบเลือดบนใบหน้าอันหล่อเหลา ซึ่งไม่ด้อยไปกว่าเหล่าพี่ชายทั้งสามของเจ้านายอย่างเบามือ
ฉีอ๋องนอนนิ่งปล่อยให้สององครักษ์เช็ดใบหน้าและถอดเสื้อผ้าเพื่อนอนพักได้สะดวก แต่ภายใต้ความนิ่งเงียบที่ทุกคนเห็นในหัวของฉีอ๋องกำลังเป็นกังวลเกี่ยวกับทหารใต้บังคับบัญชา เพราะเขาคิดว่าต้องมีคนนำไปกราบทูลพระบิดาขอเป็นผู้ดูแลกำลังทหารเหล่านี้แน่นอน
‘หึ พวกเจ้าอย่าเพิ่งได้ใจไปเลยต่อให้ข้ากลายเป็นคนตาบอดก็ตาม กำลังทหารนับแสนนี้ไม่มีวันตกไปอยู่ในมือคนชั่วอย่างพวกเจ้าเด็ดขาด’