บทที่ 18 ฉีอ๋องถูกคนวางแผนเล่นงาน 1/1
ชีวิตของเซี่ยอู๋ซวงยังเรือนฝึกตนนอกเมืองหลวงเป็นไปตามที่นางต้องการตั้งแต่ครั้งแรกที่มาถึง แม้แต่การฝึกฝนของเจียงหมิ่นและชิงเสวี่ยก็มีความก้าวหน้าไปมาก
ในส่วนของเสิ่นฮ่าวนั้นเขาได้รับคำชี้แนะเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคจากการอธิบายของเซี่ยอู๋ซวง หรือแม้แต่การตรวจรักษาและเขียนเทียบยาก็สามารถทำได้แม่นยำมากขึ้น
กระทั่งผ่านมาครึ่งปีเจียงหมิ่นกับชิงเสวี่ยก็กลายเป็นมือซ้ายและขวาของเซี่ยอู๋ซวงอย่างเต็มภาคภูมิ ด้านเสิ่นฮ่าวผู้เป็นอาจารย์อนุญาติให้เขาไปตรวจรักษาให้คนในหมู่บ้านจุนหัวรวมถึงคนในอำเภอชิงอัน
ซึ่งการรักษาของเสิ่นฮ่าวล้วนได้รับคำชื่นชมจากชาวบ้านมากมาย บางคนนำไปพูดตามร้านน้ำชาในอำเภอชิงอันพอรู้ว่าเขาเป็นบุตรของใคร บิดามารดาของเขายิ่งเหนื่อยเป็นเพิ่มขึ้นกับการปฏิเสธการรับเงินและสิ่งของ
ในเวลานี้เซี่ยอู๋ซวงแอบภาวนาเงียบ ๆ ว่าอย่าเพิ่งให้จวนตระกูลเซี่ยมารับนางกลับไปเป็นอันขาด เนื่องจากคนของนางทั้งสามยังต้องฝึกฝนฝีมือ ให้เหนือกว่าหน่วยองครักษ์ของฮ่องเต้หากกลับไปตอนนี้คงทำอะไรไม่สะดวก
‘ท่านพ่อคนดีของข้าท่านกับคนในจวนจงเสวยสุขกันให้มากเข้าไว้ล่ะ รักใคร่กันให้ดีอย่าเพิ่งรีบคิดถึงบุตรสาวเช่นข้าเลย เพราะของขวัญของข้ายังไม่พร้อมเท่าใดนักขอเวลาให้ข้าอีกหน่อยก็แล้วกัน หึ ๆ ๆ’
ที่เรือนฝึกตนตระกูลเซี่ยดำเนินไปเงียบ ๆ เซี่ยอู๋ซวงให้คนส่งจดหมายรายงานกลับจวน ว่านางยังคงดื้อด้านไม่เชื่อฟังต้องใช้เวลาสังสอนอีกนานถึงจะกลับจวนได้ ซึ่งเซี่ยจิ้งหยวนก็เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
สามเดือนต่อมาข่าวดีของแคว้นต้าเหยียนก็ถูกพูดถึงไปทุกหัวเมือง เมื่อองค์ชายสี่หรือฉีอ๋องนำกองทัพกลับมาถึงเมืองหลวงหลังจากมีชัยชนะเหนือศัตรูจากแดนเหนือ ทั้งยังสามารถยึดหัวเมืองคืนมาได้อีกสามหัวเมือง
ความดีความชอบยิ่งใหญ่เช่นนี้ย่อมไม่ถูกใจเหล่าองค์ชายทั้งสาม รวมถึงเหล่าขุนนางที่สนับสนุนองค์ชายแต่ละคนกับการแย่งชิงตำแหน่งองค์รัชทายาท ซึ่งฮ่องเต้ยังมิได้มีการแต่งตั้งองค์ชายคนใดขึ้นนั่งตำแหน่งนี้
ดังนั้นแผนการที่ไม่คาดคิดว่าจะเหมือนกันของขุนนางทั้งสามกลุ่ม จะเกิดขึ้นในวันงานเลี้ยงฉลองให้กับชัยชนะของฉีอ๋องจนเกิดความวุ่นวาย ทำเอาฮ่องเต้ทรงกริ้วหนักกับการกระทำที่จับมือใครดมไม่ได้
เสียงดนตรีบรรเลงดังก้องกังวานไปทั่วท้องพระโรงของพระราชวัง แสงเทียนสีทองส่องประกายวูบไหวกลิ่นสุราหมักชั้นดีและอาหารเลิศรส ที่มีพ่อครัวหลวงคอยปรุงทยอยยกออกมาจนครบ
ฉีอ๋องผู้สง่างามในฉลองพระองค์สีน้ำเงินเข้มนั่งถัดจากองค์ชายสาม แม้ไม่ได้สนใจเหล่าขุนนางที่เสแสร้งแกล้งเอ่ยคำพูดเพื่อแสดงความยินดี แต่ในความอิจฉาของคนที่จิตใจเน่าเฟะซ่อนอยู่เพียงแค่บางครั้งก็ปิดไว้ไม่มิด และมักจะแสดงมันออกมาทางแววตาให้เห็นอยู่ร่ำไป
ภายหลังฮ่องเต้ทรงประกาศเริ่มงานเลี้ยงฉลองอย่างเป็นทางการ บรรยากาศในท้องพระโรงก็เริ่มครึกครื้นยิ่งกว่าเดิมเสนาบดีหลี่ผู้สนับสนุนองค์ชายใหญ่ และเสนาบดีหวังฝ่ายองค์ชายรองถือจอกสุราเข้ามาหาฉีอ๋อง
ทั้งสองคนสบตากันเพียงชั่วครู่ก่อนจะคลี่ยิ้มที่ดูจอมปลอมให้แก่กัน ก่อนเสนาบดีหวังจะยอมถอยให้เสนาบดีหลี่เป็นคนพูดก่อน
“ท่านอ๋องกระหม่อมขอแสดงความยินกับชัยชนะของพระองค์ แคว้นต้าเหยียนของเราช่างโชคดีเหลือเกินที่มีแม่ทัพที่เก่งกาจอย่างท่านอ๋อง กระหม่อมขอใช้สุราจอกนี้คารวะด้วยใจจริงพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงจอกสุรากระทบกันเบาๆ ก่อนที่เสนาบดีหวังจะกล่าวเสริมด้วยเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม “ใช่แล้วท่านอ๋องกระหม่อมเองก็ขอใช้สุราจอกนี้แสดงความยินดีกับชัยชนะของพระองค์เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” ฉีอ๋องมองจอกสุราในมือด้วยแววตาเรียบเฉยและแอบแค่นหัวเราะในลำคอ
“ขอบคุณใต้เท้าทั้งสองท่าน”
ใช่ว่าฉีอ๋องจะไม่รู้ว่าพี่ชายทั้งสามของตนรวมถึงขุนนางที่แบ่งฝ่าย พวกเขาคอยระแวงเรื่องที่เขามีกำลังทหารใต้บังคับบัญชานับแสนนาย และยังได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบิดามานานแล้ว
ยามมองไปยังเหล่าพี่ชายทั้งสามอีกครั้งกลับรู้สึกว่าสายตาพวกเขา คล้ายกำลังขบขันและเยาะเย้ยตนอยู่ในทีต่างจากทุกครั้งที่มักจะมองมาอย่างอาฆาตราวต้องการสังหารให้ตายเสียเดี๋ยวนั้น
ขณะนั้นเองด้านหลังเสาต้นใหญ่มีขันทีคนหนึ่งก้มหน้าเดินเข้ามา ในมือคือสุราหนึ่งกาก่อนหยุดตรงข้างโต๊ะของฉีอ๋องและรินสุราอย่างใจเย็น เพียงแต่สุราจากกานี้มีส่วนผสมของยาพิษที่เรียกว่า ‘ม่านทมิฬ’ ผสมอยู่
ยาพิษชนิดนี้เป็นยาพิษที่หาได้ยากจากแดนใต้ซึ่งเป็นยาพิษที่ใช้ทำลายเส้นประสาทดวงตา และยังไม่มีใครคิดค้นยาถอนพิษชนิดนี้ขึ้นมาได้ ดังนั้นคนที่ถูกพิษร้ายทำลายดวงตาจะกลายเป็นคนตาบอดทันที
องค์ชายใหญ่ปรายตามองเหตุการณ์นั้นผ่านหางตามุมปากยกขึ้นเพียงเล็กน้อย แม้แต่องค์ชายรองและองค์ชายสามที่กำลังดื่มสุราด้วยสีหน้ายิ้มแย้มกว่าทุกครั้ง
เมื่อเห็นขุนนางหลายคนกล่าวแสดงความยินดีกับโอรสคนโปรด ฮ่องเต้จึงยกจอกสุราและตรัสเชิญชวนทุกคนดื่มให้กับฉีอ๋อง
“ทุกท่านดื่มให้กับชัยชนะของแคว้นต้าเหยียนของเรา ดื่ม!”
ฉีอ๋องจึงยกจอกสุราขึ้นดื่มเช่นกันความร้อนของสุราไหลผ่านลำคอ คิ้วคมเข้มดุจกระบี่ของเขาก็ขมวดเล็กน้อยเนื่องจากรู้สึกถึงรสชาติที่ผิดปกติ ยามอยู่ชายแดนเขาเคยดื่มสุราหยาบกร้านกว่านี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน