บทที่ 16 แพ้แล้วอย่าคิดเบี้ยวเงินข้า 1/1
ชิงเสวี่ยที่ไม่เคยได้กินอิ่มหรือได้นอนบนฟูกนิ่ม ๆ มานานหลายปี จึงรู้สึกว่ายามนี้หลุดพ้นจากขุมนรกกับคำว่ากตัญญูญาติพี่น้องอย่างสิ้นเชิง หลังจากนี้มีเพียงการทำงานตอบแทนผู้มอบชีวิตใหม่ให้กับนางเท่านั้น
ด้านเจียงหมิ่นดีใจจนเกือบนอนไม่หลับเขาใช้มือซ้ายจับข้อมือขวาที่เพิ่งหายดีอยู่ตลอดเวลา ก่อนหน้าคิดเพียงแค่ว่าขอให้มือใช้งานได้เล็กน้อยเขาก็พอใจแล้ว แต่บัดนี้เขาเฝ้ารอให้ถึงเช้าของวันใหม่เพื่อตื่นไปลองฝึกหมัดด้วยมือที่กลับมาใช้งานได้ปกติโดยเร็ว
ส่วนเสิ่นฮ่าวแม้ยามนอนหลับยังฝันว่าตนเองได้เรียนรู้ตำราแพทย์จากท่านอาจารย์คนงามอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แม้แต่วิธีการรักษาแบบแปลก ๆ ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนก็ได้เรียนรู้ด้วยเช่นกัน
ทางฝั่งของเซี่ยอู๋ซวงก็ได้เตรียมตำราแพทย์ทั้งแบบโบราณไล่เรียงไปจนถึงยุคใหม่ แต่นางจะสอนเสิ่นฮ่าวถึงขั้นตอนรักษาด้วยวิธีผ่าตัดเท่านั้น ส่วนการปรุงยาด้วยสมุนไพรหรือแม้แต่การปรุงยาพิษนางย่อมสอนทั้งหมด
ยกเว้นกรณีพิเศษมากจริง ๆ นางถึงจะรักษาด้วยยาจากห้องทดลอง และการลงมือรักษาของนางต้องแลกกับค่าตอบแทนในราคาที่มีมูลค่า เทียบเท่ายาจากการทดลองของนางถึงจะคุ้มค่า
‘เหอะ โลกไหนก็ต้องอยู่ได้ด้วยเงินทั้งนั้นตราบใดที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ข้าย่อมใช้ความรู้ด้านการแพทย์ในการหาเงินย่อมดีที่สุด’
กลางยามเหม่าของเช้าวันต่อมาเซี่ยอู๋ซวงเดินมาถึงหน้าโถงใหญ่ ก็พบว่าลูกน้องที่พากลับมาเมื่อวานทั้งสามคนตื่นมายืนรอนางอยู่ก่อนแล้ว พอหันไปทางแม่นมหลินเป็นเชิงถามคำตอบที่ได้ทำนางพอใจไม่น้อย
“อ้อ เรียนคุณหนูพวกเขาคงเคยชินกับการต้องตื่นขึ้นมาแต่เช้าทุกวันบ่าวจึงไม่ต้องปลุกให้เหนื่อยเจ้าค่ะ”
“อืม เช่นนี้ก็ดีท่านไปทำงานอย่างอื่นเถิดข้าจะคุยกับพวกเขาเอง”
“เจ้าค่ะถ้ามีอะไรให้ช่วยคุณหนูให้คนไปเรียกบ่าวได้นะเจ้าคะ”
เซี่ยอู๋ซวงหันมาทางลูกน้องทั้งสามเพื่อพูดคุยถึงสิ่งที่พวกเขาต้องทำ รวมถึงเรื่องพนันไว้กับโรงหมอหวนชุนในอีกสามวันต่อจากนี้
“ก่อนหน้านี้ข้าได้บอกถึงความต้องการที่รับพวกเจ้าสามคนมาแล้ว เจียงหมิ่นเจ้ามีทักษะการต่อสู้มานานย่อมเรียนรู้การฝึกเพิ่มเติมได้เร็วที่สุด ดังนั้นรับตำรานี้ไปแล้วฝึกตามทุกวันให้เกิดความชำนาญ
ส่วนชิงเสวี่ยเจ้ายังไม่มีพื้นฐานก็จริงแต่ไม่ต้องห่วงข้าจะช่วยฟื้นฟูให้ร่างกายเจ้าแข็งแรง จากนั้นค่อยเริ่มการฝึกฝนขั้นพื้นฐานตามลำดับโดยมีเจียงหมิ่นคอยช่วยฝึกอีกทาง
แล้วก็เจ้าเสิ่นฮ่าวถึงแม้จะไม่ต้องฝึกวิชาต่อสู้แต่การเป็นหมอนั้น ร่างกายควรแข็งแรงยามพบคนป่วยที่ต้องติดตามอาการสิบสองชั่วยาม จะได้ไม่หมดแรงไปก่อนจะรู้ผลการรักษาพวกเจ้าเข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่”
“เข้าใจขอรับคุณหนู/ เข้าใจเจ้าค่ะคุณหนู/ เข้าใจขอรับอาจารย์”
“เช่นนั้นชิงเสวี่ยเจ้ารับยาฟื้นฟูร่างกายเม็ดนี้ไปกินเสียข้ากับทุกคนจะรอจนเจ้าผ่านความเจ็บปวด ค่อยเริ่มออกกำลังด้วยการวิ่งขึ้นลงบันไดของเรือนฝึกตนวันละสิบรอบ”
“ขอบคุณคุณหนูเจ้าค่ะ”
ชิงเสวี่ยรับยาเม็ดสีน้ำเงินจากเซี่ยอู๋ซวงและกลืนมันลงท้องทันที เพียงอึดใจเดียวความร้อนก็แผ่นซ่านไปทั่วร่างรวมถึงความเจ็บปวดภายใน ซึ่งนางไม่สามารถอธิบายได้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของตน
หนึ่งจิบชาต่อมาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าร่างกายของนางต่างกับก่อนหน้าอย่างชัดเจน นางไม่เคยได้สัมผัสความโล่งสบายไม่ว่าจะเป็นการหายใจ ที่สำคัญใบหน้าของนางยังมีเลือดฝาดแทนที่จะซีดเซียวเช่นเดิม
“เป็นอย่างไรรู้สึกดีกว่าเดิมมากใช่ไหม?”
“ใช่เจ้าค่ะคุณหนูมันดีมาก ๆ บ่าวอธิบายไม่ถูกเลยเจ้าค่ะ”
“อืม ใช้เวลาไปมากแล้วเริ่มออกกำลังกายกันเถิด”
ลูกน้องทั้งสามคนรับคำสั่งอย่างพร้อมเพรียงและตามเซี่ยอู๋ซวงไป ทำการวิ่งขึ้นลงบันไดหลายสิบขั้นด้วยความตั้งใจอย่างแน่วแน่ทุกคน เมื่อวิ่งเสร็จทั้งก็แยกกันฝึกตามที่เซี่ยอู๋ซวงบอกไว้ จะมีเพียงเสิ่นฮ่าวเท่านั้นที่แยกไปนั่งอ่านตำราแพทย์เพราะต้องใช้สมาธิมากกว่าคนอื่น
เป็นเวลาสามวันที่คนทั้งสามมาอยู่ที่เรือนฝึกตนและยอมรับฐานะผู้ติดตามของเซี่ยอู๋ซวง ในส่วนของเจียงหมิ่นแน่นอนว่าเขากลับมาฝึกซ้อมวิชาต่อสู้ได้รวดเร็วเพราะมีพื้นฐานมาก่อนหลายปี
ส่วนชิงเสวี่ยแม้จะเพิ่งเริ่มการฝึกพื้นฐานความแข็งแกร่งของร่างกาย ก็ถือว่ามีพัฒนาการที่ดีตามลำดับจากการได้รับยาฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่วิเศษ และนางเองก็มีความมุ่งมั่นจะกลายเป็นดาบในมือให้เซี่ยอู๋ซวงได้ใช้
ด้านเสิ่นฮ่าวแม้จะเหน็ดเหนื่อยจากการฝึกร่างกายตามคำสั่งแล้ว แต่เขาจะหายเหนื่อยทันทีเมื่อได้กลับมาศึกษาตำราแพทย์ที่เซี่ยอ๋ซวงได้เพิ่มความรู้ใหม่ ๆ มาเสมอและคนที่ให้เขาได้ฝึกฝีมือย่อมเป็นบ่าวในเรือน
แต่ที่จะลืมไม่ได้ก็คือวันครบกำหนดการท้าทายกับโรงหมอหวนชุน เช้าของวันที่สี่รถม้าคันเล็กมีเจียงหมิ่นกับเสิ่นฮ่าวเป็นคนบังคับรถม้าไปยังอำเภอชิงอัน เพื่อพาเซี่ยอู๋ซวงไปรับเงินจำนวนหนึ่งพันตำลึงเงิน
รถม้าของเซี่ยอู๋ซวงจอดเยื้อง ๆ กับโรงหมอหวนชุนจากนั้นทั้งสามคนจึงมายืนอยู่หน้าโรงหมอ ซึ่งเวลากลางยามเฉินมีชาวบ้านพ่อค้าแม่ค้าเดินกันพลุกพล่านมากแล้ว บางคนที่จำเสิ่นฮ่าวกับเจียงหมิ่นได้ก็พาหยุดมอง
“เฮ้ ดูสินั่นมันหมอฝึกหัดที่ถูกไล่ออกกับคนป่วยที่มือพิการมิใช่รึ”
“ใช่จริง ๆ ด้วยหรือว่าพวกเขาจะมาเรื่องการท้าพนัน”
“ไอหยา วันนี้มีเรื่องสนุก ๆ ให้พวกเราดูกันแต่เช้าเลยหรือนี่”
เสิ่นฮ่าวก้าวไปยืนด้านหน้าโรงหมอและตะโกนเรียนไป๋จิ้งให้ออกมา การตะโกนด้วยเสียงที่ดังของเขายิ่งเรียกความสนใจจากชาวบ้านยิ่งกว่าเดิม เมื่อมีการพูดต่อ ๆ กันไปก็ยิ่งมีคนมามุงดูเรื่องสนุกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
“ไป๋จิ้ง! เถ้าแก่เถา! พวกเจ้ารีบไสหัวออกมาพบอาจารย์ข้าเดี๋ยวนี้ อย่าลืมว่าพวกเจ้าพนันอันใดกับอาจารย์ของข้าไว้”