3
"ทหาร!" เซี่ยอวิ๋นเฉิงไม่คิดเสียเวลาฟังคำแก้ตัวแม้แต่น้อย
"ลากสตรีผู้นี้ออกไปจากจวนโหว หากนางกล้าเหยียบเข้ามาในเขตจวนแห่งนี้อีกแม้แต่ก้าวเดียว ให้จับส่งศาลอาญาในข้อหาบุกรุกและก่อความวุ่นวายในจวนขุนนาง"
"ท่านโหว! ไม่นะเจ้าคะ เสี่ยวเยว่ ช่วยข้าด้วย"
สวี่หลานถูกทหารสองนายหิ้วปีกขึ้นจากพื้น ก่อนลากตัวออกไปทั้งน้ำตา เสียงกรีดร้องโวยวายค่อยๆ ห่างออกไปจนเงียบสนิท
ถูกลากออกจากจวนเป็นครั้งที่สองในเวลายังไม่พ้นหนึ่งวัน
หลินเสี่ยวเยว่ได้แต่มองตามพลางส่ายหน้า
‘เหตุใดต้องลำบากตัวเองเช่นนี้ด้วยนะ’
เมื่อความวุ่นวายสงบลง นางจึงค่อยๆ คลายมือออกจากแขนของเซี่ยอวิ๋นเฉิง ก่อนเงยหน้าส่งยิ้มหวานให้อย่างประจบประแจง
"ขอบพระคุณท่านพี่มากนะเจ้าคะที่ปกป้องข้า ท่านพี่ช่างดียิ่งนัก สมแล้วที่เป็นสามีประเสริฐอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงก้มมองแขนข้างที่เพิ่งถูกนางปล่อย
ความรู้สึกว่างเปล่าแปลกๆ ผุดขึ้นในใจเพียงชั่วครู่ ก่อนเจ้าตัวจะรีบกดมันลงแล้วปรับสีหน้าให้เรียบตึงดังเดิม
"อย่ามาประจบข้า แล้วเรื่อง ‘รูปวาด’ ของบัณฑิตจางนั่นเล่า"
หลินเสี่ยวเยว่กะพริบตาปริบๆ
เซี่ยอวิ๋นเฉิงหมุนตัวกลับมาจ้องหน้านางเต็มตา น้ำเสียงเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด
"มันอยู่ที่ไหน"
‘โอ้โฮ... น้ำส้มสายชูหกทั้งไหแล้วกระมัง’
หลินเสี่ยวเยว่หัวเราะแห้งๆ ก่อนชูสองนิ้วขึ้นราวกับกล่าวคำสัตย์
"ข้าเผาทิ้งไปตั้งแต่น้ำต้มยังไม่เดือดแล้วเจ้าค่ะท่านพี่ ตอนนี้ในหัวของข้า มีแต่ใบหน้าหล่อเหลาของท่านพี่เพียงคนเดียวเท่านั้นจริงๆ เจ้าค่ะ"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงแค่นเสียง "เหอะ" ในลำคอ ราวกับไม่เชื่อคำหวานแม้แต่น้อย
ทว่ามุมปากที่ยกขึ้นเล็กน้อยกลับทรยศเจ้าตัวเสียเอง
เขารีบหมุนตัวเดินออกไป
"ข้าจะไปทำงาน เย็นนี้หากข้ากลับมา แล้วพบว่าเจ้าก่อเรื่องอีก ข้าจะคิดบัญชีกับเจ้าแน่"
"เจ้าค่ะท่านพี่ เดินทางดีๆ นะเจ้าคะ เลิฟยูนะเจ้าคะ"
หลินเสี่ยวเยว่ยกมือโบกไล่หลังอย่างอารมณ์ดี
เซี่ยอวิ๋นเฉิงที่กำลังเดินจากไปพลันชะงักฝีเท้า
‘เลิฟยู’ เขาขมวดคิ้ว ภาษาอะไรกันอีก
ชายหนุ่มหันกลับไปมองภรรยาแวบหนึ่ง เห็นนางยังยืนยิ้มแป้นโบกมือให้เขาอยู่หน้าเรือน จึงรีบหันหน้ากลับแล้วเดินต่อ
แต่คราวนี้... มุมปากของท่านโหวกลับยกสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างปิดไม่มิด
ส่วนหลินเสี่ยวเยว่ที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับไม่ทันสังเกตเห็นเลยแม้แต่น้อย
ตกเย็น แสงอาทิตย์อัสดงฉาบทาจวนโหวเป็นสีส้มทอง หลินเสี่ยวเยว่ยืนกอดอกอยู่กลางครัวใหญ่ของจวน ท่ามกลางเหล่าพ่อครัวแม่ครัวที่พากันยืนเหงื่อตก มองหม้อเหล็กใบใหญ่ตรงหน้าด้วยสายตาหวาดหวั่น
"ฮูหยินเจ้าคะ สิ่งนี้กินได้จริงหรือเจ้าคะ" แม่ครัวใหญ่ถามเสียงสั่น พลางมองเครื่องเทศเผ็ดร้อนสารพัดชนิดกับน้ำซุปสีแดงฉานที่กำลังเดือดปุดๆ อยู่ในหม้อ
"กินได้สิ นี่เรียกว่า ‘หม่าล่าหม้อไฟ’ เป็นตำรับพิสดารจากต่างแดน" หลินเสี่ยวเยว่ยิ้มร่าอย่างภาคภูมิใจ
นางอาศัยความเป็นนักกินตัวยงจากโลกปัจจุบัน ผสมเครื่องเทศที่พอหาได้ในยุคนี้ ดัดแปลงจนกลายเป็นหม้อไฟรสเผ็ดชาที่ใกล้เคียงกับหม่าล่าในความทรงจำมากที่สุด ทั้งยังตั้งใจทำเพื่อเอาใจสามีโดยเฉพาะ
‘วันๆ กินแต่อาหารรสอ่อน เจอหม่าล่าหม้อนี้เข้าไป รับรองติดใจจนไปไหนไม่รอด’
ตึก... ตึก...
เสียงฝีเท้าอันคุ้นเคยดังมาจากด้านนอกเรือนอาหาร
หลินเสี่ยวเยว่หันไปมองทันที
เซี่ยอวิ๋นเฉิงในชุดลำลองสีเข้มก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม ทันทีที่กลิ่นเครื่องเทศหอมฉุนปะทะจมูก คิ้วเข้มก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
"เจ้าทำอะไร กลิ่นแปลกประหลาดนัก" น้ำเสียงยังคงเรียบตึงตามนิสัย ทว่าสายตากลับกวาดมองถาดเนื้อแกะหั่นบาง ผักสด และเครื่องเคียงที่จัดเรียงเต็มโต๊ะอย่างสนใจ
"ท่านพี่กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ" หลินเสี่ยวเยว่รีบกุลีกุจอเข้าไปหา ช่วยรับเสื้อคลุมจากเขาแล้วส่งให้สาวใช้ ก่อนฉีกยิ้มหวาน
"วันนี้ท่านพี่ทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ข้าจึงลงครัวทำอาหารพิเศษเพื่อบำรุงร่างกายท่านพี่โดยเฉพาะเลยนะเจ้าคะ"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงปรายตามองหม้อที่กำลังเดือดพล่าน ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยท่าทีสง่างาม
"จวนโหวของเราตกอับถึงขั้นต้องให้ฮูหยินลงครัวด้วยตัวเองแล้วหรือ"
"โธ่... ความรักความใส่ใจจากภรรยา ต่อให้มีเงินทองกองเท่าภูเขาก็ซื้อไม่ได้นะเจ้าคะ" หลินเสี่ยวเยว่ตอบกลับทันควันอย่างไม่รู้จักเขินอาย
เซี่ยอวิ๋นเฉิงเหลือบมองนาง
"เจ้านี่ช่างพูดนัก"
"ข้าพูดแต่ความจริงเจ้าค่ะ"
หญิงสาวหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบเนื้อแกะหั่นบางลงไปลวกในน้ำซุปหม่าล่า พอเนื้อสุกได้ที่ก็นำมาวางลงในถ้วยของเขาอย่างเอาอกเอาใจ
"ชิมดูสิเจ้าคะ รับรองว่าอร่อยจนท่านพี่ต้องร้องขอชีวิต เอ้ย! ร้องขอเพิ่ม"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงมองเนื้อในถ้วย ก่อนเงยหน้ามองภรรยาที่กำลังจ้องเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย
ตั้งแต่เมื่อวานมาจนถึงวันนี้ สตรีผู้นี้เปลี่ยนไปมากเหลือเกิน
จากคนที่เคยเห็นหน้าเขาก็เบือนหนี บัดนี้กลับตามประจบเอาใจไม่ห่าง แถมยังลงครัวทำอาหารให้ด้วยตัวเอง
ยิ่งนางทำดีเท่าไร เขากลับยิ่งระแวงมากเท่านั้น
"ข้าไม่ชอบอาหารรสจัด" แม้ปากจะปฏิเสธ แต่สุดท้ายเซี่ยอวิ๋นเฉิงก็ยกตะเกียบขึ้น คีบเนื้อชิ้นนั้นเข้าปากอย่างเสียไม่ได้
ทว่าเพียงเคี้ยวคำแรก ความเผ็ดร้อนเจือรสชาจากเครื่องเทศผสานกับความนุ่มชุ่มฉ่ำของเนื้อแกะพลันกระจายไปทั่วปาก กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ทำให้รสชาติที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนเด่นชัดยิ่งขึ้น
ดวงตาของท่านโหวขยายขึ้นเล็กน้อย
หลินเสี่ยวเยว่เห็นทุกอย่างเต็มสองตา
‘ฮั่นแน่’
‘อร่อยล่ะสิ’
นางพยายามกลั้นยิ้ม ก่อนเอียงคอถามอย่างซุกซน
"เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะท่านพี่ พอกินได้หรือไม่"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงค่อยๆ กลืนเนื้อลงคอ ก่อนปรับสีหน้าให้เรียบตึงดังเดิม
"ก็... พอใช้ได้ ไม่ได้แย่อะไร"
"จริงหรือเจ้าคะ"
"อืม"
ปากบอกเพียง ‘พอใช้ได้’
แต่มือกลับคีบเนื้อชิ้นที่สองลงหม้อ
จากชิ้นที่สองกลายเป็นชิ้นที่สาม...
ชิ้นที่สี่...
แล้วก็ชิ้นที่ห้า...
หลินเสี่ยวเยว่มองตาปริบๆ
‘นี่หรือพอใช้ได้’
เซี่ยอวิ๋นเฉิงยังคงกินต่อราวกับลืมคำพูดของตัวเองไปแล้ว ไม่เพียงคีบเนื้อ เขายังลองทั้งผัก เห็ด และเครื่องเคียงต่างๆ จนแทบทุกอย่างบนโต๊ะพร่องลงอย่างรวดเร็ว
ยิ่งกิน ใบหน้าคมคายก็ยิ่งแดงขึ้นเพราะความเผ็ด เหงื่อเม็ดเล็กซึมตามหน้าผาก แต่ตะเกียบในมือกลับไม่ยอมหยุด
หลินเสี่ยวเยว่นั่งมองสามีปากแข็งกินเอาๆ ด้วยความบันเทิงใจ นางคอยคีบผัก คีบเนื้อ และเติมน้ำชาให้ไม่ขาดมือ
"ค่อยๆ กินนะเจ้าคะ เดี๋ยวจะลวกปากเอา"
"ข้ารู้"
"ท่านพี่ เนื้อชิ้นนี้นุ่มเจ้าค่ะ"
"อืม"
"ลองเห็ดนี่ด้วยสิเจ้าคะ"
