2
"ท่านพี่ ข้าทำความดีความชอบ ปราบคนชั่วให้จวนโหว ท่านไม่มีรางวัลให้ข้าสักหน่อยหรือเจ้าคะ"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงไม่ได้ตอบ
ชายหนุ่มเพียงก้าวเข้ามาหานางช้าๆ
หนึ่งก้าว...
สองก้าว...
จนระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่เหลือเพียงคืบเดียว
หลินเสี่ยวเยว่ต้องเงยหน้าขึ้นมองเขา ขณะที่เซี่ยอวิ๋นเฉิงก้มลงเล็กน้อย ดวงตาคมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของนางราวกับต้องการมองให้ทะลุไปถึงความคิดที่ซ่อนอยู่ภายใน
"หลินเสี่ยวเยว่ เจ้าเล่นละครอะไรอยู่กันแน่"
"ข้าไม่ได้เล่นละครนะเจ้าคะ ข้าพูดจริงทุกคำ" หลินเสี่ยวเยว่ยกมือทาบอก ทำตาปริบๆ อย่างจริงใจที่สุด
"ต่อให้ฟ้าผ่า หรือโลกนี้ดับสูญ ข้าก็ไม่มีวันหย่า และไม่มีวันทิ้งท่านพี่ไปไหนเด็ดขาด"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงนิ่งไป ภรรยาที่เคยมองหน้าเขาราวกับเห็นศัตรู จู่ ๆ กลับยืนประกาศว่าจะไม่ยอมหย่าต่อหน้าเขาเสียอย่างนั้น
ใบหน้าคมยังคงเย็นชาเช่นเดิม ทว่าใบหูกลับค่อยๆ ร้อนผ่าวขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
เขากระแอมเบาๆ ก่อนรีบปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมกว่าเดิม
"หวังว่าเจ้าจะจำคำพูดของตัวเองเอาไว้ เพราะหากเจ้าคิดจะหนีอีกแม้แต่ก้าวเดียว ข้าจะหักขาเจ้าเสีย"
พูดจบ ท่านโหวหนุ่มก็สะบัดแขนเสื้อ หันหลังเดินออกจากห้องไปทันที ราวกับไม่คิดจะเปิดโอกาสให้นางเห็นสีหน้าของเขามากกว่านี้
หลินเสี่ยวเยว่มองตามแผ่นหลังกว้าง ก่อนยกมือกอดอกแล้วฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์
‘หักขาหรือ’
‘เหอะ ท่านโหวเอ๋ย ข้าว่าท่านโดนข้าตกเข้าให้แล้วละสิไม่ว่า’
เช้าตรู่วันต่อมา แสงอรุณรำไรลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาภายในเรือนนอน หลินเสี่ยวเยว่บิดกายอย่างเกียจคร้านอยู่บนเตียงนุ่ม พอนึกถึงใบหูแดงๆ ของท่านโหวเมื่อคืน ริมฝีปากก็อดยกยิ้มไม่ได้
‘หักขาข้างั้นหรือ ปากแข็งเสียจริง!’
นางยังไม่ทันได้เคลิบเคลิ้มฝันหวานถึงสามีรูปงาม เสียงเอะอะโวยวายก็ดังลั่นมาจากหน้าเรือน ตามด้วยเสียงบ่าวรับใช้พยายามห้ามปรามใครบางคนอย่างวุ่นวาย
"ปล่อยข้า! ข้าจะไปหาเสี่ยวเยว่ เสี่ยวเยว่... เจ้าทำกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไร"
หลินเสี่ยวเยว่เลิกคิ้ว
เสียงนี้... ต่อให้ตายแล้วเกิดใหม่อีกรอบนางก็จำได้
ไม่นานนัก ร่างของหญิงสาวในชุดสีขาวซีดก็เดินกระเผลกเข้ามาโดยมีบ่าวรับใช้หลายคนพยายามขวางไว้
สวี่หลาน!
เมื่อวานเพิ่งถูกโบยไปยี่สิบไม้ ตามปกติสมควรนอนคว่ำหน้าร้องโอดโอยอยู่บนเตียงหลายวัน แต่นางกลับกัดฟันทนเจ็บ ถ่อสังขารมาถึงจวนโหวแต่เช้าเพื่อเล่นบท ‘เพื่อนรักผู้ถูกทรยศ’
ช่างมีความพยายามเสียจริง!
หลินเสี่ยวเยว่ลุกจากเตียง คว้าเสื้อคลุมมาสวมอย่างอารมณ์ดี ก่อนก้าวออกไปยืนตรงหน้าเรือน มองเพื่อนรักดอกไม้ขาวที่กำลังบีบน้ำตาหยดแหมะๆ ลงพื้นด้วยสายตาขบขัน
"ไอหยา... แม่นางสวี่หลาน" หลินเสี่ยวเยว่ร้องทักเสียงดังฟังชัด
"เมื่อวานถูกโบยไปยี่สิบไม้ เช้าวันนี้บาดแผลยังไม่ทันหาย ก้นยังไม่ทันหายระบม เจ้าก็รีบถ่อมาหาข้าถึงเรือนเสียแล้ว ความอดทนของเจ้านี่เหนือมนุษย์จริงๆ"
สวี่หลานชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าแทบหลุดจากบท ทว่าเพียงพริบตาก็กลับมาเป็นหญิงสาวบอบบางน่าสงสารดังเดิม
"เสี่ยวเยว่... เมื่อคืนเจ้าใส่ร้ายข้า ข้าไม่โกรธเจ้าหรอกนะ ข้ารู้ว่าเจ้าคงถูกท่านโหวข่มขู่จนต้องพูดเช่นนั้นใช่หรือไม่ เจ้ากลัวเขาใช่ไหม" เสียงของสวี่หลานดังเสียจนแทบได้ยินไปถึงเรือนข้างๆ บ่าวรับใช้ที่อยู่บริเวณนั้นต่างหันมามองเป็นตาเดียว
หลินเสี่ยวเยว่เห็นแล้วก็แทบปรบมือให้
นี่สินะจุดประสงค์ที่แท้จริงของอีนังตัวร้ายที่เรื่องโดนฝ่ามือพิฆาต
สวี่หลานต้องการกู้ชื่อเสียงของตัวเอง พร้อมปล่อยข่าวว่าฮูหยินโหวถูกสามีข่มขู่ทารุณจนต้องกลับคำ
"เสี่ยวเยว่ บัณฑิตจางยังรอเจ้าอยู่นะ" สวี่หลานขยับเข้ามาใกล้ ลดเสียงลงคล้ายหวังดี ทว่าแววตากลับซ่อนความริษยาไว้ไม่มิด
"เจ้าอย่ากลัวท่านโหวเลย ข้าเตรียมแผนใหม่ไว้ให้เจ้าแล้ว คราวนี้..."
"คราวนี้อะไรหรือ" เสียงทุ้มเย็นเยียบดังขึ้นจากด้านหลัง
สวี่หลานสะดุ้งสุดตัว!
หลินเสี่ยวเยว่หันไปมองเช่นกัน ก่อนดวงตาจะเป็นประกายทันที
เซี่ยอวิ๋นเฉิงในชุดขุนนางเต็มยศกำลังก้าวเข้ามา ใบหน้าหล่อเหลาคมคายยังคงเรียบตึงดังน้ำแข็ง ดวงตาคมคู่นั้นปรายมองสวี่หลานราวกับกำลังมองสิ่งไร้ค่าข้างทาง
สวี่หลานใจสั่นสะท้าน รีบทรุดกายลงกับพื้น ก่อนน้ำตาจะไหลพรากราวกับสั่งได้
"ท่านโหว ข้าเพียงแค่เป็นห่วงเสี่ยวเยว่เจ้าค่ะ ข้ากลัวว่านางจะ..."
‘มารยาเล่มที่แปดพันหก!’
หลินเสี่ยวเยว่แอบกลอกตาอยู่ในใจ
อยากเล่นละครใช่หรือไม่
ได้! วันนี้นางจะเล่นเป็นเพื่อนเอง
หญิงสาวเปลี่ยนสีหน้าในชั่วพริบตา ก่อนจะวิ่งปราดเข้าไปหาเซี่ยอวิ๋นเฉิงแล้วคว้าแขนแกร่งของเขามากอดหมับอย่างออดอ้อน
"ท่านพี่ ดูนางสิเจ้าคะ" หลินเสี่ยวเยว่ส่งเสียงแจ๋ว ดวงตากลมโตพลันมีน้ำตาคลอขึ้นมาทันที
"นางมาขู่ข้าแต่เช้าเลยเจ้าค่ะ นางบอกว่าถ้าข้าไม่ยอมหนีไปกับบัณฑิตจาง นางจะเอาเรื่องที่ข้าเคยแอบเก็บรูปถ่าย เอ้ย! รูปวาดของบัณฑิตจางไว้ ไปโพนทะนาให้คนทั่วเมืองหลวงรู้"
เซี่ยอวิ๋นเฉิงขมวดคิ้วฉับ แต่ยังคงยืนนิ่งปล่อยให้ภรรยาเกาะแขนตามใจ
"รูปวาด" สองคำสั้นๆ ฟังดูเรียบเฉย แต่เหตุใดหลินเสี่ยวเยว่ถึงได้กลิ่นน้ำส้มสายชูแรงนักนะ
"ใช่แล้วเจ้าค่ะ" หลินเสี่ยวเยว่รีบฟ้องต่อเป็นชุด
"นางเป็นคนยัดรูปวาดบ้าบอนั่นใส่ไว้ใต้หมอนข้าเองกับมือ ข้าบอกนางไปร้อยรอบแล้วว่าข้ารักท่านพี่คนเดียว หัวใจของข้ามอบให้ท่านพี่เพียงผู้เดียว แต่แม่นางสวี่ก็ยังยุให้ข้าเลิกกับท่านพี่ให้ได้ ท่านพี่เจ้าขา นางคงอยากให้ข้าหย่ากับท่านพี่ เพื่อที่นางจะได้แต่งเข้าจวนโหวมาเป็นฮูหยินคนใหม่จริงๆ แน่เลยเจ้าค่ะ"
"เสี่ยวเยว่ เจ้าพูดจาเหลวไหล" สวี่หลานกรีดร้อง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย เสียงซุบซิบของบ่าวรับใช้รอบข้างเริ่มดังเซ็งแซ่ทันที
"ข้าพูดความจริง" หลินเสี่ยวเยว่หันไปเผชิญหน้า ก่อนยักคิ้วให้อีกฝ่ายอย่างกวนประสาท
"ถ้าเจ้าไม่ได้คิดจะฉกสามีข้า แล้วเจ้าจะมาวุ่นวายกับเตียงนอนของสามีภรรยาบ้านอื่นทำไมไม่ทราบ บ้านตัวเองไม่มีเตียงหรืออย่างไรกัน"
อีนังชาเขียว
นางแอบด่าอีกฝ่ายในใจ
"เจ้า..." สวี่หลานช็อกจนพูดไม่ออก
สตรีที่เคยถูกนางจูงจมูกได้ง่ายดาย เหตุใดเพียงข้ามคืนถึงได้กลายเป็นคนปากคอเราะรายเช่นนี้
ส่วนเซี่ยอวิ๋นเฉิงที่ถูกภรรยาเกาะแขนแน่นนั้น แม้ใบหน้ายังคงเรียบเฉย ทว่าประโยค ‘ข้ารักท่านพี่คนเดียว’ กลับดังก้องอยู่ในหัวซ้ำไปซ้ำมา
ความร้อนสายหนึ่งแล่นขึ้นมาตามลำคอจนถึงใบหู
เขาเหลือบมองสตรีข้างกายที่กำลังเชิดหน้าท้าชนกับสวี่หลานอย่างไม่เกรงกลัว ความขบขันเจือความเอ็นดูพลันวาบผ่านดวงตา
สตรีผู้นี้... ช่างกล้าพูดเสียจริง
เซี่ยอวิ๋นเฉิงหลับตาลงเล็กน้อย ก่อนเปิดขึ้นอีกครั้ง ดวงตาคมกริบหันไปจับจ้องสวี่หลานซึ่งยังคงนั่งกองอยู่บนพื้น
"สวี่หลาน ข้าเตือนเจ้าแล้วใช่หรือไม่ว่าห้ามเข้าใกล้จวนโหวอีก"
"ท่านโหว ข้าถูกใส่ร้ายนะเจ้าคะ"
