ตอนที่ 4 ความหวังดี
หลังจากร่างสูงสง่าของแม่ทัพหนุ่มลับตาไปไม่นาน เสี่ยวฉุยก็รีบเข้ามาประคองคุณหนูของตนด้วยใบหน้าซีดเผือดที่เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังหลั่งน้ำตา ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยปากถามไถ่ สาวใช้จากเรือนใหญ่ก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาแจ้งข่าวว่าท่านราชครูเรียกพบด่วนที่ห้องหนังสือ
ไป๋หลินเยว่เค้นความทรงจำออกมาได้บางส่วน บิดาของนางรักนางราวกับไข่มุกในกำมือ ที่หมั้นหมายกับหลี่เมิ่งยวนก็หวังว่าภายภาคหน้านางจะได้สุขสบายด้วยตำแหน่งฮูหยินตราตั้งของจวนแม่ทัพ แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เหตุใดบิดายังคงยืนกรานไม่ให้นางถอนหมั้น
ภายในห้องหนังสือ ไป๋สุ่ยเจิ้งนั่งรออยู่หลังโต๊ะด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ทันทีที่เห็นบุตรีเดินเข้ามา เขาก็รัวคำถามใส่ทันที
“แม่ทัพหลี่มาหาเจ้าด้วยธุระอันใด พวกเจ้าปรับความเข้าใจกันได้แล้วใช่หรือไม่” น้ำเสียงของบิดาแฝงไปด้วยความคาดหวังอย่างปิดไม่มิด
ไป๋หลินเยว่ทรุดกายลงนั่ง ท่าทางเรียบเฉยจนผู้เป็นบิดาขมวดคิ้ว
“เขาก็แค่มาเกลี้ยกล่อมให้ข้ายอมรับสตรีผู้นั้น และแต่งเข้าจวนแม่ทัพตามกำหนดเดิมเจ้าค่ะ”
“แล้วเจ้าตอบว่าอย่างไร”
“ข้าบอกเขาไปชัดเจนแล้วว่าจะถอนหมั้น”
“เหลวไหล! เจ้ามันเอาแต่ใจจนเกินงามไปแล้วเยว่เอ๋อร์ รู้หรือไม่ว่าตอนนี้สถานการณ์ภายนอกเป็นอย่างไร แม่ทัพหลี่เพิ่งเสร็จศึกชายแดน ความดีความชอบล้นพ้น ฝ่าบาทกำลังจะแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ให้เขา หากสองตระกูลรวมกันอนาคตของเขาย่อมไร้ขีดจำกัด แล้วเจ้าจะมาทำลายวาสนาตัวเองด้วยเรื่องเล็กน้อยเพียงเพราะเขามีสตรีอื่นเพิ่มมาคนหนึ่งหรือ” ฝ่ามือของราชครูไป๋กระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรงจนแท่นฝนหมึกสะเทือน
“เรื่องเล็กน้อยหรือเจ้าคะ” ไป๋หลินเยว่เงยหน้ามองบิดา ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยความตัดพ้อ
“ท่านพ่อเห็นเกียรติของลูกสาวคนนี้เป็นเพียงเล็กน้อย เพื่อแลกกับความมั่นคงในราชสำนักอย่างนั้นหรือ”
“ข้าทำเพื่อเจ้า” ไป๋สุ่ยเจิ้งตวาด
“สตรีสูงศักดิ์คนใดบ้างที่สามีไม่มีสามภรรยาสี่อนุ ยิ่งเขามีอำนาจ เจ้าที่เป็นฮูหยินเอก ต่อให้จะเป็นสมรสเท่าเทียม เจ้าก็ยังมีอำนาจในมือ ในฐานะบุตรีของข้า อย่างไรฮูหยินตราตั้งก็ย่อมเป็นเจ้าไม่ใช่สตรีผู้นั้น พ่อรับรองได้... หากเจ้าถอนหมั้นตอนนี้ ตระกูลไป๋จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน คนเขาจะนินทาว่าเจ้าถูกทิ้งจนเสียสติไปแล้ว”
“ข้ายอมถูกนินทา ดีกว่าต้องแต่งกับหลี่เมิ่งยวน”
“หยุดพูดเดี๋ยวนี้” ราชครูไป๋ลุกขึ้นยืน ชี้หน้าบุตรีด้วยนิ้วที่สั่นเทา
“เจ้าต้องแต่ง นี่ไม่ใช่คำขอร้อง แต่เป็นคำสั่งของพ่อ เจ้าพักรักษาตัวให้ดี วันใดที่ขบวนขันหมากจะมาถึงจวน ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าเสียมารยาทอีกเด็ดขาด”
ไป๋หลินเยว่มองบิดาที่กำลังถูกหน้าตาทางสังคมบดบังความสุขของบุตรี แม้นั่นจะเป็นความหวังดี แต่หากนางเลือกเส้นทางนั้นชีวิตก็คงหมดสิ้นความสุข
นางรู้ซึ้งแล้วว่าคำพูดที่มีเหตุผลใช้ไม่ได้กับบิดาที่ยังคงหัวรั้น ประสบการณ์จากชาติก่อนสอนให้นางรู้ว่า หากสู้ด้วยกำลังไม่ได้ก็ต้องสู้ด้วยมารยา
จู่ๆ ดวงตาหงส์ที่เคยแข็งกร้าวก็เริ่มพร่ามัว นางยกมือขึ้นกุมขมับ ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยพอให้สังเกตเห็น
“ท่านพ่อ... ข้า... ข้าปวดหัวเหลือเกิน” น้ำเสียงของนางแผ่วเบาลงทันควัน
“เยว่เอ๋อร์เจ้าเป็นอะ...” ไป๋สุ่ยเจิ้งยังพูดไม่ทันจบ
ร่างบอบบางของไป๋หลินเยว่ก็โอนเอนราวกับกิ่งหลิวต้องลม นางหลับตาลงแน่นก่อนจะปล่อยให้ร่างทั้งร่างร่วงหล่นจากเก้าอี้ลงไปกองกับพื้นห้อง
“เยว่เอ๋อร์!” ราชครูไป๋หน้าถอดสี รีบถลาเข้าไปดูบุตรี
“ใครก็ได้ ไปตามหมอมาเร็วเข้า คุณหนูเป็นลมไปแล้ว”
ภายใต้การแสร้งหมดสติ ไป๋หลินเยว่ลอบยิ้มเย็นในใจภายใต้ใบหน้าที่ซีดเซียว นางรู้ดีว่าคนอย่างบิดาต่อให้แข็งกร้าวเพียงใด ก็ยังขลาดกลัวหากต้องสูญเสียบุตรีแสนรักอย่างนางไปก่อนเวลาอันควร
ภายในห้องนอนส่วนตัว ไป๋หลินเยว่ลืมตาขึ้นช้าๆ หลังจากที่หมอตรวจอาการและกลับไป พร้อมคำวินิจฉัยว่า นางเพียงแค่อ่อนเพลียและมีความเครียดสะสม
“เยว่เอ๋อร์! ลูกแม่”
เสียงที่เปี่ยมไปด้วยความอาทรดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของสตรีวัยสามสิบตอนปลายที่ใบหน้างดงาม ในชุดเรียบง่ายทว่าดูสูงศักดิ์ สวี่มั่วหลานรีบถลาเข้าไปข้างเตียง ใบหน้าที่ดูอิดโรยจากการเดินทางและการถือศีลฉายแววกังวลอย่างสุดซึ้ง นางคว้ามือน้อยๆ ของบุตรีมากุมไว้แนบอก
ไป๋หลินเยว่มองใบหน้าที่คุ้นเคยในความทรงจำนี้ ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแล่นผ่านหัวใจที่เคยเย็นชาของหลิวเสวี่ยเหมยที่อยู่ในร่าง นางขยับกายลุกขึ้นนั่งแล้วโผเข้ากอดมารดาเต็มรัก กลิ่นธูปหอมอ่อนๆ ที่ติดมาจากอารามทำให้ใจของนางสงบลงอย่างประหลาด
“ท่านแม่... ท่านกลับมาแล้ว” นางซบหน้าลงบนไหล่ของมารดา น้ำตาที่คลอหน่วยอยู่นั้นคราวนี้เป็นความรู้สึกตื้นตันจริงๆ ที่ได้รับสัมผัสอันอ่อนโยนเช่นนี้
“แม่เพิ่งได้รับข่าวจากจวนว่าเจ้าหายดีแล้ว แม่ดีใจจนบอกไม่ถูก” สวี่มั่วหลานลูบหลังบุตรีเบาๆ
“แม่นั่งสมาธิแก้บนและสวดมนต์อยู่ที่อารามถึงสองวันเต็มเพื่อขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาเจ้า แต่พอเท้าเหยียบเข้าประตูจวนมา กลับได้ยินว่าวันนี้เจ้าเป็นลมล้มพับไปต่อหน้าพ่อเจ้า หัวใจแม่แทบจะหยุดเต้น” นางผละตัวออกเล็กน้อยเพื่อสำรวจใบหน้าของบุตรี
“บอกแม่มา เจ้ายังเจ็บตรงไหนหรือไม่ หรือว่าอาการไข้ยังไม่หายดี”
ไป๋หลินเยว่ส่ายหน้าช้าๆ แววตาที่เคยมุ่งมั่นแข็งกร้าวเมื่อครู่หม่นแสงลง
“ข้าไม่ได้เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะท่านแม่ ที่เป็นลมไป ก็เพียงเพราะไม่อยากฟังท่านพ่อบ่นและบีบคั้นลูกอีก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สวี่มั่วหลานก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นางส่งสายตาให้สาวใช้ในห้องออกไปให้หมด เหลือเพียงแม่ลูกตามลำพัง เพื่อที่จะพูดคุยเรื่องส่วนตัวที่ไม่อยากให้ผู้ใดรับรู้
“เรื่องแม่ทัพหลี่ใช่หรือไม่ แม่รู้เรื่องที่เขามาหาเจ้าแล้ว พ่อของเจ้าเองก็กังวลไม่น้อย”
“ท่านพ่อไม่ได้กังวลเพราะสงสารลูกหรอกเจ้าค่ะ ท่านพ่อกลัวลูกจะทำลายชื่อเสียงตระกูลไป๋ด้วยการถอนหมั้น ท่านพ่อบังคับให้ลูกยอมรับตำแหน่งฮูหยินเท่าเทียมที่น่าสมเพชนั่น ท่านแม่... ท่านจะยอมให้ลูกแต่งไปเป็นเพียงเครื่องมือสร้างอำนาจให้บุรุษโลเลผู้นั้นจริงๆ หรือเจ้าค่ะ” ไป๋หลินเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ
“เยว่เอ๋อร์ พ่อของเจ้าน่ะรักเจ้าดั่งแก้วตาดวงใจ” ไป๋ฮูหยินกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงด้วยความลำบากใจ
“ที่เขาอยากให้เจ้าแต่งงานกับแม่ทัพหลี่ ก็เพราะเห็นว่าเขามีอนาคตไกล สามารถคุ้มครองเจ้าได้ตลอดชีวิตในวันที่พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว สำหรับบุรุษหน้าตาและอำนาจในราชสำนักบางครั้งมันก็ค้ำคอจนเขามองข้ามความรู้สึกของลูกไปบ้าง เจ้าก็อย่าได้ใส่ใจเลย”
“ลูกเข้าใจความหวังดีของท่านพ่อเจ้าค่ะ แต่ลูกอยากให้ท่านแม่และท่านพ่อเข้าใจลูกเช่นกัน ชีวิตที่ต้องใช้ร่วมกับคนที่หมดใจไปแล้ว มันไม่ใช่ชีวิตที่ลูกต้องการ หากสวรรค์ให้ลูกฟื้นคืนจากความตายมาได้อีกครั้งจากการตรอมใจในครั้งนี้ ลูกก็ไม่อยากกลับไปตายทั้งเป็นในจวนแม่ทัพอีก” ไป๋หลินเยว่เงยหน้าขึ้นสบตามารดาด้วยความแน่วแน่
สวี่มั่วหลานชะงักไปเมื่อเห็นประกายตาที่เปลี่ยนไปของบุตรี มันดูเติบโตและเด็ดเดี่ยวเกินกว่าจะเป็นเพียงการเอาแต่ใจของเด็กสาว
“หลังเฉียดใกล้ประตูปรโลกครั้งนี้เจ้าเปลี่ยนไปมากจริงๆ เยว่เอ๋อร์”
“ลูกเพียงแค่ตื่นรู้แล้วเท่านั้นเจ้าค่ะ” นางยิ้มเศร้าๆ
“ท่านแม่ช่วยลูกได้หรือไม่เจ้าค่ะ ช่วยพูดให้ท่านพ่อใจอ่อน ลูกไม่อยากแต่งงานกับหลี่เมิ่งยวนแล้วจริงๆ ไม่ใช่เรียกร้องความสนใจเพื่อให้ขอพระราชทานตำแหน่งฮูหยินตราตั้งอะไรนั่น”
ไป๋ฮูหยินมองท่าทางออดอ้อนที่แฝงด้วยความขมขื่นของบุตรีแล้วก็ได้แต่กอดนางไว้แน่นขึ้น ภายในใจเริ่มโอนอ่อนตามคำขอ แม้จะรู้ดีว่าการต่อกรกับความดื้อรั้นของสามีนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
********************