ตอนที่ 3 บุรุษผู้เห็นแก่ได้
“แม่ทัพหลี่ขอพบคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้ร่างเล็กยืนก้มหน้ารายงานอยู่หน้าศาลาในสวน
“เชิญเขาเข้ามา” ไป๋หลินเยว่กล่าวเสียงเรียบ ผ่านไปห้าวันแล้ว เขาจึงเพิ่งมาเยี่ยมเยียนนาง หากนางไม่เข้ามาอยู่ในร่างนี้ คงกลายเป็นว่าเขามาร่วมงานศพเจ้าของร่างเดิมมากกว่า
ร่างอรชรนั่งอยู่บนเก้าอี้ ดวงตาหงส์ปรายมองบุรุษในชุดเกราะอ่อนที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางองอาจ ท่วงท่าของเขาดูสูงส่งดั่งขุนเขา แต่ในสายตาของนาง เขากลับดูเล็กจ้อยและน่ารังเกียจยิ่งกว่าเศษดิน
“ได้ยินว่าเจ้าฟื้นแล้ว เยว่เอ๋อร์” หลี่เมิ่งยวนหยุดยืนห่างจากนางเพียงสามก้าว น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำแต่แฝงไว้ด้วยความเหินห่างอย่างที่เจ้าของร่างเดิมไม่เคยสัมผัสมาก่อนในอดีต
ไป๋หลินเยว่ไม่ได้ลุกขึ้นต้อนรับ นางเพียงวางถ้วยน้ำชาลงช้าๆ แล้วเอ่ยถามโดยไม่มองหน้าของเขา
“ท่านแม่ทัพมาถึงที่นี่ มีธุระอันใดหรือเจ้าคะ หากจะมาเยี่ยมไข้ ข้าก็แข็งแรงดีแล้วดังที่ท่านเห็น”
หลี่เมิ่งยวนขมวดคิ้วเล็กน้อยกับท่าทีที่เปลี่ยนไป นางควรจะรีบวิ่งเข้าหาเขาพร้อมน้ำตาที่อ้อนวอนขอความเห็นใจ แต่นี่นางกลับนั่งนิ่งราวกับเขากลายเป็นคนแปลกหน้า
“เรื่องชิงเอ๋อร์ ข้าอยากให้เจ้าเข้าใจ” เขาเริ่มเข้าประเด็น แววตาคมกริบนั้นวูบไหวเล็กน้อยก่อนจะกลับมาแข็งกร้าว
“นางช่วยชีวิตข้าไว้ในสนามรบ หากไม่มีนาง ข้าคงไม่มีชีวิตกลับมาหาเจ้าที่นี่ บุญคุณนี้ข้าไม่อาจละเลยได้ การให้นางเป็นฮูหยินเอกเคียงคู่กับเจ้า คือสิ่งที่ข้าตัดสินใจแล้ว”
“บุญคุณหรือ” คุณหนูไป๋หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้คนฟังรู้สึกเย็นไปทั่วแผ่นหลังอย่างหาสาเหตุไม่ได้
“ท่านแยกแยะระหว่างบุญคุณกับความรักไม่ออก หรือว่าแท้จริงแล้วท่านเพียงแค่อยากจะเก็บสะสมสตรีไว้ในจวนให้มากพอเพื่อประดับบารมีของท่านกันแน่”
“ไป๋หลินเยว่!” หลี่เมิ่งยวนตวาดเบาๆ สีหน้าเริ่มเคร่งเครียด
“เจ้าอย่าได้ไร้เหตุผลนัก สถานะสมรสเท่าเทียมที่มอบให้เจ้า นับว่าข้าให้เกียรติเจ้าและตระกูลไป๋อย่างที่สุดแล้ว เจ้าเป็นบุตรีราชครู มีเกียรติ มีความรู้ ส่วนชิงเอ๋อร์นางมีวรยุทธ์และอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ข้า พวกเจ้าสองคนจะส่งเสริมจวนแม่ทัพให้เกรียงไกรยิ่งขึ้น” ประโยคนั้นช่างเห็นแก่ตัวยิ่งนัก
นางลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินเข้าไปใกล้เขา แววตาของนางไม่มีความโหยหา มีเพียงความสมเพชที่ปิดไม่มิด
“ท่านแม่ทัพหลี่ ท่านรู้ตัวหรือไม่ว่าคำพูดของท่านช่างน่าชิงชังยิ่งนัก” นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเขา แววตาที่ดูไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสาในวัยสิบเจ็ด แต่เหมือนคนที่ผ่านเหตุการณ์รอบกายมามากแล้ว
‘บุรุษเหล่านี้เป็นอะไรมากหรือไม่ ไปออกรบหรือไปหาสตรีกันแน่ ในชาติก่อน จ้าวเทียนเลี่ยก็พาอี้อวี่หนิงกลับมา แต่นั่นก็ยังถือว่าถูกบังคับแต่งงานด้วยพระราชโองการสมรส พอมาชาตินี้ ไอ้แม่ทัพหน้าขาวนี่ก็พาสตรีกลับมา แต่เขาเต็มใจแต่งงานกับนางด้วยตัวเอง ตรงนี้แหละที่ต่างกับจ้าวเทียนเลี่ย เขามันคือบุรุษที่เห็นแก่ได้และน่าชิงชัง’ หญิงสาวคิดเปรียบเทียบบุรุษทั้งสองด้วยความชิงชัง
หลิวเสวี่ยเหมยว่าน่าสงสารแล้ว การเป็นไป๋หลินเยว่น่าสงสารและน่าสมเพชยิ่งกว่า
“อย่ามองข้าด้วยสายตาแบบนี้” น้ำเสียงนั้นแข็งกร้าว
“ท่านพานางกลับมาเอง เลือกเอง และกำลังจะยัดเยียดความเจ็บปวดให้ข้าด้วยน้ำมือของท่าน ท่านบอกว่านางมีวรยุทธ์ส่งเสริมท่าน ส่วนข้า ท่านเพียงอยากได้สตรีที่เชื่อฟังอยู่ดูแลจวนเท่านั้น หลี่เมิ่งยวน ท่านจะโลภเกินไปแล้ว”
หลี่เมิ่งยวนชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าคมเข้มแดงก่ำด้วยความโกรธที่ถูกแทงใจดำ “เจ้าจะคิดอย่างไรก็ช่าง แต่การหมั้นหมายของเรามีมานานแล้ว อีกทั้งข้าเพิ่งสร้างความดีความชอบใหญ่หลวง ฝ่าบาทต้องเห็นชอบกับงานแต่งนี้แน่ เจ้าเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวเถิด”
“ข้าไม่แต่ง” คำพูดนั้นชัดเจนและหนักแน่น
“เจ้าว่าอย่างไรนะ”
“ข้าจะถอนหมั้น” ไป๋หลินเยว่กล่าวซ้ำ
“สัญญาหมั้นหมายนั่นข้าจะส่งคืนจวนแม่ทัพโดยเร็วที่สุด ท่านจะแต่งกับจางอวี้ชิง จะยกนางขึ้นเป็นฮูหยินตราตั้งข้าก็ไม่ขัดข้อง เชิญท่านตามสบาย”
หลี่เมิ่งยวนก้าวเข้าไปคว้าข้อมือของนางไว้แน่นจนรู้สึกเจ็บ แต่ไป๋หลินเยว่กลับไม่ร้องออกมาแม้แต่คำเดียว นางจ้องตอบเขาด้วยสายตาท้าทาย
“ถอนหมั้นหรือ เจ้าคิดว่ามันง่ายนักหรือไง เจ้าเป็นสตรีที่ถูกหมั้นหมายมาหลายปี หากถอนหมั้นตอนนี้ ใครหน้าไหนจะกล้าแต่งกับเจ้าอีก ชื่อเสียงของเจ้าจะป่นปี้ และที่สำคัญ... ข้าไม่ยินยอม” เขาขบฟันพูด
“เหตุใดจึงไม่ยินยอม ในเมื่อใจท่านก็ไม่ได้อยู่ที่ข้าแล้ว”
“เพราะเจ้าคือบุตรีของราชครูไป๋” หลี่เมิ่งยวนเผลอหลุดปากออกมา แววตาของเขาฉายความโลภและทะเยอทะยานออกมาวูบหนึ่ง
“เจ้าคิดถูก จวนแม่ทัพต้องการอำนาจหนุนหลังในราชสำนัก และข้าก็ไม่อาจปล่อยให้เจ้าไปแต่งกับบุรุษอื่น เจ้าต้องแต่งเข้าจวนหลี่เท่านั้น ไม่ว่าจะในฐานะใดเจ้าก็ต้องอยู่ภายใต้อำนาจของข้า”
ไป๋หลินเยว่สะบัดข้อมือออกจากการเกาะกุม นางถอยออกมาแล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดบริเวณที่เขาแตะต้องราวกับรังเกียจนักหนา
“ช่างเป็นบุรุษที่ต่ำช้ากว่าที่ข้าคิดไว้จริงๆ” นางกล่าวด้วยเสียงเย็นชา
“ท่านอาจจะเก่งกาจในสนามรบ แต่ในหมากกระดานนี้ ท่านคิดผิดแล้วที่คิดจะรั้งข้าไว้ ไป๋หลินเยว่คนเดิมได้ตายจากไปตั้งแต่วันที่ท่านก้าวเท้าเข้ามาในเมืองหลวงพร้อมสตรีนางนั้นแล้ว ข้าในตอนนี้ไม่ใช่สตรีอ่อนแอที่จะยอมให้ท่านเหยียบย่ำเพื่อเป็นบันไดอีกต่อไป”
“ลำพังเพียงสตรีตัวเล็กๆ อย่างเจ้าจะทำอะไรได้”
“ข้าทำได้มากกว่าที่ท่านคิดแน่” นางขัดขึ้น
“หากท่านไม่ยอมถอนหมั้นดีๆ ข้าก็จะทำให้งานแต่งของท่านกับจางอวี้ชิงกลายเป็นเรื่องตลกที่คนทั้งเมืองหลวงต้องจดจำไปชั่วลูกชั่วหลาน ท่านอยากลองดูหรือไม่ล่ะเจ้าคะ” ประโยคที่ขู่ด้วยน้ำเสียงจริงจังนั้น ทำเอาเขารู้สึกเหมือนว่านางมีความสามารถในการทำได้อย่างที่พูด
หลี่เมิ่งยวนมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกไม่คุ้นเคยอย่างรุนแรง ไป๋หลินเยว่ที่เคยอ่อนหวานหายไปไหน เหตุใดสตรีผู้นี้จึงมีแววตาของผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนและดูเยือกเย็นจนน่าขนลุกเช่นนี้
“ข้าจะไม่ถอนหมั้น” เขาประกาศกร้าว
“อ้อ มีอีกเรื่องที่ข้าอยากเตือนท่านเอาไว้ สตรีที่ท่านบอกว่าชำนาญวรยุทธ์ แต่กลับคุมม้าพยศไม่ได้ แล้วบังเอิญที่นางคุมม้านั่นให้มุ่งเป้ามายังข้าโดยตรง ท่านคิดว่าเรื่องนี้บังเอิญจริงหรือ แต่ แต่ แต่... หากท่านมองนางออก ก็คงไม่ได้พากลับมาด้วยแต่แรก” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยั่วยุในตอนท้าย ทำให้เขารู้สึกโกรธ แม้ลึกๆ จะรู้สึกว่านางพูดถูก แต่ก็โมโหที่คู่หมั้นไม่เชื่อฟังดังเดิม
“อย่าได้สงสัยในตัวของชิงเอ๋อร์” เขาประกาศกร้าวเป็นคำสุดท้ายก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปด้วยท่าทางขุ่นมัว
ไป๋หลินเยว่มองตามแผ่นหลังนั้นไปด้วยสายตาว่างเปล่า แต่ทว่าน้ำตาของนางกลับรินไหล ราวกับว่าจิตวิญญาณของไป๋หลินเยว่ยังคงแฝงตัวอยู่ลึกๆ ในร่างกายนี้ หรือไม่ นี่ก็คงเป็นเศษเสี้ยวความรู้สึกบางอย่างที่หลงเหลืออยู่ของนาง
“ความเจ็บปวดนี้ ทำไมมันยิ่งกว่าตอนที่ชุ่นอ๋องถูกพรากไปจากข้าในตอนนั้น... คุณหนูไป๋ ข้าสัญญา ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าแต่งงานกับบุรุษที่น่ารังเกียจผู้นี้แน่” มือเรียวยกขึ้นปาดน้ำตาออกไป แต่น้ำตายังคงไหลรินออกมาไม่หยุด
‘เจ้าจะเศร้าอะไรนักหนา ให้ตายสิ แค่บุรุษคนเดียวจะเอาชีวิตไปแลกให้ได้หรืออย่างไร’ มาถึงตอนนี้ก็อดตำหนิความอ่อนแอของไป๋หลินเยว่ที่ค้างในความทรงจำไม่ได้
แต่แล้วก็ต้องถอนใจ เพราะชาติก่อนนางก็เสียน้ำตาเพราะชุ่นอ๋องไปไม่น้อยเลยเช่นกัน
********************