บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 ยืมร่างคืนวิญญาณ

ในยามเช้า เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นจากนอกห้อง ก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออกอย่างเบามือ สาวใช้คนสนิทของไป๋หลินเยว่ก้าวเข้ามาพร้อมกับชามน้ำและผ้าเช็ดหน้า

“คุณหนู ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” นางถามด้วยน้ำเสียงที่ห่วงใย

ไป๋หลินเยว่หันไปมองสาวใช้ด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย

“เจ้าชื่อ... เสี่ยวฉุย ใช่หรือไม่” นางถามขึ้น ตอนนี้ความจำบางอย่างของร่างเดิมยังไม่ปะติดปะต่อนัก ยังดูครึ่งๆ กลางๆ อยู่ เพราะความทรงจำของคนสองคนรวมกันทำให้ทุกอย่างกำลังสับสน

“คุณหนู จะ... จำบ่าวไม่ได้หรือเจ้าคะ” สาวใช้ทำสีหน้ากังวล ริมฝีปากสั่นคล้ายจะร้องไห้

“ข้าล้อเจ้าเล่นน่ะเสี่ยวฉุย เตรียมน้ำให้ข้าล้างหน้าที”

เสี่ยวฉุยรีบทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว ในขณะที่นางกำลังใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดส่งให้ ไป๋หลินเยว่ก็สังเกตเห็นแววตาที่เป็นกังวลของอีกฝ่าย

“มีอะไรหรือ” นางถามขึ้นเสียงเรียบ เสี่ยวฉุยอึกอักเล็กน้อย ก่อนที่จะตัดสินใจพูดออกมา

“คุณหนูไข้สูงมาสามวัน ไม่กินไม่ดื่มอะไร เหตุใดจึงมีเรี่ยวแรงลุกมาหยอกล้อบ่าวได้เช่นนี้เจ้าคะ”

ไป๋หลินเยว่พอจะเข้าใจได้ นางนอนซมเหมือนคนใกล้ตาย จนสาวใช้คนอื่นพูดแว่วเข้าหูว่าจวนราชครูคงได้จัดงานศพในไม่ช้า จู่ๆ ลุกขึ้นมาพูดจาฉะฉานเช่นนี้ก็คงดูพิกลไม่น้อย

“ข้าเพิ่งจะผ่านความเป็นความตายมาได้ เจ้าควรจะดีใจมิใช่หรือ ทำหน้าเช่นนั้นหรือคิดว่าข้าถูกผีเข้า” นางกล่าวหยอกเย้าสาวใช้ แต่มันก็คือความจริง เพราะตอนนี้ภายในร่างของไป๋หลินเยว่ คือจิตวิญญาณของหลิวเสวี่ยเหมย เป็นการยืมร่างคืนวิญญาณโดยที่นางเองก็ไม่ได้ตั้งใจ

“หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ คุณหนูแข็งแรงบ่าวย่อมยินดี เช่นนั้นบ่าวไปยกสำรับมาให้นะเจ้าคะ เพิ่งฟื้นตัวทานข้าวต้มสักหน่อยให้อุ่นท้อง”

“ข้าวต้มจะพอหรือ ข้าขออาหารห้าอย่าง ต้องมีน่องไก่ และหมูสามชั้นตุ๋นในสำรับด้วย”

“ไม่ได้นะเจ้าคะคุณหนู ร่างกายท่านเพิ่งฟื้นตัว ต้องทานอาหารอ่อนๆ ให้ร่างกายปรับสภาพ” เสี่ยวฉุยขัดคำสั่งด้วยความห่วงใย

“ตามใจเจ้าเถิด” นางกล่าวแล้วเผยรอยยิ้มออกมา เท่านั้นก็ทำให้สาวใช้ข้างกายรู้สึกอุ่นใจแล้วว่าคุณหนูของตนนั้นหายดีแล้วจริงๆ

เมื่อชามข้าวต้มถูกยกมาวางบนโต๊ะ ไป๋หลินเยว่ก็รู้สึกหิวขึ้นมาจริงๆ ทันที

หญิงสาวตักข้าวต้มเข้าปากทีละคำ รู้สึกอุ่นท้องและมีกำลังขึ้นอีกหน่อย โชคดีที่นางเชื่อคำแนะนำของสาวใช้ ร่างกายที่เพิ่งฟื้นตัวต้องกินอาหารอ่อนๆ แบบนี้ดีที่สุด

ขณะที่ท้องเริ่มอิ่ม ไป๋หลินเยว่ก็รีบเค้นความทรงจำในหัวออกมา นางจำได้เพียงแค่ว่าเป็นบุตรีราชครูไป๋ แต่ในรัชศกอี้หงไม่มีราชครูไป๋ แต่จำไม่ได้ว่าตอนนี้อยู่ในรัชศกอะไร

“เสี่ยวฉุย ตอนนี้ปีที่เท่าไรแล้ว”

“รัชศกเทียนอู่ที่สิบสามเจ้าค่ะ”

ทันทีที่ได้ยินนางก็ทำช้อนร่วงจากมือ ชาติที่แล้วจ้าวเทียนอวี่สามีของนางมีความคิดที่จะชิงบัลลังก์ หรือว่าไอ้ชั่วนั่นชิงบัลลังก์สำเร็จ ได้เสพสุขเป็นฮ่องเต้ของแคว้นต้าฉู่แล้ว

“มีอะไรหรือไม่เจ้าคะ ข้าวต้มนี่ร้อนไป หรือว่าคุณหนูไม่สบายตัวตรงไหนอีกหรือไม่”

“เปล่าหรอก ข้าแค่รู้สึกอิ่มแล้วน่ะ อิ่มจน ‘จุก’ แน่นไปทั้งอกเลย” น้ำเสียงนั้นเข้มขึ้น แววตาแฝงด้วยความเคียดแค้นและรู้สึกถึงความอยุติธรรมของสวรรค์ ที่คนเลวกลับได้ดี กลายเป็นโอรสสวรรค์ด้วยการชิงบัลลังก์

ไม่นานก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่สาวใช้จากเรือนชั้นนอกเข้ามารายงาน

“เรียนคุณหนูสาม ท่านราชครูกำลังรอพบท่านที่ห้องโถงใหญ่เจ้าค่ะ”

คุณหนูไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ท่านพ่อรอพบข้า...เรื่องอะไรหรือ”

“บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องสำคัญ” สาวใช้ตอบด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา

“เข้าใจแล้ว เจ้ากลับไปเถอะ” ไป๋หลินเยว่พยักหน้ารับ แล้วให้นางกลับออกไปก่อน

หลังจากที่สาวใช้นางนั้นออกไปแล้ว ไป๋หลินเยว่ก็ลุกขึ้นจากเตียงและเดินไปที่กระจกทองเหลืองเพื่อมองดูตัวเอง ร่างกายนี้ช่างบอบบางและดูอ่อนแอราวกับกิ่งไม้ที่พร้อมจะหักโค่นลงได้ทุกเมื่อ

“ไป๋หลินเยว่ ข้าสัญญาว่าข้าจะปกป้องร่างนี้และทำให้เจ้ามีความสุข ข้าจะไม่ยอมให้ใครมารังแกหรือเอาเปรียบเจ้าได้อีกต่อไป” นางพึมพำกับตัวเองด้วยความตั้งใจที่หนักแน่น

“คุณหนูกล่าวสิ่งใดหรือเจ้าคะ บ่าวได้ยินไม่ชัด”

“ข้าบอกว่าให้เจ้ามาช่วยแต่งตัวให้หน่อย”

“เจ้าค่ะ” เสี่ยวฉุยรีบไปหาอาภรณ์ตัวโปรดมาช่วยคุณหนูของตนแต่งกายทันที

ไม่นานหลังจากนั้น ร่างอรชรในชุดอาภรณ์สีอ่อนเดินออกไปที่ห้องโถงใหญ่ของจวน ที่นั่นนางพบกับไป๋สุ่ยเจิ้งซึ่งกำลังนั่งรออยู่ด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด

“เยว่เอ๋อร์ เจ้ามาแล้วหรือ” เขาถามขึ้นเมื่อเห็นหน้าบุตรี

“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อม ราชครูวัยกลางคนเดินเข้ามายืนต่อหน้าแล้วสวมกอดบุตรีของตนด้วยความโล่งใจ

“ได้ยินสาวใช้บอกว่าเจ้ายอมกินข้าวกินน้ำแล้ว ได้เห็นกับตาว่าเจ้าฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว พ่อก็เบาใจขึ้นมาก” เขาผละตัวออกแล้วเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม คุณหนูไป๋จึงเดินไปค่อยๆ หย่อนกายลงนั่งที่เก้าอี้ด้านข้าง

“พ่อจะให้คนไปตามแม่เจ้ากลับมา หากนางรู้ว่าเจ้าหายป่วยคงรีบกลับมาภายในวันนี้แน่”

“เจ้าค่ะ” นางตอบรับเสียงเบา

ไป๋สุ่ยเจิ้งจ้องมองบุตรีสายตรงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเห็นใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น

“พ่อรู้ว่าเจ้าเสียใจเรื่องที่แม่ทัพหลี่พาสตรีอื่นกลับมา แต่พ่อก็จนปัญญาที่จะช่วยเจ้าได้”

“ทำไมเจ้าคะ ท่านพ่อเป็นถึงราชครูข้างกายของฝ่าบาท เหตุใดถึงช่วยข้าไม่ได้” นางขมวดคิ้ว ความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิมหลอมรวมกับประสบการณ์ที่ผิดหวังในชาติก่อน ทำให้นางรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจแทนเจ้าของร่างยิ่งนัก

“เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้จะรบกวนฝ่าบาทได้อย่างไร อีกทั้งสกุลหลี่เองก็เสนอให้มีการสมรสแบบเท่าเทียมให้แก่เจ้า” ไป๋สุ่ยเจิ้งตอบด้วยน้ำเสียงที่ลำบากใจ

“สมรสเท่าเทียมไม่มีอยู่จริงหรอกเจ้าค่ะ แต่งเข้าด้วยชุดแดงแล้วอย่างไร นั่งเกี้ยวเข้าประตูหน้าพร้อมกันแล้วอย่างไร สุดท้ายตำแหน่งฮูหยินตราตั้งของแม่ทัพก็มีเพียงหนึ่งเดียว และข้ารู้ดีว่าวาสนานั้นคงไม่ตกถึงข้าแน่ ท่านพ่อจะยอมให้ลูกตัวเองแต่งไปเป็นอนุหรือเจ้าคะ” ไป๋หลินเยว่ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ ความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิมนั้นไม่ต่างจากความรู้สึกของหลิวเสวี่ยเหมยในอดีตเลยสักนิด

ไป๋สุ่ยเจิ้งนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะกล่าวเสียงเบาเพื่อปลอบโยน เข้าใจว่านางเพียงเอาแต่ใจชั่วครู่ เพราะอยากบีบให้ตนไปทูลขอพระราชทานสมรสให้เป็นฮูหยินตราตั้งของหลี่เมิ่งยวน

“พ่อเข้าใจความรู้สึกของเจ้า แต่บางครั้งเราก็ต้องยอมรับชะตาชีวิตของเรา”

“ไม่เจ้าค่ะ ข้าจะไม่ยอมรับชะตาชีวิตเช่นนี้ ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายหรือเอาเปรียบข้าได้อีกต่อไป ข้าจะคืนสัญญาหมั้น ชาตินี้ไม่มีวันแต่งเข้าสกุลหลี่”

“อย่าเหลวไหล บุรุษจะมีสามภรรยาสี่อนุก็ไม่ใช่เรื่องแปลก อย่าปล่อยให้ความเอาแต่ใจของเจ้า ต้องทำให้อนาคตตัวเองต้องเสียชื่อเสียงไปตลอด สตรีที่ถูกหมั้นไม่ว่าจะถอนเอง หรือถูกถอนย่อมมีตำหนิ”

“ข้าไม่สน หากต้องแต่งให้คนโลเลเช่นนั้น ข้ายอมตายดีกว่า” น้ำเสียงนั้นแข็งกร้าว ต่างจากเดิมที่เคยอ่อนหวานนุ่มนวล

ไป๋สุ่ยเจิ้งมองบุตรีด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดว่านางจะตัดใจจากคนรักได้

“เยว่เอ๋อร์ เจ้าดูเปลี่ยนไปมากเลยนะ”

“ในเมื่อข้าเคยย่ำประตูปรโลกมาแล้ว ข้าย่อมเปลี่ยนเจ้าค่ะท่านพ่อ ไม่มีผู้ใดจะเป็นเด็กไปได้ตลอดชีวิต ไม่ว่าแม่ทัพหลี่อยากจะโอบขวากอดซ้ายหรือไม่ ข้าไม่สนใจ แต่อย่างไรข้าก็จะถอนหมั้น” หญิงสาวตอบด้วยรอยยิ้มที่ดูเติบโตเกินวัยสิบเจ็ดของตน

“เอาเถอะ ตอนนี้เจ้าเพิ่งฟื้นไข้ อีกทั้งกำลังอยู่ในช่วงที่จิตใจไม่มั่นคง เรื่องนี้เราค่อยพูดถึงในภายหลัง”

“แต่ข้ามั่นใจแล้ว ข้าจะ...”

“เอาเถอะ เจ้ากลับไปพักก่อน พ่อเชื่อว่าหากเจ้าใจเย็นลงก็จะเปลี่ยนใจแต่งเข้าสกุลหลี่อยู่ดี พ่อเลี้ยงเจ้ามากับมือ เจ้ารักแม่ทัพหลี่เพียงใดจะไม่รู้เชียวหรือ” ราชครูไป๋กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดูเหนื่อยใจ

เมื่อเห็นว่าบิดาไม่รับฟัง นางจึงไม่กล่าวสิ่งใดต่อ

“ลูกกลับไปพักแล้ว ท่านพ่อดูแลสุขภาพด้วย” ไป๋หลินเยว่ลุกขึ้นย่อกายเล็กน้อย แววตาของนางต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

********************
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel