บทที่ 6 เทศกาลแห่งหุบเขา
แสงตะวันยามเช้าสาดทอผ่านรอยแยกของหน้าต่างไม้ ส่องกระทบฝุ่นละอองที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศ จ้าวซินเยว่ขยับตัวเล็กน้อยเมื่อความเมื่อยขบเริ่มประท้วง นางรู้สึกถึงความหนักอึ้งที่พาดทับอยู่บนเอว เมื่อค่อยๆ ปรือตาขึ้น สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผล
หญิงสาวเบิกตากว้าง สติสัมปชัญญะกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว นางเพิ่งตระหนักว่าตลอดทั้งคืนตนเองนอนหนุนแขนของเฮยหลาง ซ้ำยังซุกหน้าอยู่กับอกเขาเสียแน่น ลมหายใจอุ่นร้อนของชายหนุ่มยังคงรินรดอยู่ที่กระหม่อมของนาง สม่ำเสมอและสงบนิ่ง
พิษไข้ของเขาลดลงแล้ว ร่างกายไม่ได้ร้อนดั่งไฟสุมเหมือนเมื่อคืน
ซินเยว่ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางพยายามจะยกท่อนแขนหนักอึ้งของเขาออกเพื่อลุกขึ้น ทว่าทันทีที่ขยับตัว วงแขนนั้นกลับรัดแน่นขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับเสียงทุ้มแหบพร่าที่ดังขึ้นเหนือศีรษะ
“ตื่นแล้วหรือ ฮูหยิน”
ซินเยว่สะดุ้งสุดตัว เงยหน้าขึ้นมองทันที นัยน์ตาคมกริบของเฮยหลางกำลังทอดมองนางอยู่ก่อนแล้ว แววตาของเขาไม่ได้พร่ามัวเพราะพิษไข้อีกต่อไป มันกลับมาเย้าแหย่และอ่านยากเช่นเดิม ใบหน้าที่ปราศจากหน้ากากหมาป่าปิดบังนั้นหล่อเหลาคมคาย สันกรามชัดเจนรับกับคิ้วเข้มที่พาดเฉียง แม้จะดูซีดเซียวไปบ้างแต่ก็ไม่อาจลดทอนความดุดันในตัวเขาลงได้เลย
“ปล่อยข้า” นางเอ่ยเสียงดุ พยายามดันแผงอกเขาออกห่าง แต่กลายเป็นว่ามือของนางไปโดนขอบผ้าพันแผลเข้า ชายหนุ่มสูดปากเบาๆ หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน
ซินเยว่รีบชักมือกลับ “ขะ... ข้าไม่ได้ตั้งใจ เจ้าเจ็บมากหรือไม่”
เฮยหลางมองท่าทีลุกลี้ลุกลนของสตรีในอ้อมแขนแล้วก็ลอบยิ้ม มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “หากเจ้ายอมนอนนิ่งๆ ให้ข้ากอดต่ออีกสักชั่วยาม ข้าอาจจะหายเจ็บเป็นปลิดทิ้งก็ได้”
“เจ้าโจรหน้าด้าน” นางถลึงตาใส่ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ “เมื่อคืนเจ้าไข้ขึ้นสูงจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ข้าเพียงแค่... เพียงแค่ช่วยให้ร่างกายเจ้าอบอุ่นขึ้นเท่านั้น อย่าได้คิดเข้าข้างตัวเองไปหน่อยเลย”
“ข้ายังไม่ได้ว่าอะไรสักคำ” เขายอมคลายอ้อมแขนออก ปล่อยให้นางลุกขึ้นนั่ง “แต่ก็ต้องขอบใจเจ้า ที่ไม่ฉวยโอกาสตอนข้าหลับ เอาปิ่นปักผมแทงคอข้าเสียก่อน”
นางลุกขึ้นยืน จัดแจงเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่ “ข้าบอกแล้วว่าข้ามีศักดิ์ศรีพอ ไม่ลอบกัดคนป่วยหรอก อีกอย่าง... เจ้าเจ็บตัวก็เพราะช่วยข้า ถือว่าหายกัน”
เฮยหลางมองตามแผ่นหลังบางที่เดินไปหยิบอ่างน้ำเพื่อเตรียมไปเปลี่ยนน้ำใหม่ แววตาของเขาอ่อนแสงลงชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาราบเรียบดังเดิม เขาตระหนักดีว่ากำแพงที่นางสร้างไว้เริ่มมีรอยร้าวแล้ว และเขาเองก็เริ่มคุ้นเคยกับการมีนางอยู่ข้างกายมากขึ้นทุกที
เวลาผ่านไปสามวัน ร่างกายของเฮยหลางฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ แผลฉกรรจ์สมานตัวได้ดีเยี่ยม หมอชราถึงกับออกปากชมว่าพื้นฐานร่างกายของนายท่านแข็งแกร่งดั่งหินผา
ในช่วงเวลานี้ ซินเยว่ไม่ได้ถูกขังอุดอู้แต่ในห้องอีกต่อไป เฮยหลางอนุญาตให้นางเดินไปไหนมาไหนในค่ายได้ตามใจชอบ โดยมีอาฉือคอยเดินตามอยู่ห่างๆ เพื่อความปลอดภัย
การได้ออกมาสัมผัสโลกภายนอกเรือนไม้ ทำให้นางได้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ในหุบเขาไร้รักแห่งนี้
ภาพที่นางเคยจินตนาการไว้ว่าค่ายโจรต้องเต็มไปด้วยชายฉกรรจ์หน้าตาเหี้ยมเกรียม ดื่มเหล้าเมามายและหยอกเอ้อสตรีอย่างหยาบคายนั้น ไม่มีอยู่จริง
ค่ายแห่งนี้ดูคล้ายกับหมู่บ้านชนบทที่สงบสุขเสียมากกว่า ซินเยว่เดินลัดเลาะไปตามทางเดินดิน นางเห็นหญิงวัยกลางคนกำลังนั่งปะชุนเสื้อผ้าอยู่หน้าเรือน เห็นชายชรากำลังสานตะกร้าไม้ไผ่ และที่ลานกว้างกลางค่าย มีเด็กตัวน้อยสี่ห้าคนกำลังวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะสดใสของพวกเขาดังกังวานไปทั่วบริเวณ
“ระวังหน่อยลูก เดี๋ยวก็หกล้มหรอก” หญิงสาวหน้าตาหมดจดคนหนึ่งตะโกนบอกเด็กๆ นางหันมาเห็นซินเยว่เดินผ่านมาก็รีบก้มหัวทำความเคารพด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร “ฮูหยิน รับมันเผาร้อนๆ สักหัวไหมเจ้าคะ เพิ่งเอาออกจากเตาเลย”
ซินเยว่ชะงักไปเล็กน้อย นางรับมันเผาที่ถูกห่อด้วยใบตองมาถือไว้ ความร้อนที่แผ่ซ่านผ่านฝ่ามือทำให้หัวใจของนางรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด นางพยักหน้าแทนคำขอบคุณ ก่อนจะหันไปถามอาฉือที่เดินตามมาเงียบๆ
“คนพวกนี้... พวกเขาไม่ใช่โจรป่าหรอกหรือ”
อาฉือมองไปรอบๆ ค่าย แววตาของเขามีความเศร้าหมองพาดผ่าน “พวกเขาเคยเป็นชาวนา ชาวสวน และบางคนก็เคยเป็นทหารในกองทัพฮ่องเต้ขอรับ ฮูหยินลองมองดูชายคนที่กำลังผ่าฟืนตรงนั้นสิ”
ซินเยว่มองตามนิ้วของอาฉือไป เห็นชายวัยกลางคนรูปร่างกำยำกำลังเหวี่ยงขวานผ่าฟืน แต่ขาซ้ายของเขากลับเป็นไม้ค้ำยัน
“เขาเป็นทหารผ่านศึกที่ไปรบที่ชายแดน เมื่อบาดเจ็บจนพิการ ทางการก็ปลดประจำการ จ่ายเงินชดเชยให้เพียงน้อยนิด ไม่พอแม้แต่จะซื้อข้าวกินประทังชีวิตครอบครัว ซ้ำร้ายขุนนางท้องถิ่นยังรีดนาทาเร้นเก็บภาษีอย่างหนัก ชาวบ้านที่ไม่มีทางสู้ถูกยึดที่นา ถูกบีบให้เป็นหนี้สิน บางคนต้องขายลูกสาวไปเป็นทาสเพื่อแลกข้าวสาร”
อาฉือถอนหายใจ “นายท่านเป็นคนรวบรวมคนหลงทางเหล่านี้มาสร้างที่พักพิงในหุบเขาแห่งนี้ พวกเราปล้นเฉพาะขบวนสินค้าของขุนนางกังฉินและคหบดีที่ขูดรีดราษฎร เพื่อนำเงินมาประทังชีวิตคนในค่าย ที่นี่ไม่มีโจรป่าหรอกขอรับ มีแต่คนที่ทางการทอดทิ้ง”
คำพูดของอาฉือราวกับค้อนหนักๆ ที่ทุบลงกลางใจของซินเยว่ นางยืนนิ่งงัน มองก้อนมันเผาในมือสลับกับรอยยิ้มของเด็กๆ ในลานกว้าง
โลกที่นางเคยรู้จัก โลกที่มีแต่ความงดงามในวังหลวง อาหารเลิศรส และการประจบสอพลอของขุนนาง แท้จริงแล้วมันถูกสร้างขึ้นบนหยาดเหงื่อและคราบน้ำตาของราษฎรเหล่านี้นี่เอง เสด็จพ่อของนางทรงทราบเรื่องนี้หรือไม่ หรือเป็นเพราะอำนาจของเสนาบดีหลินที่บดบังสายพระเนตรจนมืดบอดไปหมด
ความรู้สึกผิดระลอกหนึ่งตีตื้นขึ้นมาในอก นางเคยด่าทอเฮยหลางว่าเป็นโจรชั่ว แต่เมื่อเทียบกับขุนนางใส่หน้ากากคนดีในราชสำนักแล้ว ใครกันแน่ที่โหดร้ายกว่ากัน
เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม บรรยากาศในค่ายก็เริ่มคึกคักขึ้นกว่าปกติ อาฉือบอกนางว่าคืนนี้เป็น ‘เทศกาลไหว้ภูผา’ ซึ่งเป็นประเพณีเล็กๆ ที่ชาวค่ายจัดขึ้นทุกปีเพื่อขอบคุณเทพเจ้าแห่งขุนเขาที่ให้ที่พักพิงและคุ้มครองพวกเขา
กองไฟขนาดใหญ่ถูกจุดขึ้นที่ลานกว้าง แสงไฟสว่างไสวไล่ความมืดมิดและมอบความอบอุ่น เนื้อหมูป่าและไก่ฟ้าที่ล่ามาได้ถูกนำมาย่างบนเตาถ่าน ส่งกลิ่นหอมหวนยั่วน้ำลาย กาหมักสุราผลไม้ถูกเปิดออก รินแจกจ่ายให้ทุกคนได้ดื่มด่ำ
ซินเยว่ถูกเชิญให้มานั่งที่โต๊ะไม้ตัวยาวซึ่งจัดไว้ในมุมที่เห็นกองไฟชัดเจนที่สุด นางสวมเสื้อคลุมสีฟ้าอ่อนที่หญิงในค่ายนำมาให้เปลี่ยน แม้เนื้อผ้าจะหยาบกระด้าง ไม่ได้เรียบลื่นเหมือนผ้าไหมในวัง แต่นางกลับรู้สึกสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก
เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งวิ่งเตาะแตะเข้ามายืนเกาะขอบโต๊ะ ในมือเล็กๆ มีดอกไม้ป่าสีเหลืองช่อเล็กๆ ยื่นส่งให้นาง
“ให้ฮูหยินเจ้าค่ะ พี่สาวสวยเหมือนนางฟ้าเลย” เด็กน้อยพูดเจื้อยแจ้วพร้อมกับฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันหลอ
ซินเยว่ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะยื่นมือไปรับดอกไม้ช่อนั้นมา ความไร้เดียงสาของเด็กน้อยทำให้นางเผลอยิ้มออกมาบางๆ มือเรียวลูบศีรษะเด็กหญิงเบาๆ “ขอบใจจ้ะ”
“ยิ้มเป็นด้วยหรือ ข้าคิดว่าใบหน้าของเจ้าถูกแช่แข็งไว้เสียอีก”
น้ำเสียงคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง ซินเยว่หันขวับไปมอง เฮยหลางก้าวเข้ามานั่งลงบนม้านั่งตัวยาวข้างๆ นาง วันนี้เขาไม่ได้สวมเสื้อคลุมสีเข้มทะมัดทะแมงเหมือนทุกวัน แต่สวมเพียงเสื้อผ้าฝ้ายสีเทาเรียบง่าย คอเสื้อเปิดกว้างเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยแผลเป็นที่โผล่พ้นออกมา
เขาไม่ได้สวมหน้ากากหมาป่าอีกต่อไป ใบหน้าคมคายต้องแสงไฟจากกองไฟยิ่งขับเน้นให้เห็นสันกรามแกร่งและดวงตาดุดันที่บัดนี้แฝงไปด้วยความผ่อนคลาย เขายกไหสุราขนาดเล็กในมือขึ้นรินใส่จามดินเผาสองใบ แล้วเลื่อนใบหนึ่งมาตรงหน้านาง
“สุราผลไม้หมักเอง รสชาติอาจจะไม่นุ่มคอเท่าสุราชั้นเลิศในวังหลวง แต่ก็พอแก้หนาวได้” เขาเอ่ยพลางยกจามของตนเองขึ้นจิบ
ซินเยว่มองจามสุราตรงหน้า ก่อนจะค่อยๆ ยกขึ้นจิบ รสชาติของมันฝาดเฝื่อนที่ปลายลิ้น แต่เมื่อกลืนลงคอไปแล้วกลับทิ้งความหวานหอมของลูกท้อป่าไว้ ความร้อนผ่าวไหลวาบลงไปถึงกระเพาะ ช่วยขับไล่ความหนาวเย็นของลมภูเขาได้ชะงัดนัก
นางวางจามลง หันไปมองเสี้ยวหน้าของชายหนุ่ม “บาดแผลของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ออกมาดื่มสุราเช่นนี้ หมอเฒ่าจะไม่ว่าเอาหรือ”
“แผลแค่นี้ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก” เขาตอบเรียบๆ สายตาทอดมองไปยังชาวค่ายที่กำลังจับมือกันเต้นรำรอบกองไฟ “อีกอย่าง คืนนี้เป็นงานเทศกาล ข้าในฐานะผู้นำจะมัวแต่นอนอุดอู้ในห้องได้อย่างไร”
ซินเยว่มองตามสายตาของเขาไป บรรยากาศแห่งความสุขที่อบอวลอยู่รอบตัวทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายลงอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีการเสแสร้ง ทุกคนหัวเราะและพูดคุยกันอย่างจริงใจ
“วันนี้อาฉือเล่าเรื่องของชาวค่ายให้ข้าฟัง” นางเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของนางไม่ได้แข็งกร้าวหรือเย่อหยิ่งเหมือนวันแรกๆ อีกต่อไป “ข้าไม่เคยรู้เลย ว่าภายนอกกำแพงวัง ราษฎรจะต้องเผชิญกับความยากลำบากถึงเพียงนี้”
เฮยหลางหันกลับมามองนาง แววตาของเขาลึกล้ำยากจะหยั่งถึง “กำแพงวังถูกสร้างให้สูงตระหง่าน ก็เพื่อปิดกั้นสิ่งอัปลักษณ์ภายนอกไม่ให้ระคายสายตาผู้ปกครอง สิ่งที่เจ้าเห็นมาตลอดชีวิต คือสิ่งที่พวกขุนนางต้องการให้เจ้าเห็นเท่านั้น ซินเยว่ โลกใบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความยุติธรรม แต่มันขับเคลื่อนด้วยอำนาจและความอยู่รอด”
คำพูดของเขาแทงใจดำนางอย่างจัง นางก้มหน้าลง มองเงาสะท้อนของตนเองในจามสุรา “แล้วเจ้าล่ะ... เจ้าเลือกที่จะมาเป็นโจรป่า ก็เพื่อปกป้องคนเหล่านี้งั้นหรือ”
ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาหมุนจามสุราในมือเล่นเบาๆ “ข้าไม่ได้ประเสริฐขนาดนั้น ข้าแค่สูญเสียทุกอย่างไป จึงเข้าใจว่าความรู้สึกที่ถูกผลักไสให้ตกลงไปในขุมนรกมันเป็นอย่างไร คนพวกนี้ไม่มีที่ไป ข้าเองก็ไม่มีที่ไป พวกเราจึงมารวมตัวกัน... เพื่อสร้างโลกใบใหม่ โลกที่ไม่ต้องก้มหัวให้กฎหมายจอมปลอมของใคร”
น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความขมขื่นที่พยายามซ่อนเร้น ซินเยว่สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ฝังรากลึกอยู่ในใจของบุรุษผู้นี้ นางอยากจะถามเหลือเกิน ว่ารอยแผลเป็นจากอาวุธสงครามบนร่างกายเขา เกิดขึ้นได้อย่างไร เขาเคยเป็นใครก่อนที่จะมาเป็นเฮยหลาง แต่เมื่อเห็นแววตาที่ปิดกั้นของเขา นางจึงเลือกที่จะเงียบ
ทว่าความเงียบระหว่างคนทั้งสองกลับไม่ได้อึดอัดอีกต่อไป มันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความเข้าใจบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้น
จู่ๆ เด็กชายตัวอ้วนกลมคนหนึ่งที่กำลังวิ่งเล่นไล่จับกับเพื่อนก็สะดุดก้อนหิน ล้มคะมำลงตรงหน้าโต๊ะของพวกเขา เด็กน้อยเบาะหน้าเบ้เตรียมจะร้องไห้
เฮยหลางโน้มตัวลงไปอุ้มเด็กชายขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เขาปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าให้เด็กน้อยอย่างเบามือ ล้วงเอาขนมน้ำตาลปั้นรูปลิงออกจากแขนเสื้อส่งให้ “ลูกผู้ชายหกล้มแค่นี้ห้ามร้องไห้ เอานี่ไปกินแล้วไปวิ่งเล่นต่อซะ”
เด็กชายเห็นขนมก็ตาโต รีบคว้ามาถือไว้พลางยิ้มแฉ่ง “ขอบคุณขอรับพี่ใหญ่” แล้วก็วิ่งตื๋อกลับไปหาเพื่อนทันที
ซินเยว่มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดในอก ท่าทางอ่อนโยนที่เป็นธรรมชาติของเขา ขัดแย้งกับภาพลักษณ์จอมโจรป่าเถื่อนอย่างสิ้นเชิง นางเผลอหลุดเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ กังวานใสราวกับกระดิ่งเงิน
เฮยหลางชะงัก เขาหันกลับมามองสตรีข้างกาย ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
ภายใต้แสงจันทร์และแสงสลัวจากกองไฟ ใบหน้างดงามขององค์หญิงจ้าวซินเยว่ปรากฏรอยยิ้มที่ส่งไปถึงดวงตา เป็นรอยยิ้มที่ปราศจากการเสแสร้ง ปราศจากความเย่อหยิ่ง มีเพียงความบริสุทธิ์และงดงามราวกับดอกมู่หลานที่เบ่งบานกลางหิมะ มันสว่างไสวเสียจนลมหายใจของเขาชะงักงันไปชั่วขณะ
“เจ้าก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่ปากว่าสักหน่อย เฮยหลาง” นางเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ นัยน์ตาสุกสกาวมองสบตาเขาตรงๆ
บุรุษผู้ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน บัดนี้กลับรู้สึกว่าก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นผิดจังหวะไปอย่างรุนแรง เขาจ้องมองรอยยิ้มนั้นราวกับต้องมนต์สะกด ไม่สามารถละสายตาไปได้เลย
“เจ้า... ควรจะยิ้มบ่อยๆ นะ” เขาหลุดปากพูดออกไป เสียงทุ้มพร่ากว่าปกติ “มันดูดีกว่าตอนที่เจ้าทำหน้าบึ้งตึงด่าทอข้าเป็นไหนๆ”
คำชมตรงไปตรงมาทำเอาซินเยว่ชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางลง แทนที่ด้วยริ้วรอยแดงระเรื่อที่พาดผ่านพวงแก้มเนียน นางรีบเสหน้ามองไปทางอื่น ยกจามสุราขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดเพื่อซ่อนความขัดเขินที่พุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
“ข้า... ข้าจะยิ้มหรือไม่ ก็เรื่องของข้า” นางตอบเสียงอ้อมแอ้ม
เฮยหลางเห็นท่าทีเก้อเขินของนางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ บรรยากาศรอบตัวพวกเขากลายเป็นความอบอุ่นละมุนละไมที่ลบเลือนเส้นกั้นระหว่างองค์หญิงสูงศักดิ์และโจรป่าไปจนหมดสิ้น
คืนเทศกาลดำเนินต่อไป เสียงเพลงและเสียงหัวเราะยังคงดังกังวาน ซินเยว่นั่งเคียงข้างบุรุษที่นางเคยเกลียดชังที่สุด แต่ในยามนี้ กำแพงแห่งความหวาดกลัวได้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์ นางตระหนักแล้วว่า หุบเขาไร้รักแห่งนี้ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และผู้ชายที่นั่งอยู่ข้างนาง ก็ไม่ได้ไร้หัวใจอย่างที่เขาพยายามแสดงออก
ทว่าในความสงบสุขที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นนั้น ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า เมฆหมอกแห่งความจริงอันโหดร้าย กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ และพร้อมที่จะพัดพายุลูกใหญ่เข้ามาทดสอบความรู้สึกที่เพิ่งผลิบานของคนทั้งสองในอีกไม่ช้า