ตอนที่ 3.1 เด็กดื้อกับพ่อปากแข็ง - 1
ฉู่เหยียนยืนนิ่งอยู่เช่นนั้นชั่วครู่ ภาพตรงหน้าแปลกตาเหลือเกิน นับตั้งแต่ภรรยาจากไป เขาแทบไม่เคยเห็นเสี่ยวเป่าหัวเราะอย่างไร้ความกังวลถึงเพียงนี้อีกเลย แม้คนในจวนจะรักและเอ็นดูเด็กน้อย ทุกคนล้วนคอยดูแลอย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่อง แต่ไม่มีผู้ใดทำให้ใบหน้ากลมอวบเผยรอยยิ้มที่สดใสได้เช่นหญิงสาวผู้นี้ ความรู้สึกบางอย่างจึงแผ่วผ่านกลางอกของเขา คล้ายปลายขนนกแตะลงบนผิวน้ำ ไม่รุนแรง ทว่ากลับทิ้งระลอกบางไว้ชัดเจนเสียจนยากจะมองข้าม ซูอันหนิงเป็นฝ่ายสังเกตเห็นเขาก่อน นางชะงักเล็กน้อย รีบวางผ้าเช็ดหน้าลงแล้วลุกขึ้นคำนับอย่างสุภาพ
“ท่านแม่ทัพ”
เสียงของนางทำให้เสี่ยวเป่าหันขวับตามไป ดวงตากลมโตเบิกกว้างทันทีที่เห็นบิดา
“ท่านพ่อ!”
เด็กชายรีบลุกพรวดขึ้น ตั้งท่าจะวิ่งเข้าไปหา ทว่าเพียงก้าวเดียวก็หยุดชะงัก ราวกับเพิ่งนึกถึงเรื่องสำคัญได้ เขาหันกลับไปคว้ามือซูอันหนิงไว้แน่น แล้วดึงนางให้เดินตามไปด้วยสีหน้าจริงจัง
“กลับจวนกันขอรับ”
ซูอันหนิงถูกแรงเล็ก ๆ นั้นดึงจนต้องก้าวตามไปหนึ่งก้าว ก่อนหลุดหัวเราะอย่างจนใจ
“ข้าไม่ใช่คนในจวนของเจ้าเสียหน่อย”
เสี่ยวเป่าชะงัก สีหน้าหม่นลงเล็กน้อยราวกับเพิ่งพบข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกใจที่สุดในโลก เขาก้มหน้าคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเงยขึ้นอีกครั้งด้วยความหวัง
“เช่นนั้น...พรุ่งนี้ข้ามาใหม่”
คำตอบนั้นทำให้ซูอันหนิงหัวเราะกว่าเดิม ขณะที่ฉู่เหยียนได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างคนหมดคำจะกล่าว เขาก้าวเข้าไปใกล้ ก่อนช้อนร่างลูกชายขึ้นสู่อ้อมแขนอย่างคล่องแคล่ว เสี่ยวเป่าร้องอุทานเล็กน้อย มือยังคงยื่นไปหาซูอันหนิงราวกับไม่ยอมจากง่าย ๆ ฉู่เหยียนหันมองหญิงสาวตรงหน้า สีหน้ายังคงเรียบนิ่งเช่นเดิม ทว่าน้ำเสียงกลับอ่อนลงกว่าตอนที่มาถึง
“วันนี้...รบกวนเจ้าอีกแล้ว”
ซูอันหนิงส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่รบกวนหรอกเจ้าค่ะ เสี่ยวเป่าอยู่กับข้าไม่นานนัก”
นางเว้นไปเล็กน้อย ก่อนเหลือบมองเด็กชายในอ้อมแขนเขาแล้วกล่าวต่ออย่างจริงจัง
“เพียงแต่ครั้งหน้า อย่าปล่อยให้เขาหนีออกมาเพียงลำพังอีกเลย ถนนหนทางวุ่นวาย หากเกิดเรื่องขึ้นอีกคงไม่ดีแน่”
ฉู่เหยียนก้มมองลูกชายทันที เสี่ยวเป่ารีบหลบสายตาแล้วซุกหน้าเข้ากับบ่ากว้าง ราวกับไม่เคยเป็นเด็กที่เพิ่งอวดว่าตนหนีองครักษ์พ้นเมื่อครู่ ชายหนุ่มมองท่าทางนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบสั้น ๆ
“ข้าจะระวัง”
ซูอันหนิงพยักหน้าอย่างโล่งใจ
ฉู่เหยียนสบตานางอยู่ชั่วอึดใจ รอยยิ้มอ่อนโยนที่ยังแต้มอยู่ตรงมุมปากทำให้เขาเผลอหยุดมองนานกว่าปกติ ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงขอบคุณแล้วหมุนตัวเดินออกจากโรงหมอ เสี่ยวเป่าเกาะอยู่บนบ่าของบิดาอย่างสบายใจ ร่างเล็กโยกไปตามจังหวะก้าวเดิน ทว่ายังไม่วายหันกลับมาโบกมือให้หญิงสาวอยู่หลายครั้ง กระทั่งโรงหมอเล็กค่อย ๆ อยู่ห่างออกไป เด็กน้อยจึงยอมวางคางลงบนบ่ากว้างอย่างอารมณ์ดี ลมยามสายพัดผ่านถนนใหญ่ เสียงผู้คนและรถม้าดังแว่วมาจากรอบด้าน ทว่าเสี่ยวเป่ากลับสนใจเพียงเรื่องเดียวในใจ
“ท่านพ่อ”
ฉู่เหยียนมิได้หันกลับมา เพียงส่งเสียงรับในลำคอ
“อือ”
“ท่านแม่ใจดีมากเลย”
ผู้เป็นบิดาไม่ตอบ เด็กน้อยจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังราวกับกำลังรายงานเรื่องสำคัญ
“นางแบ่งซาลาเปาให้ข้ากิน เช็ดปากให้ข้า แล้วยังไม่โกรธที่ข้าหนีออกมา”
ฉู่เหยียนเหลือบมองใบหน้ากลมซึ่งซบอยู่บนบ่าตนเพียงเล็กน้อย
“นางไม่โกรธ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าทำถูก”
เสี่ยวเป่าทำปากยื่น แม้บิดาจะมองไม่เห็นก็ตาม
“ข้ารู้แล้วขอรับ”
เขาเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ขึ้นมานิดหนึ่ง
“ข้าว่าท่านพ่อก็คงชอบท่านแม่เหมือนกัน”
ฝีเท้าของฉู่เหยียนชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเดินต่อราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“เจ้าพูดเหลวไหลอะไร”
เสี่ยวเป่ายกศีรษะขึ้น มองด้านข้างใบหน้าของบิดาด้วยแววตาจับผิด
“หากไม่ชอบ เหตุใดเมื่อครู่ท่านจึงยืนมองนางอยู่นานนัก”
คำถามตรงไปตรงมานั้นทำให้ฉู่เหยียนนิ่งเงียบไปทันที เด็กน้อยเห็นเขาไม่ตอบก็ยิ่งยิ้มกว้าง
“ใช่หรือไม่ขอรับ”
แม่ทัพผู้ทำให้ข้าศึกนับหมื่นครั่นคร้ามกลับถูกลูกชายวัยห้าขวบไล่ต้อนจนไร้ถ้อยคำโต้แย้ง เขาเพียงกระชับอ้อมแขนที่อุ้มร่างเล็กให้มั่นขึ้น แล้วเร่งฝีเท้าไปข้างหน้าโดยไม่ยอมหันมอง ทว่าปลายใบหูซึ่งซ่อนอยู่ใต้เรือนผมสีดำกลับค่อย ๆ ขึ้นสีแดงอย่างไม่อาจปกปิด เสี่ยวเป่ามองเห็นทุกอย่างจากมุมของตน เด็กน้อยจึงหัวเราะคิกคักอยู่บนแผ่นหลังกว้าง เสียงหัวเราะนั้นดังแผ่วไปตามสายลม ราวกับเจ้าตัวกำลังมั่นใจเหลือเกินว่า แผนสำคัญของตนเพิ่งขยับก้าวหน้าไปอีกหนึ่งก้าวแล้วจริง ๆ
