บทที่ 3 นี่หรือท่านแม่ทัพเจิ้งเจี๋ย
ณ ที่พำนักขององค์จักรพรรดิ
ร่างสูงสวมชุดมังกรเหลืองอร่าม ดูมีพลังทรงคุณค่าถึงความยิ่งใหญ่ เเหงนหน้ามองนภา ดวงตาคมดูสงบนิ่ง ใจเย็น แต่แฝงไปด้วยความลับมากมาย และแผนการณ์ที่ตนคาดหวังไว้อย่างสูง ว่าจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
“ทูลฝ่าบาทงานที่ทรงรับสั่งไว้ได้ผ่านไปด้วยดีเพค่ะ เอ่อ…ทรงคิดว่าทำเช่นนี้จะได้ผลแน่นอนหรือพระองค์”
“ข้าไม่อาจทนเห็นเขาทุกข์ทรมานเช่นนี้ ได้อีกต่อไป! ไม่ว่าด้วยวิธีใด หรือเป็นผู้ใด ข้าย่อมรับได้เสมอ”
ทุกอย่างสงบนิ่งลงตามเดิม ณ เพลานี้ทำได้เพียงรอเวลาให้แผนการณ์ที่ทรงวางไว้ดำเนินไปด้วยตัวเอง
บัดนี้'เสี่ยวเยา'กลับกลายเป็น'ยู่หลง'ทหารชั้นผู้น้อย ที่ต้องไปรายงานตัวกับท่านแม่ทัพเจิ้งเจี๋ย แม้ชุดทหารนั้นหนาแน่นเพียงใด ก็ไม่อาจปกปิดเรือนร่างซูบผอมของนางไว้ได้
ดวงตาทุกคู่ของสหายร่วมทัพต่างเพ่งมองมายังร่างของนางด้วยความใคร่รู้ บ้างก็ยังซุบซิบนินทา ต่างหัวเราะเยาะเย้ยว่านางนั้น ผอมแห้งแรงน้อย จะเอาเรี่ยวแรงจากไหนมาต่อกรกับผู้อื่น และศัตรูได้ ไม่แม้แต่จะผ่านด่านคัดเลือกเป็นทหารไปได้แน่นอน ทว่ายังดีที่โชคชะตายังเข้าข้างนาง ไม่มีผู้ใดครางแครงใจในตัวตนที่แท้จริงของตนก็เพียงพอแล้ว ไม่รีรอต่างมุ่งหน้าไปยังจวนท่านแม่ทัพ ดวงตาสวยยังคงสอดส่องเหล่าทหารหน้าใหม่ ต่างยืนอย่างสง่าผ่าเผย แววตามุ่งมั่น ตั้งใจ ไร้ความเกรงกลัวแต่อย่างใด ช่างน่าประทับใจเสียจริง ยกเว้นนาง ที่ยังคงครางแครงใจว่า เหตุใดถึงทะลุมิติมาที่แห่งนี้ได้
"ข้า เฟ่ยหลง คาราวะท่านแม่ทัพ!"น้ำเสียงเข้มขึมเรียกสตินางคืนกลับมา แท้จริงนี้คือนามของทหารผู้น้อยท่านนี้ ท่าทางเคร่งขรึมช่างแตกต่างออกไปจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
ทหารทุกคนต่างแสดงความเคารพอีก ทั้งยังรายงายชื่อของตนเอง ต่อท่านแม่ทัพผู้นี้จนกระทั้งถึงตาของเสี่ยวเยาแล้ว
"อะ แฮ้ม!ข้ายู่หลง คาราวะท่านแม่ทัพเจิ้งเจี๋ย" ยังดีที่ยุคปัจจุบันเธอตั้งใจเรียนรู้สำนวน และมารยาทมาบ้างจึงทำให้พูด และปฏิบัติตนตามพวกเขาได้อย่างง่ายดาย เสี่ยวเยาอมยิ้มเล็กน้อย อย่างภาคภูมิใจในความสามารถของตน โดยนางไม่ทันระวังตัวว่า รอยยิ้มนั้นได้ไปสะกิดต่อมความสงสัยของท่านแม่ทัพผู้นี้ที่ไม่เคยเมตตา หรือแม้แต่อ่อนข้อให้กับผู้ใด
"ยู่หลงเหรอ!" น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถามขึ้นก่อนจะลุกขึ้นมุ่งตรงมายังนาง หากจำไม่ผิดเขาเคยได้ยินว่าเหมยหลินมีน้องชาย ชื่อ ยู่หลง จะใช่คนเดียวกันที่ยืนตรงหน้าตนตอนนี้หรือไม่! แววตาที่เย็นชาคู่นี้ เพ่งมองเสี่ยวเยาตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเผยยิ้มตรงมุมปากอย่างมีเลคนัย
"เยี่ยงนั้น… ทหารอ่อนแอ่นผู้นี้ ก็คือ บุตรชายตระกูลยู่สินะ! หึหึ"เสียงหัวเราะในลำคอ ทำให้เสี่ยวเยาขนลุกซู่ อย่างแปลกประหลาด ช่างไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว
'คงไม่เกิดเรื่องไม่ดีกับเราหรอกนะ! ทำไงดี? หากตอบว่าใช่ จะเกิดอะไรขึ้นกับเราไหม? คิดซิเสี่ยวเยา จะหลีกเลี่ยงก็คงเป็นไปไม่ได้ มีอย่างเดียวต้องเผชิญหน้าให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไป แต่ฉันคนนี้ไม่ยอมตายในที่แห่งนี้แน่นอน'
"ขอรับท่านแม่ทัพ ข้ายู่หลง บุตรชายคนรองของตระกูลยู่ "
"เจ้ามาได้ตรงเวลาเสียจริง! ในเมื่อพี่สาวของเจ้า ด่วนจากไปเสียก่อน ทั้งที่ข้ายังมิได้ลงโทษนาง ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว...หึหึ" เจิ้งเจี๋ยโน้มตัวเล็กน้อยเพื่อกระซิบใกล้ใบหูนาง ด้วยแววตาขุ่นเคือง ราวเคียดแค้นมานานนับปี
"เจ้าจงรับเคราะห์แทนนางเสียเถอะ หึหึ" ยิ้มบางๆ ของแม่ทัพผู้นี้ ทำให้นางกลืนน้ำลายตรงคอด้วยความหวาดหวั่น
"มะ... มะ... ไม่ได้! ท่านแม่ทัพ?"แม้น้ำเสียงตะกุกตะกัก แต่ยังคงเผยยิ้มกว้างถึงตา ทำใจดีสู้เสื้อไว้ก่อน แล้วค่อยหาวิธีเอาตัวรอดทีหลัง
"เพราะเหตุใด ถึงไม่ได้ ฮึ!" เจิ้งเจี๋ยขมวดคิ้วสูง เพราะไม่เคยมีใครกล้าขัดใจตนมาก่อน แต่เขากลับยิ้มได้ในเวลาเช่นนี้ ทั้งที่ตนหมายจะเอาชีวิต คงมีแต่คนไร้สติเท่านั้น
"ความผิดของท่านพี่มิใช่ความผิดของข้า ทำไมข้าจะต้องมารับเคราะห์แทนนางด้วย เรื่องจริงหรือไม่ท่านมั่นใจได้อย่างไร? ข้าเชื่อว่าท่านพี่ปรากฏตัวในสักวันหนึ่ง เมื่อนั้นท่านต้องสืบสาวราวเรื่องหาข้อเท็จจริงเสียก่อน เป็นถึงท่านแม่ทัพก็ต้องมีความยุติธรรม ไม่ใช่อยุติธรรมเช่นนี้! หากเป็นเช่นดั่งที่ว่าไว้ ข้าน้อยยินดีรับผิดแทนท่านพี่แต่โดยดี" อะไรทำให้ฉันพูดอย่างนี้ออกไปนะ เสี่ยวเยา รนหาที่ตายแท้ๆ
"ช่างเป็นบุรุษ ที่ขี้ขลาดตาขาวเสียจริง ได้! ในเมื่อเจ้ากล้าพูดเช่นนี้กับข้า..." ปลายนิ้วชี้ที่เรียวยาวของท่านแม่ทัพเสยคางขาวนวลของนาง ไว้ แม้จะไม่ออกแรงใดๆ แต่เหมือนจะบอกเป็นในว่า 'หัวเจ้าจะหลุดออกจากบ่าแน่นอน' ท่านแม่ทัพผู้นี้เปลือกนอกดูงดงามยิ่งกว่าบุรุษทั้งหมดในใต้หล้า น่าเสียดายที่ถูกจารึกไว้ซึ่งแต่ความโหดเหี้ยมของเขาในหน้าประวัติศาสตร์ นางเผลอสะบัดนิ้วมือนั้นสุดแรงอย่างลืมตัว
"เอ๊ะ!!"
"...."
เสี่ยวเยาเงยหน้ามองท่านแม่ทัพ ดวงตาคู่สวยสบตาเขาด้วยความบังเอิญเหมือนโดนมนต์สะกด นัยย์ตาสีม่วงเบ่งประกายบวกกับใบหน้าเรียว อีกทั้งเส้นผมดำยาวสลวย แถมผิวขาวเผือก เสมือนหลุดออกมาจากเทพนิยาย ดั่งที่ประวัติศาสตร์ระบุไว้ หากเธอวาดภาพท่านแม่ทัพ ในยุคปัจจุบันก็คงมีแต่ผู้คนคลั่งไคล้ จนลืมความเหี้ยมโหดที่ถูกกล่าวขานไว้เป็นแน่
"องค์รักษนำทหารผู้นี้ไปโบยห้าสิบครั้ง!"
"อะไรกัน? ข้าทำอะไรผิด? ท่านไม่คิดว่าโหดเหี้ยมเกินไปเหรอ? ข้าร่างบางขนาดนี้! แถมยังไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เช้า..."
"หยุดพล่ามได้แล้ว ชีวิตของเจ้า เหตุใดข้าต้องสนใจด้วย" น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยขึ้นก่อนจะพลินหลังเพื่อเดินจากไปอย่างไม่สนใจใยดี
" ชิ! ขอปาด้วยร้องเท้าสักครั้งเถอะ!เจ้าหมาป่าทมิฬผู้น่ารังเกียจ!!! "เสี่ยวเยาฉุดคิดได้ว่าฉายานี้เป็นความลับมีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่รับรู้
"เจ้า!!"
พลึบ!
ด้วยแรงทั้งหมดที่นางมี บวกกลับไฟร้อนที่ประทุขึ้นในอก ไม่คิดว่าท่านแม่ทัพผู้นี้จะสั่งโบยตนทันที อย่างไร้ความเมตตา ตนเป็นเพียงผู้บริสุทธิ์เท่านั้น มีหรือที่ยอมอยู่เฉยๆ ให้ทำร้ายเช่นนี้
รองเท้าลอยสลิ่วไปตามแรงเหวี่ยงสุดกำลัง พรุ่งตรงไปยังท่านแม่ทัพโดนใบหน้าที่แสนเย็นชานั้นอย่างแม่นยำ
"เยส! ต้องให้ได้อย่างนั้นซิ!"
"เจ้า!!" เจิ้งเจี๋ยเดินดรุ่ยๆ มุงตรงมายังเสี่ยวเยา ด้วยอารมณ์ขุนเคืองใจ พร้อมดึงกระบี่คู่กายออกจากฝักอย่างรวดเร็ว ไม่รีรอจี้ตรงคอขาวนวลของนางอย่างไม่ลังเล น้ำใสสีแดงขุ่นไหลออกมาเล็กน้อย เพื่อย้ำเตือนนางว่าอย่าบังอาจหยาบคายเช่นนี้กับเขาอีก
