บทที่ 2 ฉันกลายเป็นยู่หลง
นางผู้นั้นเผยรอยยิ้มตรงมุมปากอย่างมีเลศนัยทว่าท่าทางของนางกลับไม่ได้สนใจมากมายนัก เสี่ยวเยาไม่คิดจะอยู่ที่แห่งนี้นานนัก เมื่อมีทางเข้าย่อมมีทางออกในตอนนี้ควรเล่นตามน้ำไปเสียก่อน รอสบโอกาสเมื่อไหร่ ค่อยหาวิธีเค้นความจริงจากปากของนางก็ยังไม่สาย เสี่ยวเยาเผยยิ้มกรุ้มกริ่มโดยไม่ทันสังเกตว่ามีดวงตาคู่หนึ่งชำเลืองมองนางอย่างไม่วางตา
“จักรพรรดิไทจู่ หน้าตาเป็นอย่างไรน่ะ!” นางกำนัลผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นกับเพื่อนร่วมทางอย่างใคร่รู้ ทุกคนต่างบ่ายเบี่ยงอย่างไม่รู้เฉกเช่นเดียวกับนาง ก่อนจะรีบทำความเคารพผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าตน ทุกคนไม่แม้แต่เงยหน้าเพื่อสบตาเขาผู้นั้น ที่รายล้อมไปด้วยเหล่าขันทียศสูง และทหาร
“นี่คือนางกำนัลทั้งหมดที่ผ่านการคัดเลือกเพคะ”
“อืม! ดี ผู้ใดกันที่ต้องรับใช้จวนอ๋องเจิ้งเจี๋ย” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้น ดวงตาสุขุมมองไปยังเป้าหมายที่ตนได้ร้องขอไว้ ก่อนจะยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“นาง…”
“เอาล่ะ ๆ ข้ามีราชกิจรัดตัว! พวกเจ้าไปเถอะ!”
“เพคะ ฝ่าบาท” ร่างสูงดูมีสง่ามีราศีก้าวเท้าจากไป ดวงตากลมโตเหลือบมองฮ่องเต้อย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เสียโอกาสที่จะได้เจอตัวจริงในยุคนี้ ช่างเป็นบุญตาของนางเสียจริง
‘จักรพรรดิไทจู่ หรือจ้าวควงอิ้น เป็นบุญตาเราเสียจริง ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้เจอตัวจริงเช่นนี้ หากอิงอิงรู้ว่าเข้าจะทำหน้าอย่างไรนะ อิอิ^^ ว่าแต่ฮ่องเต้ดูดีกว่าในภาพวาดนั่นตั้งเยอะ! หนอยไอเจ้าคนวาดมันอยู่ไหนกัน อยากจะเห็นหน้านักเชียว’ นางได้แต่คิดในใจ
“ข้าย้อนเวลามาราชวงศ์ซ่ง แม่ทัพเจิ้งเจี๋ย..คือหมาป่าทมิฬ!! ข้าตายแน่ ๆ” เสี่ยวเยาสะดุดเท้าตัวเองล้มกับพื้นเมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนต้องเจอหลังจากนี้ ก่อนจะรีบดึงสติรวบรวมกำลังกายพยุงร่างขึ้นมาอย่างเหม่อลอย
“เจ้าชื่ออะไร?” กูกูถามขึ้นด้วยความไม่พอใจในท่าทางกิริยา และคำพูดที่เปลี่ยนแปลงไปของนาง หากให้พูดถึงเสี่ยวเยาในเมื่อครั้นเข้าวัง ช่างเป็นนางกำนัลผู้งดงามราวกับเทพธิดาอีกทั้งมีความเฉลียวฉลาด กริยามารยาทยากนักจะหานางกำนัลอื่นใดมาเปรียบเทียบนางได้ เสมือนว่าได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี
“เสี่ยวเยาเจ้าค่ะ” นางรีบก้มหน้าลงต่ำ เพราะกูกูท่านนี้มียศที่สูงกว่านางนัก และอาจจะมีสิทธิในการลงโทษนางก็ได้ เหตุใดต้องมาเจ็บตัว ณ ที่สถานแห่งนี้ด้วย สงบเสงี่ยมเจียมตัวไว้เสียยังจะดีกว่า
“ได้เวลาที่เจ้าจะต้องเดินทางไปจวนท่านแม่ทัพตามพระราชโองการของฮ่องเต้ ควรแสดงกิริยามารยาทของเจ้า ให้สงบเสงี่ยมเรียบร้อยดั่งใบหน้าที่งดงาม ยิ่งนางกำนัลผู้ใดในที่นี้ ครั้งนี้ข้าจะไม่เอาความเจ้า”
“เอ๊ะ!! ตำหนักท่านแม่ทัพเจิ้งเจี๋ย!!!.ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ทัพผู้โหดเหี้ยม ไม่ได้! ข้าไม่ไป! ขอเปลี่ยนเป็นจวนท่านอ๋องเถอะท่านกูกู..” น้ำเสียงสิ้นหวังถูกเปล่งออกไปโดยไม่ไตร่ตรอง ท่านกูกูนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงอ่อนโยน
“เสี่ยวเยาเอ๋ย…นี่คือโชคชะตาของเจ้า เจ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงลิขิตของสวรรค์ได้ พระบัญชาของฮ่องเต้ เมื่อตรัสออกมาแล้ว ก็ยากจะคืนคำได้ จงก้มหน้ายอมรับมัน แล้วสักวันเจ้าจะขอบคุณสววรค์ ที่ได้มาเยือน ณ ที่แห่งนี้” ท่านกูกูพูดออกมาพร้อมยิ้มกว้างถึงตา รอยยิ้มนั้นช่างดูงดงาม และจริงใจยิ่งนัก
“ ให้ข้าไปบุกน้ำลุยไฟ หรือปีนเขายังเสียดีกว่า ขืนอยู่ที่นั่น ข้าได้ตายก่อนจะกลับบ้านแน่ ๆ”
“เสี่ยวเยา…”
“รับราชโองการเพคะ!” เสี่ยวเยาจำใจโค้งคำนับรับราชโองการแต่โดยดี แม้ประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่า ‘แม่ทัพผู้นี้ใช้ดาบคู่กายสะบั้นคอผู้บริสุทธิ์อย่างไร้ปราณี หากเป็นฝ่ายศัตรู แม้มีลูกเด็กเล็กแดงก็ไม่เว้น ไร้ความเมตตา ป่าเถื่อน หากไม่พอใจนางกำนัลที่ทำงานในจวนก็จะจับถลกหนังนิ้วมือออกจนหมดสิ้น เหล่าทหารที่ทำให้โกรธกริ้วก็จะถูกถลกหนังตา ให้หมาป่า สัตว์เลี้ยงคู่กายกิน ’ คราวนี้เจ้าได้ตายจริง ๆ แน่เสี่ยวเยา
“หากเจ้าอยากจะกลับไป สถานที่เจ้าจากมา ก็ต้องทำให้แม่ทัพเจิ้งเจี๋ยพึงพอใจในตัวเจ้า เจอกันครั้งหน้า ข้าจะตอบคำถามทุกอย่างที่เจ้าสังสัย หึ ๆ เจ้าเด็กน้อยเอ๋ย ”
“นางรู้! นางเป็นใครกันแน่?”
“ได้เวลาแม่ทัพกลับจวนแล้ว รีบไปรายงานตัว ต่อท่านแม่ทัพเถิด” กูกูเดินจากไปโดยไม่ได้อธิบายให้นางหายคลางแคลงใจ สิ่งที่นางสัมผัสได้ในตอนนี้คือ กูกูผู้นี้อาจรู้เหตุผลที่เธอมาอยู่ที่นี่
“ฝากเจ้าดูแลนางด้วย”
“เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว ท่านย่อมรู้ดีว่าข้าเป็นห่วงนางยิ่งกว่าผู้ใด ” เสียงทุ้มเอ่ยตอบ อย่างมั่นคง ร่างกายสูง กำยำ สง่างาม มองไปยังนางกำนัลด้วยแววตาอันอบอุ่น เสี่ยวเยาเหลือบมองทหารผู้นี้ก่อนครุ่นคิดในว่า ‘หน้าตาผิวพรรณก็แตกต่างจากชาวบ้านธรรมดายิ่งนัก ต่างจากทหารผู้อื่นโดยสิ้นเชิง ท่าทางการเดินอรชรอ้อนแอ้นแบบนี้จะปกป้องแม่ทัพได้อย่างไรกัน ไม่ไหว ไม่ไหว’
“นี่ เสี่ยวเยาไม่ว่าเธอจะเจออะไรในจวนแม่ทัพจงอดทนไว้ ห้ามโต้ตอบเป็นอันขาดเข้าใจไหม”
“นายรู้จักฉัน! ไม่ซิ ท่านรู้จักข้าหรือ”
“…”
ไร้เสียงตอบกลับ ทหารชั้นผู้น้อยนำทางเธอมาหยุดหน้าที่จวนโทรม ๆ หลังหนึ่ง ที่ดูเหมือนว่าจะร้างนานนับปี
“เสื้อผ้าอยู่ในห้องไปเปลี่ยนซะ! เร็วเข้าซิใกล้เวลารายงานตัวแล้ว”
“ฮะ! ต้องเปลี่ยนเสื้อด้วยเหรอ…”
“เพื่อความปลอดภัยของเจ้า ต่อไปนี้ตัวตนของเจ้าจะถูกปกปิด เจ้าคือ นายทหาร ยู่หลง ไปซะ ก่อนที่มีใครมาเห็นเข้า ไว้ข้าจะอธิบายทีหลัง”
“อืม ๆ ๆ ไหน ๆ ก็มาถึงขั้นนี้แล้ว เฮ้อ”
ภายในห้องเต็มไปด้วยหยากไย่กับใยแมงมุม ขี้ฝุ่นที่หนาเตอะ ผ้าม่านขาดหลุดลุ่ย กลิ่นอับตลบอบอวลไปทั่วห้อง! แต่ข้าวของเครื่องใช้ยังอยู่ครบครัน พร้อมกระจกเก่า ๆ ที่ตั้งอยู่โต๊ะเครื่องแป้ง เสี่ยวเยามองใบหน้าตัวเอง โล่งใจที่ใบหน้ายังคงเดิม แต่ดูอ่อนเยาว์กว่าเดิมเป็นสิบเท่า
“ดูอ่อนวัยกว่าเดิม สวยเหมือนกันนะเรา^^” นางมองบนโต๊ะพบว่ามีชุดเครื่องแบบทหาร และดาบหนึ่งเล่มหนึ่งวางคู่กัน พร้อมป้ายชื่อประจำตัว
“ยู่หลง ชื่อผู้ชาย หรือว่านี่จะเป็นคือภารกิจสอดแนมท่านแม่ทัพ ตาย ตาย รนหาที่ตายแท้ ๆ เสี่ยวเยา วรยุทธก็ไม่มี ทักษะฟันดาบก็พอได้อยู่บ้าง ทำไงดี เสี่ยวเยา ” ตอนนี้เธอสับสนวุ่นวายใจกับการเอาตัวรอด ณ ที่แห่งนี้ ความวิตกกังวล มโนภาพไปต่าง ๆ นานา หัวเธอแทบจะระเบิดเสียให้ได้
“ถ้าหากเราเป็นผู้หญิง เกิดแม่ทัพนั่นหน้ามืดขึ้นมาจับเราทำเมีย ก็คงเหมือนตกนรกทั้งเป็น ไม่ได้ ๆ ! ปลอมเป็นชายปลอดภัยที่สุดแล้วอย่างน้อยเราเองก็ยังมีนายทหารผู้นี้คอยดูแลอยู่ไม่ต้องกลัวไปเสี่ยวเยา เธอต้องผ่านไปได้แน่นอน อีกไม่นานต้องได้กลับบ้าน!”
