บทที่ 1 จุดเริ่มต้น
คืนพระจันทร์สีเลือด
“พวกเจ้าต้องจับนางมาให้จงได้ ข้าจะลงโทษนางด้วยมือของข้าเอง เหมยหลิน เจ้าคนทรยศ!”น้ำเสียงเข้มของคนผู้นั้นยังคงดังกึกก้องไปทั่วในห้วงความฝันที่ชัดเจนขึ้นในทุก ๆ ค่ำคืนอันแสนยาวนานทว่ากลับสัมผัสได้ถึงความทุกข์ระทม แม้นัยน์ตาคู่นั้นจะดูรุ่มร้อนดั่งไฟก็ตาม บุรุษผู้ยืนจ้องมองพระจันทร์สีเลือดที่ลอยเด่นกลางท้องฟ้า สองมือกำแน่นจนเล็บจิกเลือดไหลหยดลงมือลงมาดั่งเม็ดฝน แต่ไร้ซึ่งความเจ็บปวด เพราะเหตุใดกันท่านแม่ทัพผู้นี้ถึงจะตามล่านางผู้นั้นให้ได้
ความฝันที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสมือนว่าเธอกำลังยืนอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้าย ณ สถานที่ไม่คุ้นเคย บุรุษผู้หนึ่ง และนางผู้นี้ที่เขากล่าวถึงคือใครกัน! เหตุใดเธอถึงฝันซ้ำ ๆ แบบนี้ทุกค่ำคืน
“ข้าถูกใส่ร้าย!” หญิงสาวหน้าตาสะสวย ผมนั้นยาวสลวยเงางามมาจนถึงสะโพกของนาง สวมชุดจีนโบราณสีขาวปักลายดอกโบตั๋นด้วยเส้นไหมชิ้นดี มือข้างหนึ่งกำปิ่นปักผมมังกรสีเงินเงางามสะดุดตายิ่งนัก แต่เหตุใดสายตาคู่สวยถึงดูเศร้าหมอง น้ำตานางเอ่อล้นขอบตาเรียวก่อนจะหลับตาเพื่อปลิดชีพตนเอง ด้วยปิ่นปักผมมังกรสีเงินเล่มนั้น
“อย่า!” เสี่ยวเยา สะดุ้งตื่นจากฝันร้ายเหมือนเช่นทุกครั้ง ใบหน้ากลมเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ อีกทั้งมือนั้นสั่นเทา หวาดกลัวอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ เพราะตนเองไม่อาจหลีกเลี่ยง ความฝันที่ดูเสมือนจริงไปได้เลย
“ฝันเหรอเนี่ย ทำไมไม่ไปอยู่ที่นั่นเลยล่ะ! เมื่อไรจะนอนหลับเต็มอิ่ม เหมือนคนอื่นเขาบ้างนะเสี่ยวเยาเอ่ย มีหวังเป็นบ้าเข้าสักวัน เฮ้อ! ” ดวงตากลมโตเพ่งมองหนังสือประวัติศาสตร์เล่มโปรดบนอก คงเพราะอ่านเพลินเลยเผลอหลับไปเช่นเคย ดวงตาใสเหลือบมองนาฬิกาบนโต๊ะ ซึ่งบ่งบอกว่าเวลาตื่นจากภวังค์ตรงเวลาทุกวันไม่เคยเปลี่ยนแปลง มันช่างน่าประหลาดใจเหลือเกิน
‘เสี่ยวเยา’ เป็นนักศึกษาของมหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในไทเปใต้ สาขาโบราณคดี เพราะความชอบส่วนตัวมาตั้งแต่เด็ก บวกกับตระกูลชอบสะสมโบราณวัตถุที่อนุรักษ์ไว้มาหลายชั่วอายุคน มันช่างมีคุณค่าทางใจ มากกว่าค่าทางเงินทองเสียอีก ความชอบ หรือสายเลือดที่เข้มข้นกันแน่ จึงทำให้เธอเลือกเรียนสาขาที่ตนรัก
คลังความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องราวของบรรพบุรุษ เบื้องหลังของวัตถุโบราณมันทำให้เธอตื่นเต้น และมีความสุขทุกครั้งที่ได้รับรู้ ได้สัมผัส ค้นคว้าหาข้อเท็จจริง ในการดำรงชีวิตของบรรพบุรุษในอดีตกาล
พิพิธภัณฑ์วังเก่าแห่งชาติ
“เสี่ยวเยา เธอมาดูภาพวาดนี่ซิ เป็นใครกันนะ? ฉันลืมอีกแล้ว!” อิงอิงเพื่อนสาวคนสนิทถามขึ้นด้วยความสงสัย แม้ว่าเธอจะเรียนด้วยรู้ในห้องเดียวกัน แต่ก็ไม่อาจสู้เพื่อนสาวอันที่รักได้ ‘เจ้าแม่แห่งประวัติศาตร์’ ฉายาผู้ที่รู้ทุกเรื่องในประวัติศาสตร์ทุกยุคสมัย
“จักรพรรดิไทจู่ หรือเรียกว่าจ้าวควงอิ้น เป็นขุนศึกคนสำคัญของราชวงศ์โจว ยุคหลัง ได้มาด้วยการบีบบังคับให้ ไฉ จงซวิ่น จักรพรรดิราชวงศ์โจว สละตำแหน่ง แต่งตั้งราชวงศ์ใหม่ขึ้นมาแทน คือราชวงศ์ซ่ง”
“โฮ่! สุดยอดเลยเสี่ยวเยา ว่าแต่เจ้าควงอิ้นผู้นี้นิสัยไม่ดีนะซิ? ”
“ตรงกันข้าม!” เสี่ยวเยามองไปยังภาพวาดพู่กันสีน้ำที่ดูละเอียดอ่อน ประณีตเป็นอย่างดี บ่งบอกถึงความเจริญ และทันสมัยในยุคนั้น ก่อนจะผุดยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ
“ดีมากต่างหากล่ะ! จักรพรรดิไทจู่ขณะอยู่ในราชสมบัติได้ปราบปรามรัฐจิงหนาน ฉู่ยุคหลัง ถังใต้ และฮั่นใต้ได้สำเร็จจึงสามารถผนวกแผ่นดินเมืองจีนได้ และนั่นก็คือจุดสิ้นสุดของยุค ‘ห้าวงศ์สิบรัฐอันวุ่นวาย’”
“ห้าวงศ์สิบรัฐอันวุ่นวายเหรอ! สุดยอด อุ๊ย!! เสี่ยวเยา ฉันปวดท้องนะ รอตรงนี้นะ เดี๋ยวมา อุ๊ย!” หญิงสาววิ่งแจ้นอย่างรวดเร็วตรงดิ่งไปยังห้องน้ำ
“ห้าวงศ์สิบรัฐเหรอ! เราเองก็จำไม่ได้แล้วว่าจบลงอย่างไร ต้องหาข้อมูลอ่านเพิ่ม แต่ว่านะ! จำได้ในแค่เพียงยุคนั้นมีแม่ทัพผู้โหดเหี้ยมที่สุดในใต้หล้า ผู้ที่ไม่เคยยอมศิโรราบให้แก่ผู้ใด นามว่า ‘เจิ้งเจี๋ย’ ฉายาหมาป่าทมิฬ ฆ่าคนเป็นผักปลา ดีนะที่เราเกิดมาในสมัยนี้ คิดแล้วสยอง!” สองมือขย้ำแขนอย่างหวาดกลัว ขนลุกซู่ขึ้นทันทีเมื่อบังเกิดมโนภาพในจินตนาการ
เสี่ยวเยายังคงมองภาพวาดองค์จักรพรรดิไทจู่ด้วยความภาคภูมิใจ รอยยิ้มที่สดใสมันช่างยั่วยวนใจยิ่งนัก ชั่วพริบตาเดียว จู่ ๆ ก็เกิดแสงประหลาดทะลุออกมาจากภาพใบนั้น มวลมหาศาลก่อเกิดเป็นแสงสีทองเหลืองอร่าม สว่างเจิดจ้าไปทั่วร่างอันบอบบาง จนเธอต้องหลุบตาลง ด้วยความหวาดหวั่น จนกระทั่งแสงเรืองทองหายวับไปพร้อมกับร่างของเธอ ทุกอย่างมืดสนิทไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะปรากฏร่างเล็ก ยืนตัวตรงในท่าก้มศีรษะมองต่ำอย่างสงบเสงี่ยม ในสถานที่ไม่คุ้นตา เมื่อสติกลับคืนดวงตาสวยเบิกโพลง พลางขยี้ดวงตาเบา ๆ แววตาใสเปล่งประกายขึ้นมา เมื่อมองไปรอบ ๆ ตัว ที่บัดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แม้กระทั่งชุดที่นางสวมใส พลิ้วไหวไปตามแรงลมอย่างงดงามราวกับเทพธิดา
“เอ๊ะ!!” ทว่าที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงนางเท่านั้น!!
“…” ดวงตาทุกคู่จับจ้องมายังนาง ราวกับว่าเป็นตัวประหลาด เสี่ยวเยาสูดหายใจลึกเพื่อผ่อนคลายพร้อมตั้งสติ ก่อนจะสงบนิ่งลงเพื่อไม่ให้ผู้ใดสงสัย แม้ว่าสถานการณ์ตอนนี้นางควรตกใจแทบจะเสียสติให้ได้ กลับกันนางมีสติมากพอที่ยับยั้งชั่งใจไว้มิให้เกิดภัยร้ายกับตนเอง ก่อนจะหาคำตอบว่าเหตุใดถึงมาปรากฏอยู่ ณ ที่แห่งนี้ได้ เสี่ยวเยาชำเลืองมองผู้ที่เดินเคียงข้างนาง สังเกตการแต่งตัวที่เหมือนกัน รวมทั้งท่าทางการวางตัว ต้องเป็นเหล่านางกำนัลชั้นต่ำต้อย ไร้อำนาจจะกระทำการใดต้องระมัดระวังตัวเสมอ เปรียบเสมือนมดตัวน้อยที่รอวันตายในที่นี่อย่างแน่นอน
“เรากำลังไปไหนหรือ?” เสี่ยวเยาเอ่ยถามนางกำนัลใกล้ตัว ที่ดูจะเป็นมิตรพอสมควร
“เข้าเฝ้าฮ่องเต้”
“ฮ่องเต้!!! คือใครกัน?”
“บังอาจ! เจ้าคงเสียสติไปแล้วหรือเจ้าไม่รู้จักฮ่องเต้ไทจู่ได้อย่างไรกัน?” เสียงเข้มดังขึ้นจากเบื้องหน้า ดูเหมือนว่านางผู้นี้จะเป็นนางกำนัลรับใช้ชั้นผู้มีอาวุโส
“กูกู ข้าว่าอย่าเสียเวลากับนางเลย นางคงพักผ่อนน้อยเกินไป สติเลยเลอะเลือน” นางกำนัลผู้น้อยเอ่ยขึ้นเพื่อช่วยแก้สถานการณ์ให้ตน
“นับว่ามีน้ำใจอยู่บ้าง!” เสี่ยวเยายิ้มมุมปากอย่างปลื้มใจในตัวนางกำนัลผู้นี้ก่อนจะเหลือบมองไปยังสตรีร่างบางสูง หุ่นดี กิริยางดงามเสมือนถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ‘ท่านผู้นี้คงเป็นนางกำนัลรับใช้ผู้มีอาวุโส หมายถึงอยู่ทำงานรับใช้ในวังนานจนใกล้เกษียณออกจากวังแล้วสินะ!!’ เสี่ยวคิดภายในใจ เพราะเคยอ่านผ่านตามาบ้างเกี่ยวกับลำดับชนชั้นในวังหลวง
“เช่นนั้นก่อนจะออกจากวังไป ข้าต้องอบรมฝึกฝนพวกเจ้าเสียก่อน แต่เจ้าน่ะ! โชคดี เพราะความฉลาดของเจ้า จึงได้รับราชโองการจากฮ่องเต้ เข้ารับใช้ในจวนท่านแม่ทัพ จึงไม่ต้องฝึกฝนเจ้ามากนัก โชคดีของเจ้าเสียจริง หึ ๆ”
“เอ๊ะ!!” ‘ถึงขั้นได้รับใช้ในจวนแม่ทัพ มันต้องฝึกฝนอย่างหนักไม่ใช่เหรอ! นี่มันกลั่นแกล้งกันชัด ๆ เอาเถอะ ๆ ระดับเราเสียอย่างเอาตัวรอดได้สบายอยู่แล้ว’
“หึ ๆ” นางมโนภายในใจก่อนเผยยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์
