น้ำแกงวิเศษและรสชาติของไข่ตุ๋น 3
เสี่ยวเล่อตักไข่ตุ๋นคำแรกเข้าปาก ความนุ่มนิ่มละลายในปากทันทีรสชาติหวานตามธรรมชาติของไข่ไก่ผสมกับความเค็มปะแล่มของเกลือและความหอมของน้ำมันงา มันช่างอร่อยล้ำเลิศ! สำหรับเทพปลาคาร์ฟที่เคยเสวยอาหารทิพย์บนสวรรค์ ไข่ตุ๋นถ้วยนี้อาจดูธรรมดา แต่สำหรับเด็กน้อยในยุคข้าวยากหมากแพง นี่คือรสชาติแห่งความสุขที่หาที่เปรียบไม่ได้
เธอเหลือบมองพ่อแม่และพี่ชายทั้งสองที่นั่งมองเธอทานด้วยรอยยิ้ม แม้แววตาจะมีความหิวโหยซ่อนอยู่ แต่ทุกคนกลับมีความสุขที่เห็นเธอได้กิน เสี่ยวเล่อรู้สึกจุกในอก
‘พ่อจ๋า แม่จ๋า พี่จ๋า ย่าจ๋าพวกท่านดีกับฉันเหลือเกิน’
เธอตักไข่ตุ๋นคำใหญ่แต่แทนที่จะเอาเข้าปากตัวเอง เธอกลับยื่นช้อนไปจ่อที่ปากของย่าจิน “ย่าจ๋าอ้าปากเร็วเข้า” จ้าวหลานชะงักไปเล็กน้อย “หืม? กินสิลูก ย่าไม่หิว ย่าทำมาให้หนู”
“ไม่เอา! ถ้าตามใจหนูย่าต้องกินคำนึง พ่อคำนึง แม่คำนึง พี่ใหญ่พี่รองคนละคำ ไม่งั้นหนูไม่กิน!” เสี่ยวเล่อทำแก้มป่อง แกล้งงอนตุ๊บป่อง “หนูอิ่มแล้วจริงๆ นะ ท้องจะแตกแล้วเนี่ย!”
ย่าจินมองหลานสาวตัวน้อยด้วยความเอ็นดูสุดหัวใจ เด็กคนนี้ช่างรู้ความจริงๆ อายุแค่นี้ก็รู้จักแบ่งปัน ไม่เหมือนหลานบ้านอื่นที่พอเห็นของกินก็แย่งกันเหมือนฝูงแร้งลงทึ้ง
“โถ เด็กดีของย่า” จ้าวหลานตาแดงระเรื่อ ยอมอ้าปากรับไข่ตุ๋นจากมือหลานรสชาติของไข่ตุ๋นที่หลานป้อน มันอร่อยกว่าปกติร้อยเท่าพันเท่า!
เสี่ยวเล่อไล่ป้อนทุกคนทีละคำจนครบ จินกั๋วเฉียงน้ำตาซึมด้วยความตื้นตัน พี่ใหญ่และพี่รองยิ้มแก้มปริ ต่างสาบานในใจว่าจะปกป้องน้องสาวคนนี้ด้วยชีวิต
ย่าจินมองภาพครอบครัวบ้านสามด้วยความพึงพอใจ นางหันไปพูดเสียงดังจงใจให้ทะลุผนังไปถึงหูคนข้างห้อง “เห็นไหม! เลี้ยงลูกให้มันได้อย่างนี้ รู้จักกตัญญู รู้จักแบ่งปัน ไม่เหมือนพวกตะกละบางคน วันๆ จ้องแต่จะกอบโกยของคนอื่น ช่างน่าสมเพช!”
หลังจากมื้อเช้าอันแสนอบอุ่นในห้องผ่านไป สมาชิกทุกคนมารวมตัวกันที่โต๊ะอาหารกลางบ้านเพื่อกินมื้อหลัก ปู่จินนั่งที่หัวโต๊ะถัดมาคือลุงใหญ่และลุงรอง ฝั่งผู้หญิงมี ย่าจินเป็นคนคุมหม้อข้าว ส่วนเด็กๆ พี่ใหญ่จินอันและพี่รองจินผิงนั่งขนาบข้างเสี่ยวเล่อ คอยกันท่าไม่ให้เจ้าอ้วนต้าเป่ามาเบียดน้องสาว
หม้อโจ๊กใบยักษ์ตั้งอยู่กลางโต๊ะ ควันหอมฉุยซึ่งเสี่ยวเล่อแอบผสมน้ำทิพย์ ลอยฟุ้งจนทุกคนท้องร้องจ๊อกๆ สะใภ้รองตาเป็นมันรีบยื่นชามของตัวเองไปข้างหน้า "แม่จ๊ะ! วันนี้ฉันหิวมาก ตักให้ฉันเยอะๆ หน่อยนะ!"
ย่าจินปรายตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะจ้วงทัพพีลงไปในหม้อ นางตักแค่ผิวหน้าหม้อที่มีแต่น้ำใสๆ ราวกับน้ำล้างข้าวใส่ชามสะใภ้รอง "เอ้า! กินน้ำเยอะๆ จะได้ผิวพรรณดี ไม่ต้องมาแย่งข้าวกิน!"
แต่พอถึงคิวของพ่อแม่และพี่ชายทั้งสองของเสี่ยวเล่อย่าจินกลับกดทัพพีลงไปจนสุดก้นหม้อขูดเอาเนื้อข้าวข้นคลั่ก กลิ่นหอมฟุ้งตักใส่ชามพวกเขาจนพูน!
"เจ้าสาม เมียเจ้าสาม แล้วก็อาอัน อาผิง พวกเอ็งทำงานหนักกินเนื้อข้าวเยอะๆ จะได้มีแรง ส่วนเสี่ยวเล่อ หลานย่าเอาส่วนที่นิ่มที่สุดไปนะลูก" เสี่ยวเล่อยิ้มแก้มปริมองดูพี่ชายทั้งสองซดโจ๊กเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
ปู่จินยกกาน้ำชาดินเผาขึ้นรินชาใส่ถ้วย ควันสีขาวลอยกรุ่นขึ้นมา “อึก...” ปู่จินจิบชาร้อนๆ เข้าไปอึกใหญ่ ทันทีที่น้ำชาไหลผ่านลำคอ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
‘ทำไมชาวันนี้มันหวานชุ่มคอแปลกๆ?’ ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งไหลวูบวาบจากท้องน้อยกระจายไปทั่วร่าง ราวกับมีกระแสไฟอ่อนๆ วิ่งผ่านเส้นเลือด อาการปวดเมื่อยตามข้อที่เรื้อรังมานานปี จู่ๆ ก็ทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์ ทางด้านย่าจินนางตักโจ๊กเข้าปากไปพร้อมกับดื่มชาในกาเดียวกัน ทันทีที่น้ำทิพย์มัจฉาออกฤทธิ์ปาฏิหาริย์ก็บังเกิด
ย่าจินรู้สึกเหมือนมีลมปราณบริสุทธิ์ระเบิดตูมตามในร่างกาย ความปวดร้าวที่เอวซึ่งทรมานมานับสิบปีจากการแบกของหนักพลันหายวับไปเป็นปลิดทิ้ง! ราวกับมีใครเอามือวิเศษมาดึงความเจ็บปวดออกไปจนหมด ไม่เพียงแค่นั้นดวงตาที่เคยฝ้าฟางต้องหยีตามองเวลาสนเข็ม ตอนนี้กลับมองเห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง มองเห็นแม้กระทั่งฝุ่นผงที่ลอยอยู่ในลำแสงแดด
“เอ๊ะ...” ย่าจินอุทานเบาๆ ยกมือขึ้นลูบเอวตัวเองบิดตัวซ้ายขวาอย่างคล่องแคล่ว
