น้ำแกงวิเศษและรสชาติของไข่ตุ๋น 1
‘ช่างน่าสงสารเหลือเกิน คนดีๆ เช่นนี้ทำไมสวรรค์ถึงไม่เมตตา’
แต่ทว่าท่ามกลางความมืดมนของหมอกสีเทานั้น เมื่อจินกั๋วเฉียงก้มลงมาจูบหน้าผากลูกสาว และหลี่ซิ่วอิงกอดเธอไว้แนบอก ประกายแสงสีทองเล็กๆ ก็ค่อยๆ สว่างวาบขึ้นมาจากตัวของเสี่ยวเล่อ แสงนั้นอบอุ่นนุ่มนวลแต่ทรงพลัง มันแผ่พุ่งเข้าไปเจือจางหมอกสีเทาเหล่านั้นให้จางลงอย่างช้าๆ
เสี่ยวเล่อเข้าใจทันที‘ประกายสีทองนั่นคือตัวเธอเอง เธอคือโชคลาภเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขา!’
ความรู้สึกผูกพันสายหนึ่งก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เธอขยับริมฝีปากแห้งผาก เอ่ยเสียงแหบพร่าออกมาเป็นคำแรก
“พ่อจ๋า... แม่จ๋า... หนูหิว” เพียงคำพูดสั้นๆ นี้ ก็เปรียบเสมือนเสียงสวรรค์ที่ทำให้หลี่ซิ่วอิง ร้องไห้โฮออกมาด้วยความโล่งใจ หญิงสาวรีบเช็ดน้ำตาแล้วลุกขึ้นยืนอย่างกระตือรือร้นราวกับคนละคน
“หิวเหรอลูก ดี! ดีมาก! หิวก็ต้องกิน แม่จะไปเอาไข่ตุ๋นมาให้ย่าเขาตุ๋นไว้ให้หนูโดยเฉพาะ รอเดี๋ยวนะลูกแม่จะรีบไปรีบมา” หลี่ซิ่วอิงวิ่งออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้จินกั๋วเฉียงนั่งกุมมือลูกสาวแน่นขึ้น สายตาเปี่ยมด้วยความรักและความหวงแหน
“พ่ออยู่นี่แล้วลูกไม่ต้องกลัวนะ พ่อจะเฝ้าหนูเอง ต่อให้ฟ้าถล่มพ่อก็จะยันไว้ให้ลูก”
เสี่ยวเล่อมองแผ่นหลังกว้างของพ่อที่โค้งงอจากการแบกของหนัก และมองตามหลังแม่ที่วิ่งออกไปเพื่อแย่งชิงอาหารมาให้ตน แววตาของเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบเปลี่ยนจากความไร้เดียงสา เป็นแววตาที่มุ่งมั่นและทรงพลังดุจมังกรที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล
‘วางใจเถิดพ่อจ๋า แม่จ๋า ในเมื่อ จินเยว่เล่อคนนี้ได้มาเป็นลูกสาวของพวกท่านแล้ว ฉันขอสาบานต่อฟ้าดิน’
‘หมอกร้ายสีเทาเหล่านั้น ฉันจะปัดเป่ามันให้สิ้นซาก! ฉันจะเปลี่ยนชะตาชีวิตอันขมขื่นของบ้านหลังนี้ ให้กลายเป็นตระกูลที่มั่งคั่งและรุ่งโรจน์ที่สุดในแผ่นดิน ใครหน้าไหนที่เคยดูถูกพ่อกับแม่เตรียมตัวรับผลกรรมได้เลย!’
เด็กหญิงตัวน้อยหลับตาลงอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มมุมปาก แผนการขุนพ่อแม่ให้อ้วนท้วนและการปฏิวัติบ้านสกุลจินให้สะเทือนเลือนลั่นทั้งมณฑล กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว!
เช้ามืดวันรุ่งขึ้น เสียงไก่ขันเจื้อยแจ้วดังแว่วมาจากเล้าหลังบ้าน ปลุกให้หมู่บ้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขาตื่นจากการหลับใหล แม้ฟ้าจะยังไม่สว่างดีแต่ในห้องครัวของบ้านสกุลจินกลับมีแสงไฟจากเตาฟืนลุกโชนขับไล่ความหนาวเหน็บของยามเช้า
จ้าวหลานหญิงชราผู้เป็นเสาหลักของบ้านตื่นขึ้นมาหุงหาอาหารตั้งแต่ไก่โห่ เสียงตะหลิวเคาะกระทะเหล็กดังก้องเป็นจังหวะราวกับเสียงดนตรีแห่งชีวิตของคนชนบท จินเยว่เล่อหรือเสี่ยวเล่อ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่นอย่างน่าประหลาด แม้ร่างกายภายนอกจะยังผอมแห้งและอ่อนเพลียจากพิษไข้ แต่ดวงจิตภายในกลับแจ่มใสราวกับกระจกเงา
เด็กหญิงค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงเตา ผ้าห่มนวมเก่าๆ ถูกพับเก็บอย่างเรียบร้อย เธอจำได้แม่นยำถึงปณิธานที่ตั้งไว้เมื่อคืน
‘วันนี้แหละปฏิบัติการขุนครอบครัวให้อ้วนท้วนจะเริ่มต้นขึ้น!’
เสี่ยวเล่อหลับตาลงเล็กน้อยส่งจิตเข้าไปในถุงมิติอีกครั้ง เธอเพ่งสมาธิไปที่สระบัวสวรรค์ หยดน้ำใสกระจ่างดั่งเพชรน้ำงามลอยขึ้นมาตามการควบคุมของจิตน้ำทิพย์มัจฉา สรรพคุณของมันล้ำเลิศนัก เพียงหยดเดียวก็สามารถชะล้างสิ่งสกปรกในร่างกาย ขับพิษและฟื้นฟูเส้นลมปราณ แต่เพราะร่างกายมนุษย์ของคนในบ้านยังอ่อนแอเกินไป หากให้กินมากเกินไปอาจจะรับพลังไม่ไหวจนเลือดกำเดาไหลได้
‘แค่คนละหนึ่งหยดผสมเจือจางก่อนก็แล้วกัน’ เธอคิดคำนวณในใจ เสี่ยวเล่อค่อยๆ ย่องออกจากห้องนอนด้วยฝีเท้าเบากริบ ร่างเล็กจ้อยของเธอเดินผ่านห้องโถงกลางที่มืดสลัว ตรงดิ่งไปยังห้องครัวที่มีแสงไฟลอดออกมา
ในครัวย่าจินกำลังง่วนอยู่กับการคนหม้อโจ๊กธัญพืชหยาบๆ อาหารเช้าของบ้านจินส่วนใหญ่เป็นโจ๊กที่ผสมระหว่างข้าวโพดบด ข้าวฟ่างและมันเทศตากแห้ง ส่วนข้าวขาวนั้นแทบจะนับเม็ดได้
“อ้าวเสี่ยวเล่อตื่นแล้วรึลูก ทำไมไม่นอนต่ออีกหน่อย อากาศข้างนอกมันหนาวนะ” ย่าจินหันมาเห็นหลานสาวสุดที่รัก ก็รีบวางตะหลิวแล้วเดินเข้ามาหา เอามือที่อุ่นจากการผิงไฟมาอังที่หน้าผากเล็กๆ “ตัวไม่ร้อนแล้วนี่นา ดีจริงบรรพบุรุษคุ้มครอง”
