การตื่นรู้ของเทพปลาคาร์ฟ 2
เสี่ยวเล่อได้ยินเสียงฝีเท้ากระแทกกระทั้นเดินไปมาที่ลานบ้าน ตามด้วยเสียงบ่นกระปอดกระแปดที่จงใจตะโกนให้คนในห้องได้ยิน
“ไข่ไก่ฟองหนึ่งเอาไปแลกเกลือที่สหกรณ์ได้ตั้งครึ่งห่อ หรือเอาไปแลกเข็มด้ายได้ตั้งเยอะ! นังเด็กนั่นนอนซมมาสามวันแล้ว กินเข้าไปก็เหมือนถมไม่เต็ม เสียของเปล่าๆ สู้เก็บไว้ให้ต้าเป่าลูกชายฉันกินบำรุงสมองไม่ดีกว่ารึไง เขาเป็นหลานชายคนโตของตระกูลจินนะแม่! อนาคตต้องเป็นเจ้าคนนายคน จะให้มาอดอยากปากแห้งเพราะต้องแบ่งของกินให้เด็กป่วยใกล้ตายได้ยังไง!”
เสียงนั้นทำให้เสี่ยวเล่อรู้สึกขยะแขยงในจิตใจ ‘คนประเภทไหนกันที่กล้าแย่งอาหารคนป่วย ทั้งที่ตัวเองก็มีกินอยู่แล้ว ช่างจิตใจคับแคบยิ่งนัก!’ แต่ก่อนที่นางจะได้สาปแช่ง เสียงตวาดกัมปนาทที่ทรงพลังยิ่งกว่าก็ระเบิดขึ้น!
“หุบปากเดี๋ยวนี้!” เสียงของจ้าวหลานประมุขหญิงแห่งบ้านจิน ดังลั่นราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ เสียงนั้นทรงอำนาจจนบ้านดินสั่นสะเทือน ไก่ในเล้าหลังบ้านตกใจกระพือปีกบินว่อน
“เอ็งเป็นผีเจาะปากมาพูดรึไง วันๆ จ้องแต่จะงับของกินของหลานสาวฉัน!” ย่าจินเดินดุ่มๆ ออกมาจากห้องครัว ร่างกายแม้จะชราแต่ยังดูแข็งแรงทะมัดทะแมง ในมือถือตะหลิวไม้ชี้หน้าสะใภ้รองอย่างไม่เกรงใจ
“ไข่ไก่นี่ไก่บ้านฉันเป็นคนออก เอ็งไม่ได้เบ่งออกมาสักฟองมีสิทธิ์อะไรมาจัดแจง จะให้ใครกินมันก็เรื่องของฉัน! เสี่ยวเล่อเป็นหลานสาวฉัน เธอป่วยไข้จะบำรุงเธอมันหนักหัวส่วนไหนของเอ็ง! ถ้ายังเห่าไม่หยุด มื้อเย็นก็ไม่ต้องกินข้าว ไสหัวไปตักน้ำใส่โอ่งให้เต็มเดี๋ยวนี้!” เสียงด่าทอเงียบลงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเคาะวัตถุแข็งๆ
ปัง! ปัง!
มันคือเสียงปู่จินเคาะกล้องยาสูบทองเหลืองกับขอบแคร่ไม้ไผ่ เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดที่ทำให้ทุกอย่างเงียบกริบลงในพริบตา แม้แต่ลมหนาวนอกบ้านก็ดูเหมือนจะหยุดพัดด้วยความเกรงกลัว ภายในห้องนอนความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง
เสี่ยวเล่อรู้สึกถึงสัมผัสสากระคายของมือหยาบกร้านคู่หนึ่งที่กุมมือน้อยๆ ของนางเอาไว้แน่น มือคู่นั้นสั่นเทาเล็กน้อย แต่กลับถ่ายทอดความอบอุ่นสายหนึ่งที่ซึมลึกเข้าไปถึงกระดูกดำ
‘อบอุ่นเหลือเกิน... นี่หรือคือสัมผัสของมนุษย์’
นางรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ฝืนเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างช้าๆ ขนตายาวงอนกระพริบถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัส แสงสลัวในห้องทำให้ตาพร่ามัวเล็กน้อย แต่ภาพที่ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คือใบหน้าของชายหญิงคู่หนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง ทั้งสองมีใบหน้าที่ซูบผอมจนแก้มตอบ ผิวคล้ำแดดหยาบกร้าน เสื้อผ้ามีรอยปะชุนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบมองไม่เห็นเนื้อผ้าเดิม ดวงตาแดงก่ำบวมช้ำจากการร้องไห้มาอย่างยาวนาน
ทันทีที่ดวงตากลมโตของเด็กน้อยขยับและจับจ้องไปที่พวกเขา คนเป็นพ่อแม่ก็แทบหยุดหายใจ
“ละ... เล่อเล่อ?” หลี่ซิ่วอิงอุทานเสียงสั่นเครือ เธอยกมือปิดปากเหมือนไม่อยากจะเชื่อสายตา น้ำตาเม็ดโตไหลทะลักออกมาอีกครั้ง “พ่อ! ลูกฟื้นแล้ว! ลูกลืมตาแล้ว!”
จินกั๋วเฉียงที่นั่งก้มหน้าด้วยความทุกข์ระทมรีบเงยหน้าขึ้นขวับ เขาทิ้งตัวลงเข่าอ่อนข้างเตียงทันที มือหนาลูบแก้มลูกสาวอย่างทะนุถนอมราวกับกลัวว่าเธอเป็นเครื่องแก้วราคาแพงที่จะแตกสลายได้ง่ายๆ
“เล่อเล่อลูกพ่อ... ลูกได้ยินพ่อไหม?” น้ำตาของลูกผู้ชายไหลพรากอาบแก้มกร้านแดด “ขอบคุณสวรรค์ที่คืนลูกมาให้เรา พ่อสัญญาพ่อจะไม่ยอมให้ใครมาว่าลูกอีกแล้ว”
เสี่ยวเล่อมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกจุกแน่นในอก ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมบอกว่า นี่คือพ่อแม่ที่รักเธอยิ่งกว่าชีวิต ยอมอดข้าวเพื่อให้ลูกอิ่ม ยอมลำบากตรากตรำเพื่อให้ลูกสบายในวินาทีนั้น จิตวิญญาณเทพปลาคาร์ฟพลันเกิดความสงสัย นางแอบโคจรพลังเนตรซึ่งเป็นทักษะติดตัวของเผ่าพันธุ์มัจฉาสวรรค์เพ่งมองไปที่พ่อและแม่
ภาพที่เห็นทำให้นางสะท้านในใจ เหนือศีรษะของพ่อและแม่มีกลุ่มหมอกสีเทาเข้ม ปกคลุมหนาแน่นและหมุนวนอย่างน่ากลัว มันคือสัญลักษณ์ของความอาภัพอับโชคการถูกกดขี่ข่มเหง และโรคภัยไข้เจ็บที่รุมเร้า ทั้งชีวิตของพวกเขามีแต่คำว่าผู้เสียสละจนแทบไม่มีความสุขหลงเหลือ
