บทที่ 1 : เช้าวันใหม่กับชายาผู้หิวเงิน
บทที่ 1 : เช้าวันใหม่กับชายาผู้หิวเงิน
แสงแดดยามเช้าลอดผ่านหน้าต่างฉลุลวดลายเข้ามาตกกระทบเตียงนอนหลังใหญ่ ภายในห้องบรรทมที่เงียบสงบ เว่ยฉางเฟิง ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่เขาแทบจะลืมไปแล้วว่ามันเป็นอย่างไร
ความสดชื่น...
ตลอดสามปีที่ผ่านมา พิษเย็นในร่างกายทำให้เขาต้องทนทุกข์ทรมานยามค่ำคืน ข่มตานอนไม่เคยสนิท สะดุ้งตื่นเพราะเสียงหวีดหวิวในหูและความเจ็บปวดที่กัดกินกระดูก แต่เมื่อคืนนี้... เขาหลับสนิทราวกับตาย!
ไม่มีเสียงวิ้งในหู มีเพียงเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของสตรีข้างกาย และเสียง 'ความคิด' อันแสนวุ่นวายของนางที่ดังกล่อมเขาจนหลับไป
ชายหนุ่มหันมอง โจวอี้หราน ที่นอนขดตัวเป็นก้อนกลมอยู่ในผ้าห่ม สภาพนางดูไม่เหมือนกุลสตรีผู้เพียบพร้อมแม้แต่น้อย ขาข้างหนึ่งก่ายหมอนข้าง ผมเผ้ายุ่งเหยิง น้ำลายยืดเป็นทางเล็กๆ ที่มุมปาก
"อือ..." ร่างบางขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ปรือตาขึ้น ทันทีที่นางเห็นหน้าเขา แววตางัวเงียก็เปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกวูบหนึ่ง ก่อนจะปรับเปลี่ยนเป็นแววตาเขินอายอย่างรวดเร็วราวกับเปลี่ยนหน้ากาก
"อรุณสวัสดิ์เพคะท่านพี่..." นางเอ่ยเสียงแหบพร่า ฟังดูเซ็กซี่เย้ายวน "เมื่อคืนท่านพี่... ช่างร้อนแรงนัก น้องแทบจะลุกไม่ไหวแล้วเพคะ"
เว่ยฉางเฟิงเลิกคิ้วสูง ร้อนแรง? เมื่อคืนเขาเพียงแค่นอนกอดนางไว้เฉยๆ เพื่อใช้เสียงความคิดนางต่างยานอนหลับ นางเองก็หลับเป็นตายหลังจากหัวถึงหมอนไม่ถึงเค่อ แล้วไปเอาความร้อนแรงมาจากไหน?
ทันใดนั้น เสียงในหัวของนางก็ดังแทรกเข้ามา ‘ร้อนแรงกับผีน่ะสิ! แย่งผ้าห่มฉันไปทั้งผืน หนาวจะตายชัก! แล้วนี่ตื่นมาจ้องหน้าทำไมแต่เช้า หน้าตาก็ดีหรอกแต่สายตาอำมหิตชะมัด รีบๆ ลุกไปทำงานทำการสิย่ะ พ่อคุณทูนหัว!’
มุมปากของท่านอ๋องกระตุกยิก เขาพยายามกลั้นขำจนไหล่สั่น "เปิ่นหวางเห็นเจ้าหลับสนิท นึกว่าเจ้าเหนื่อย... จากกิจกรรมของเรา" เขาจงใจเน้นเสียงตรงคำว่ากิจกรรม
โจวอี้หรานก้มหน้าหลบสายตา แสร้งทำเป็นบิดม้วนชายผ้าห่ม "ท่านพี่ก็... อย่าพูดให้หม่อมฉันอายสิเพคะ"
‘กิจกรรมบ้าบออะไร นอนนิ่งเป็นขอนไม้ นึกว่านอนกับศพ! ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวโดนตัดหัวนะ แม่จะถีบตกเตียงให้’
เว่ยฉางเฟิงสูดหายใจเข้าลึก... สตรีนางนี้ช่างสรรหาคำมาเปรียบเปรยเขาได้เจ็บแสบยิ่งนัก "เสี่ยวตง เข้ามาปรนนิบัติ!" เขาตะโกนเรียกสาวใช้หน้าห้องเพื่อตัดบท ก่อนที่เขาจะทนไม่ไหวเผลอบีบคอนาง (หรือระเบิดหัวเราะ) ไปเสียก่อน
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารยามเช้าเต็มไปด้วยความกดดัน เหล่าสาวใช้และบ่าวไพร่ต่างก้มหน้าตัวสั่นงันงก เพราะกิตติศัพท์ความโหดเหี้ยมของท่านอ๋องเว่ยฉางเฟิงนั้นเลื่องลือไปทั่ว ว่ากันว่าหากใครทำช้อนกระทบชามเสียงดัง อาจถูกสั่งโบยจนตาย
แต่โจวอี้หรานกลับดูสงบนิ่ง นางคีบซาลาเปาไส้หมูสับวางลงในจานของสามีอย่างบรรจง "ท่านพี่เสวยเยอะๆ นะเพคะ หมูสับนี้หมักด้วยสูตรพิเศษจากตระกูลโจว รสชาติดีเยี่ยมเพคะ"
เว่ยฉางเฟิงมองซาลาเปาในจาน แล้วเหลือบมองหน้านาง "เจ้าไม่กินรึ?"
"หม่อมฉันเห็นท่านพี่เจริญอาหาร หม่อมฉันก็อิ่มอกอิ่มใจแล้วเพคะ" นางส่งยิ้มหวาน
‘กินเข้าไปเยอะๆ ไขมันอุดตันในเส้นเลือดจะได้ถามหา ตายไวขึ้นอีกนิด สมบัติกองโตจะได้ตกเป็นของข้า... โอ๊ย หิวจะตายอยู่แล้ว เมื่อไหร่จะกินเสร็จ จะได้กินส่วนของตัวเองบ้าง ซาลาเปาลูกนั้นเล็งไว้ตั้งนานแล้วนะ!’
เว่ยฉางเฟิงที่กำลังจะคีบซาลาเปาเข้าปาก ชะงักกึก เขาค่อยๆ วางตะเกียบลง แล้วเลื่อนจานซาลาเปาไปตรงหน้านาง "เปิ่นหวางไม่ค่อยหิว เจ้ากินเถอะ เห็นเจ้าผอมแห้งเช่นนี้ เดี๋ยวคนจะหาว่าจวนอ๋องเลี้ยงดูไม่ดี"
ดวงตาของโจวอี้หรานเป็นประกายวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบปรับท่าทีเป็นเกรงใจ "จะดีหรือเพคะ... เช่นนั้นหม่อมฉันไม่เกรงใจนะเพคะ" นางคีบซาลาเปากัดคำโต เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข ความคิดในหัวนางร้องเพลงฮัมเพลงอย่างรื่นเริง ‘อร่อย! สวรรค์โปรด! ผัวไม่กินคือลาภอันประเสริฐ!’
เว่ยฉางเฟิงจิบชาพลางลอบมองแก้มป่องๆ ของนางที่ขยับไปมา ความขุ่นมัวในใจหายไปอย่างน่าประหลาด "อี้หราน" เขาเอ่ยเรียก
"พะ... เพคะ?" นางรีบกลืนอาหารลงคอ "ท่านพี่มีสิ่งใดจะรับสั่ง?"
"เรื่องสินเดิมของเจ้า และงบประมาณดูแลจวนอ๋อง..." ทันทีที่ได้ยินคำว่า 'งบประมาณ' หูของโจวอี้หรานก็ผึ่งขึ้นทันที ราวกับกระต่ายที่ได้ยินเสียงแครอทหล่น
"เพคะ? เรื่องนั้นทำไมหรือเพคะ?" น้ำเสียงนางกระตือรือร้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เว่ยฉางเฟิงวางป้ายหยกสีดำลงบนโต๊ะ ป้ายนี้คือสัญลักษณ์แสดงอำนาจสั่งการพ่อบ้านและเบิกจ่ายเงินในคลัง "เปิ่นหวางงานยุ่ง ไม่มีเวลาดูแลเรื่องเล็กน้อยในจวน ตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าเป็นคนดูแลกุญแจคลังและบัญชีทั้งหมดของจวนอ๋อง"
ตึง! ตะเกียบในมือโจวอี้หรานร่วงลงพื้น นางมองป้ายหยกนั้นราวกับเห็นทองคำภูเขาใหญ่ ‘เชี่ย... เอาจริงดิ? ให้คุมเงิน? นี่มันหนูตกถังข้าวสารชัดๆ! คลังจวนอ๋องนี่รวยระดับประเทศเลยนะ ถ้าแอบโยกย้ายถ่ายเททำบัญชีผีนิดหน่อย... ปีเดียวฉันก็ตั้งตัวเป็นเศรษฐีได้แล้ว! ไอ้ท่านอ๋องนี่โง่จริงๆ หรือแกล้งโง่เนี่ย ให้ศัตรูถือกระเป๋าตังค์!’
เว่ยฉางเฟิงได้ยินแผนการ 'ทำบัญชีผี' ชัดเจนเต็มสองหู แต่เขากลับไม่รู้สึกโกรธ ตรงกันข้าม เขากลับอยากรู้ว่านางจะทำอย่างไรต่อไป "ทำไม? เจ้าไม่อยากทำรึ?"
"ทำเพคะ! หม่อมฉันเต็มใจอย่างยิ่ง!" โจวอี้หรานรีบตะครุบป้ายหยกมาแนบอกไว้อย่างรวดเร็ว กลัวเขาจะเปลี่ยนใจ "หม่อมฉันจะดูแลทรัพย์สินของท่านพี่... เอ้ย ของพวกเรา ให้งอกเงยยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ให้ตกหล่นแม้แต่แดงเดียวเพคะ!"
‘เสร็จโจร!’ เสียงในใจนางตะโกนก้อง
"ดี" เว่ยฉางเฟิงลุกขึ้นยืน จัดเสื้อคลุมให้เรียบร้อย "เช่นนั้นเปิ่นหวางจะเข้าวัง เจ้าก็ดูแลจวนให้ดี... อ้อ แล้วอย่าลืม" เขาโน้มตัวลงไปใกล้ๆ จนจมูกแทบจะชนแก้มของนาง "คืนนี้เปิ่นหวางจะกลับมา 'ตรวจทาน' ผลงานของเจ้า... บนเตียง"
พูดจบ เขาก็เดินยิ้มมุมปากออกไป ทิ้งให้โจวอี้หรานยืนหน้าแดงก่ำอยู่กลางห้อง ไม่ใช่เพราะเขิน... แต่เพราะกำลังก่นด่าบรรพบุรุษเขาอยู่ในใจอย่างเมามัน
‘ไอ้คนลามก! วันๆ คิดแต่เรื่องใต้สะดือ! คอยดูเถอะ ได้เงินครบเมื่อไหร่แม่จะหนีไปให้ไกลสุดขอบฟ้าเลย!’
เว่ยฉางเฟิงที่เดินพ้นประตูไปแล้ว หัวเราะในลำคอเบาๆ "พ่อบ้านจาง" เขาเรียกคนสนิท
"พะยะค่ะท่านอ๋อง"
"จับตาดูพระชายาให้ดี ดูว่านางจะทำอะไรกับบัญชีบ้าง... ห้ามขัดขวาง ห้ามห้ามปราม แค่มารายงานข้าก็พอ"
"รับทราบพะยะค่ะ... เอ่อนายท่าน ท่านดู... อารมณ์ดีนะพะยะค่ะ?" พ่อบ้านจางถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ ปกติยามเช้าท่านอ๋องจะมีรังสีอำมหิตแผ่กระจาย แต่วันนี้กลับดู... สดใส?
เว่ยฉางเฟิงมองท้องฟ้าสีครามสดใส "อืม... วันนี้อากาศดี และข้าก็ได้พบ 'ของเล่น' ที่น่าสนใจมากชิ้นหนึ่ง"
