บทย่อ
โจวอี้หราน สาวออฟฟิศยุคปัจจุบัน ผู้บูชาเงินยิ่งชีพ ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของ 'พระชายาเอก' ของ เว่ยฉางเฟิง ชินอ๋องผู้โหดเหี้ยมอำมหิต ตามนิยายเดิม นางคือตัวร้ายที่วางยาพิษสามีและต้องถูกประหารในอีก 3 ปีข้างหน้า เพื่อรักษาชีวิต (และทรัพย์สิน) โจวอี้หรานจึงงัดมารยาพันเล่มเกวียนมาใช้ ต่อหน้าทำตัวเป็นภรรยาผู้อ่อนหวานดั่งผ้าพับไว้ แต่ลับหลังกลับเตรียมแผนหนีทีไล่ แอบขนสินเดิมไปปล่อยกู้ และสาปแช่งสามีในใจวันละสามเวลาหลังอาหาร แต่โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม! เมื่อเว่ยฉางเฟิงผู้ถูกพิษเล่นงานจนนอนไม่หลับ กลับค้นพบว่า 'เสียงบ่นในใจ' ของพระชายาตัวดี คือยาขนานเอกที่ทำให้เขาหลับสบาย แถมยิ่งนางด่าเขาในใจมากเท่าไหร่ เขากลับยิ่งรู้สึกว่านาง... น่าสนใจ (และน่าแกล้ง) มากขึ้นเท่านั้น จากที่ตั้งใจจะจับผิดเพื่อสั่งประหาร กลับกลายเป็นต้องคอยตามจับนางมานอนกอดเพื่อฟังเสียงความคิด แผนการหย่าจึงกลายเป็นหมัน พร้อมกับหัวใจท่านอ๋องที่เริ่มสั่นคลอนให้กับแม่ตัวดีปากอย่างใจอย่าง... งานนี้ใครจะ 'โป๊ะ' ก่อนกัน ระหว่างชายาจอมสร้างภาพ กับสามีจอมจับผิดที่รู้ทันทุกความเคลื่อนไหว!
บทนำ: คืนเข้าหอ... กับเสียงปริศนาที่ดังในหัว
บทนำ: คืนเข้าหอ... กับเสียงปริศนาที่ดังในหัว
แสงเทียนมงคลสีแดงฉานส่องสว่างวูบวาบภายในห้องหอที่ประดับประดาด้วยผ้าแพรสีแดงตระการตา กลิ่นกำยานกฤษณาหอมฟุ้งจรุงใจ ทว่าบรรยากาศภายในห้องกลับเย็นเยียบประหนึ่งอยู่ในถ้ำน้ำแข็ง
'โจวอี้หราน' ในชุดเจ้าสาวสีแดงปักลายนกยวนยาง นั่งตัวเกร็งอยู่บนเตียงไม้แกะสลัก นางก้มหน้ามองมือที่ประสานกันแน่นบนตัก พยายามข่มความหวาดกลัวที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง
จะไม่ให้กลัวได้อย่างไร... ในเมื่อบุรุษที่นั่งทำหน้านิ่งประหนึ่งรูปสลักหินอยู่ตรงหน้านาง คือ 'เว่ยฉางเฟิง' ชินอ๋องผู้ได้ฉายาว่า 'มัจจุราชหน้าหยก' น้องชายร่วมอุทรของฮ่องเต้ ผู้ที่สังหารคนได้โดยไม่กะพริบตา และที่สำคัญ... ตามพล็อตนิยายเดิมที่นางเพิ่งทะลุมิติเข้ามา เขาคือสามีที่จะสั่งประหารนางด้วยข้อหาวางยาพิษในอีกสามปีข้างหน้า!
‘ซวย... ซวยซ้ำซวยซ้อน’ โจวอี้หรานก่นด่าโชคชะตาในใจ ‘ทะลุมิติมาทั้งที ดันมาเป็นนางร้ายที่มีชะตาขาด ถ้าฉันรู้ล่วงหน้าสักนิด จะขอมุดหัวอยู่ในท้องแม่ไม่ยอมออกมาเกิดเด็ดขาด!’
"เจ้าจะนั่งนิ่งเป็นใบ้ไปถึงเมื่อไหร่?" เสียงทุ้มต่ำเย็นชาดังขึ้นทำลายความเงียบ โจวอี้หรานสะดุ้งเฮือก รีบเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวานหยดย้อยที่ซ้อมมาหน้ากระจกนับร้อยรอบไปให้เขา
"หม่อมฉันเพียงแต่... ตื้นตันใจเพคะ" นางดัดเสียงให้อ่อนหวานที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลางรินสุรามงคลใส่จอกด้วยมือที่สั่นเทาน้อยๆ แล้วยื่นส่งให้เขา "ท่านอ๋อง... ได้โปรดดื่มสุรามงคลนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิตคู่เราเถิดเพคะ"
เว่ยฉางเฟิงปรายตามองจอกสุราตรงหน้าด้วยแววตาอ่านยาก ก่อนจะรับไปถือไว้ โจวอี้หรานมองตามจอกเหล้านั้นตาไม่กะพริบ ใบหน้างดงามเปื้อนรอยยิ้มพิมพ์ใจ แต่ในสมองกลับคิดไปอีกทางอย่างสิ้นเชิง
‘กินสิ... รีบๆ กินเข้าไป จะได้เมาแล้วหลับๆ ไปซะที ฉันเมื่อยหลังจะตายอยู่แล้ว! ชุดบ้านี่ก็หนักชะมัด ดื่มเสร็จแล้วก็ไสหัวไปนอนที่ห้องหนังสือซะ ไป๊!’
เคร้ง!
จอกสุราในมือของท่านอ๋องร่วงหล่นลงกระแทกพื้น แตกกระจายไม่มีชิ้นดี ของเหลวสีใสไหลนองเปรอะเปื้อนพรมราคาแพง
โจวอี้หรานเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบทรุดตัวลงหมอบกราบ "ท่านอ๋อง! ทรงเป็นอะไรไปเพคะ? หรือสุรารสชาติไม่ถูกปาก..."
"เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไร?" เว่ยฉางเฟิงถามเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบจ้องมองนางเขม็งราวกับจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงวิญญาณ เขาแน่ใจว่าเมื่อกี้... เขาได้ยินเสียงผู้หญิงพูดชัดเจน เป็นเสียงที่ไม่ได้ดังมาจากปาก แต่มันดัง 'ก้อง' อยู่ในหัวของเขา!
เสียงที่ไล่ให้เขาไปนอนห้องหนังสือ...
โจวอี้หรานเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ดั่งลูกกวางน้อย น้ำตาคลอเบ้าเล็กน้อยอย่างน่าสงสาร "หม่อมฉัน... หม่อมฉันยังไม่ได้เอ่ยวาจาใดเลยนะเพคะ หม่อมฉันเพียงแต่รอปรนนิบัติท่านพี่..."
‘ตาแก่นี่เป็นบ้าอะไร อยู่ๆ ก็ทำแก้วแตก หรือจะเป็นโรคประสาท? ว้าย... ตายแล้ว ถ้าเป็นโรคประสาทจริง ฉันจะหย่าแล้วขอแบ่งสินสมรสได้ไหมนะ? กฎหมายแคว้นนี้ระบุเรื่องสามีวิกลจริตไว้หรือเปล่า?’
ดวงตาของเว่ยฉางเฟิงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย คราวนี้เขาได้ยินชัดเต็มสองหู! ริมฝีปากจิ้มลิ้มตรงหน้านางปิดสนิท ไม่มีการขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย แต่เสียงเจื้อยแจ้วที่กำลังวางแผนแบ่งสมบัติและกล่าวหาว่าเขาเป็นโรคประสาทนั้น... มันดังมาจากนางแน่ๆ!
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มความตื่นตระหนกและโทสะที่เริ่มคุกรุ่น เขาโน้มตัวลงไปใกล้ใบหน้าสวยหวานนั้น จนโจวอี้หรานต้องเอนตัวหนีด้วยความหวาดเสียว
"เจ้า... อยากหย่ากับเปิ่นหวาง*รึ?" (*เปิ่นหวาง = คำเรียกแทนตัวอ๋อง)
โจวอี้หรานรีบส่ายหน้าพัลวัน "หามิได้เพคะ! หม่อมฉันรักและเทิดทูนท่านอ๋องยิ่งชีพ จะกล้าคิดเรื่องอัปมงคลเช่นนั้นได้อย่างไร..."
‘รู้ได้ไงวะ!? หรือหมอนี่มีญาณทิพย์? ...บ้าหน่า เป็นไปไม่ได้ ก็ในนิยายเขียนบอกว่าอ๋องเว่ยฉางเฟิงเก่งแต่รบ เรื่องสตรีโง่เง่าเต่าตุ่นจะตายไป... ช่างเถอะ ท่องไว้โจวอี้หราน ท่องไว้... รักผัว ต้องรักผัว (ตอแหลไว้ก่อนแม่สอนไว้) ’
มุมปากของเว่ยฉางเฟิงกระตุกยิก เขา 'ได้ยิน' ทุกคำ! ได้ยินคำว่า 'โง่เง่าเต่าตุ่น' และคำว่า 'ตอแหล' ที่แม้จะไม่เข้าใจความหมายทั้งหมด แต่จากบริบทแล้วคงไม่ใช่คำสรรเสริญเยินยอแน่ๆ
ที่แท้ สตรีที่ขึ้นชื่อว่าเพียบพร้อมอ่อนหวาน บุตรสาวราชครูผู้เลอโฉม เบื้องหลังกลับมีจิตใจที่... พลิกแพลงและปากคอเราะร้ายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
แทนที่โทสะจะปะทุขึ้นจนสั่งประหารนางเสียเดี๋ยวนี้ เว่ยฉางเฟิงกลับรู้สึกถึงความ 'แปลกประหลาด' บางอย่าง ตลอดสามปีที่ผ่านมา เขาต้องทนทุกข์ทรมานจากพิษร้ายที่ทำให้ปวดศีรษะและนอนไม่หลับ ทุกคืนต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงหวีดหวิวในหู ทว่า... แปลกนัก ยามที่ได้ยินเสียงความคิดอันน่าตีก้นของสตรีตรงหน้า อาการปวดศีรษะของเขากลับทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์ เสียงบ่นงึมงำของนาง ช่างรื่นหูยิ่งกว่าดนตรีบรรเลงบทไหนๆ
มัจจุราชหน้าหยกเหยียดยิ้มเย็นยะเยือก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ขนอ่อนหลังคอของโจวอี้หรานลุกชัน
"ดี... ในเมื่อเจ้ารักเปิ่นหวางมากถึงเพียงนี้..." เขาขยับเข้าไปชิด กระซิบที่ข้างหูของนาง แกล้งเป่าลมหายใจร้อนผ่าวรดต้นคอขาวผ่อง "เช่นนั้น คืนนี้เราก็อย่าให้เสียฤกษ์ยามเลย ฮูหยินรัก"
โจวอี้หรานตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป ดวงตาเบิกโพลง ‘เฮ้ย! เดี๋ยว! บทมันไม่ใช่อย่างนี้นี่! ตามนิยายแกต้องสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินหนีไปสิ! ไอ้บ้ากาม! ออกไปนะว้อยยยย!’
เสียงกรีดร้องในใจของนาง ดังลั่นจนเว่ยฉางเฟิงต้องกลั้นขำจนไหล่สั่น ...ดูท่า การแต่งงานครั้งนี้ คงจะไม่น่าเบื่ออย่างที่เขาคิดเสียแล้ว.

