น้ำผึ้งเคลือบยาพิษ
แสงอรุณวันใหม่สาดส่องผ่านเกล็ดหิมะที่เกาะกุมตามกิ่งเหมยแดง ทัศนียภาพในวังหลวงงดงามราวกับสรวงสวรรค์ ทว่าในใจของเหล่านางกำนัลตำหนักบูรพากลับสั่นไหวด้วยความหวาดกลัว ข่าวลือเรื่ององค์รัชทายาททรงพิโรธขุนนางฝ่ายกรมพิธีการที่บังอาจทูลเสนอให้พระองค์ "ลดความสำคัญ" ของสนมไป๋รั่วเวยลง กระจายไปทั่วราวกับไฟลามทุ่ง
"ใครที่บังอาจแตะต้องนาง ก็เท่ากับประกาศเป็นศัตรูกับเปิ่นไท่จื่อ!"
ประโยคนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัวของ ไป๋รั่วเวย นางนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยกไม้หอม สวมเสื้อคลุมขนสัตว์ที่หลี่เซวียนเพิ่งประทานให้เมื่อครู่ ใบหน้าที่เคยซีดเซียวดูมีเลือดฝาดขึ้นเล็กน้อยจากความปลาบปลื้มใจ
"ฝ่าบาท... ทรงทำเกินไปแล้วเพคะ หม่อมฉันเป็นเพียงสนมเล็กๆ ไม่ควรให้พระองค์ต้องเสียราษฎรนิยมเพราะหม่อมฉันเลย" รั่วเวยเอ่ยพลาวกุมมือหนาของหลี่เซวียนที่กำลังนั่งคัดอักษรอยู่ข้างๆ
หลี่เซวียนวางพู่กันลง เขาหันมาสบตานางด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักอันลึกซึ้ง "ราษฎรนิยมรึ? แผ่นดินนี้เป็นของข้า ข้าจะรักใคร จะยกย่องใคร ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์สอดปาก รั่วเวย... เจ้าอย่ากังวลไปเลย หน้าที่ของเจ้าคือการรักษาตัวให้แข็งแรง เพื่ออยู่เคียงข้างข้าในวันที่ข้าขึ้นสู่จุดสูงสุด"
เขายื่นมือไปลูบไล้ลำคอระหงของนางเบาๆ สัมผัสนั้นแผ่วเบาเหมือนขนนก แต่ในใจของหลี่เซวียนกลับกำลังกะเกณฑ์ตำแหน่งที่เขาจะลงมีดในอนาคตอย่างแม่นยำ
"จริงสิ... วันนี้ข้ามีของกำนัลพิเศษมาให้เจ้า" เขาปรบมือเบาๆ ขันทีน้อยก็นำกล่องไม้ประดับมุกเข้ามา ภายในมีปิ่นปักผมรูปนกฟีนิกซ์สีทองคำขาว ดวงตาของนกนั้นฝังด้วยทับทิมสีแดงสดราวกับหยดเลือด
"นี่คือ... ปิ่นหงส์?" รั่วเวยเบิกตากว้าง "หม่อมฉันมิบังอาจเพคะ สิ่งนี้คู่ควรกับพระชายาเอกหรือฮองเฮาเท่านั้น"
"สำหรับข้า... เจ้าคู่ควรยิ่งกว่าใคร" เขากระซิบเสียงนุ่ม พลางบรรจงปักปิ่นนั้นลงบนมวยผมของนาง "ใส่ไว้เถิด มันจะช่วยคุ้มครองเจ้าจากสิ่งชั่วร้าย"
รั่วเวยยิ้มทั้งน้ำตา นางซบหน้าลงกับตักของเขาอย่างเต็มใจที่จะมอบชีวิตให้ชายผู้นี้ โดยหารู้ไม่ว่าปิ่นเล่มนั้นถูกแช่ในน้ำมันสกัดจาก 'ว่านราคะสิ้นสูญ' ซึ่งจะค่อยๆ ซึมเข้าสู่ผิวหนังเพื่อกระตุ้นให้พิษหญ้ากลืนวิญญาณในตัวนางทำงานได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
กับดักที่วางไว้กลางราชสำนัก
ในเวลาต่อมา ณ ท้องพระโรง หลี่เซวียนก้าวเข้ามาด้วยท่าทางโอหังและเอาแต่ใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาจงใจโต้เถียงกับอัครเสนาบดีเฒ่าเรื่องการจัดสรรงบประมาณซ่อมแซมตำหนักให้สนมไป๋ ซึ่งถือเป็นการฟุ่มเฟือยเกินจำเป็นในยามหน้าหนาว
"องค์รัชทายาท! โปรดทรงไตร่ตรองด้วยพ่ะย่ะค่ะ บ้านเมืองกำลังประสบภัยหนาว แต่พระองค์กลับทุ่มงบประมาณไปกับสตรีเพียงนางเดียว!" ขุนนางเฒ่าคุกเข่าประท้วงจนหน้าแดงก่ำ
"หุบปาก!" หลี่เซวียนตวัดแขนเสื้อ "หากพวกเจ้าทำงานถวายหัวเหมือนที่ข้าต้องการ เงินแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้? หรือพวกเจ้าอยากจะลองดีกับอำนาจในมือข้า!"
เขาสะบัดหน้าเดินออกจากท้องพระโรง ทิ้งให้เหล่าขุนนางพากันส่ายหน้าและกระซิบกระซาบถึงความเปลี่ยนแปลงของรัชทายาทผู้เคยปรีชาสามารถ
ที่มุมมืดหลังเสาต้นใหญ่ องค์ชายสี่ 'หลี่เจี๋ย' ลอบยิ้มอย่างพึงใจ "ในที่สุด... จุดอ่อนของเจ้าก็โผล่ออกมาแล้วพี่ใหญ่ เพราะผู้หญิงไร้ค่าเพียงคนเดียว เจ้าถึงกับยอมสละรากฐานที่สร้างมาหลายปีเชียวรึ?"
โม่เหยียนที่แฝงตัวอยู่ในเงามืดเห็นทุกปฏิกิริยาขององค์ชายสี่ เขาเร้นกายกลับไปรายงานเจ้านายในทันที
ความมืดในห้องทรงอักษร
"มันเริ่มติดกับแล้วพ่ะย่ะค่ะ" โม่เหยียนรายงานขณะที่หลี่เซวียนกำลังเช็ดมือที่เพิ่งสัมผัสตัวรั่วเวยด้วยผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดอย่างรังเกียจ
"ดี... ปล่อยให้มันคิดว่ามันคุมเกมได้ ให้มันส่งคนลอบเข้าหาไป๋รั่วเวย บอกคนของเราให้เปิดทางให้พวกมันส่งจดหมายลวงนางออกมา" หลี่เซวียนโยนผ้าเช็ดหน้าทิ้งลงในเตาถ่าน มองดูมันถูกไฟเผาไหม้จนเป็นเถ้าถ่าน
"พระองค์ไม่กลัวนางจะสงสัยหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
หลี่เซวียนเค่นยิ้ม "รั่วเวยน่ะหรือ? นางรักข้าจนตาบอด ต่อให้ข้ายื่นยาพิษให้นางและบอกว่าเป็นน้ำทิพย์ นางก็คงจะดื่มมันด้วยความซาบซึ้งใจ ข้าต้องการให้อัครเสนาบดีและองค์ชายสี่เข้าใจว่านางคือ 'กุญแจ' สังหารข้า เมื่อพวกมันลงมือ... ข้าจะได้กำจัดพวกมันทิ้งพร้อมๆ กับนางในคราวเดียว"
สายตาของเขามองไปยังแผนที่แผ่นดินใหญ่ที่กางอยู่บนโต๊ะ
"บัลลังก์นี้ต้องการความเด็ดขาด รั่วเวย... เจ้าช่วยข้ามามากแล้ว อีกไม่นาน... ข้าจะส่งเจ้าไปอยู่ในที่ที่สวยงามที่สุด ที่นั่นจะไม่มีความเจ็บป่วย และเจ้าจะได้เป็นของข้าตลอดกาล... ในฐานะวิญญาณผู้พิทักษ์บัลลังก์ของข้า"
เสียงหัวเราะเบาๆ ของเขาถูกกลบด้วยเสียงลมหนาวที่หวีดหวิวภายนอก ลางร้ายเริ่มก่อตัวขึ้นเหนือวังหลวงอย่างช้าๆ
