ตอนที่ 3: ความในอดีต
บรรยากาศริมสระน้ำกลางเมืองหลวงเงียบกริบลงในพริบตา เสียงขบวนรถม้าและเสียงพูดคุยของชาวบ้านสลายหายไป ร่างของหญิงสูงศักดิ์สวมอาภรณ์หงส์ปักดิ้นทองกำลังสั่นสะท้าน น้ำตาไหลพรูอาบสองแก้ม นางก้าวเข้ามาหาหลี่ฉงเซิงด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโหยหาและเจ็บปวด
หลินอวี่กางแขนบังร่างของศิษย์พี่ไว้แน่น คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันด้วยความระแวง “แม่นาง... ท่านเป็นใครกัน เหตุใดจึงเรียกชื่อศิษย์พี่ของข้าเช่นนั้น?”
ฮองเฮาหยุดชะงัก รวบสติพลางยกขอบแขนเสื้อขึ้นซับน้ำตาเบาๆ พระนางสบสายตากับหลินอวี่ ก่อนจะทอดพระเนตรข้ามไปยังฉงเซิงที่กำลังยกเสื้อเปียกๆ ขึ้นมาปิดอกไว้ ท่าทางของเขายังคงทำเป็นสั่นเทาราวกับลูกนกเพิ่งตกรัง
“ข้าคือฮองเฮาแห่งแผ่นดินด้ามขวานทอง” พระนางเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “และชายหนุ่มที่อยู่ข้างหลังเจ้า... แท้จริงแล้วเขาคือ หลี่ฉงเซิง องค์ชายใหญ่ บุตรชายคนโตของข้ากับฮ่องเต้ที่สาบสูญไปเมื่อยี่สิบเอ็ดปีก่อน!”
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบๆ ต่างอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง ก่อนจะพร้อมใจกันคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ราชนิกุลผู้สูงศักดิ์ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าพวกเขา!
ฉงเซิงเบิ่งตากว้าง กระพริบตาปริบๆ รอยยิ้มป่วนประสาทบนใบหน้าหายไปชั่วขณะ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยท่าทางกวนๆ อันเป็นเอกลักษณ์ เขาเอียงคอทำหน้าซื่อ
“ท่านแม่... หรือขอรับ? เอ้ย...ฮองเฮา ท่านคงจำคนผิดแล้วกระมัง!” ฉงเซิงหัวเราะแห้งๆ “ข้ามันก็แค่เด็กยากจน อาศัยอยู่บนเขากับอาจารย์ขี้เมาและศิษย์น้องตากลม จะไปเป็นองค์ชายใหญ่ผู้สูงศักดิ์ได้อย่างไรกัน ปานรูปแมวน้อยนี่... อาจเป็นเพราะตอนเด็กๆ ข้าโดนแมวป่าตะปบเอากระมังขอรับ!”
“ไม่ผิดแน่!” ฮองเฮาเน้นเสียงหนักแน่น แววตาเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่น “ปานแดงที่อกของเจ้า ยามเจ้าอายุเจ็ดขวบมันมีรูปร่างเหมือนมังกรตัวน้อย แต่เสด็จพ่อของเจ้าเคยเอ่ยไว้ว่า ยามเจ้าโตขึ้น กล้ามเนื้อขยาย ปานมังกรนั้นจะดูคล้ายแมวนอนขดตัว! มีเพียงข้าและฮ่องเต้เท่านั้นที่รู้เรื่องนี้!”
หลินอวี่หันกลับไปมองศิษย์พี่ของตน นางเห็นแววตาของฉงเซิงวูบไหวไปชั่วครู่ แม้เขาจะพยายามซ่อนมันไว้ใต้รอยยิ้มกวนๆ ก็ตาม
ทันใดนั้นเอง! เสียงหัวเราะร่าอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากบนหลังคาเหลาจั่วสุราข้างสระน้ำ
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ยายหนูอวี่... สุราไผ่เขียวของข้ายังไม่ได้ซื้อ แต่พวกเจ้ากลับมานั่งเล่นละครครอบครัวสุขสันต์อยู่ตรงนี้หรืออย่างไร!”
เงาร่างหนึ่งทอดตัวลงมาจากหลังคาอย่างนุ่มนวลดุจขนนกปลิวลม เฒ่าหลิว หรืออาจารย์ขี้เมา ก้าวออกมาข้างหน้า มือข้างหนึ่งยังคงถือถ้วยสุราที่จิ๊กมาจากเหลาข้างๆ ใบหน้าชราแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์สุรา ทว่ายามที่สายตาของเขาสบเข้ากับฮองเฮา บรรยากาศรอบตัวกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
หัวหน้านายกององครักษ์ที่อารักขาฮองเฮาเบิ่งตากว้าง ตะโกนเสียงดังลั่น “นั่นมัน... ท่านแม่ทัพใหญ่หลิว! อดีตแม่ทัพไร้พ่ายแห่งราชสำนัก!”
เฒ่าหลิวยกสุราขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจยาว “ไม่ได้เจอกันยี่สิบเอ็ดปีเลยนะ ฮองเฮา... ร่างกายยังคงแข็งแรงดีอยู่สินะ”
“ท่านแม่ทัพหลิว!” ฮองเฮาทรงพระดำเนินเข้าไปหาชายชราด้วยความตื่นเต้น “ท่าน... ท่านคือผู้ที่พาลูกเซิงหนีไปในคืนกบฏใช่หรือไม่! เหตุใดท่านถึงบอกทุกคนว่าลูกเซิงตายไปแล้ว!”
เฒ่าหลิวยักไหล่ มองไปทางฉงเซิงที่กำลังยืนหนาวสั่นทำหน้าเลิกลั่กอยู่ริมสระ “ยามนั้นพวกกบฏส่งนักฆ่าติดตามล้างผลาญไม่หยุดหย่อน หากข้าไม่ใช้อุบายสลับตัวเด็ก แล้วแกล้งทำเป็นว่าองค์ชายใหญ่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว มีหรือเจ้าเด็กขี้เกียจคนนี้จะมีชีวิตโตมาจนอายุยี่สิบแปดได้? ข้าพาเขาสะบัดบอบมารักษาบาดแผลและอาศัยอยู่บนเขาซงซานตลอดมา”
ฮองเฮาน้ำตาร่วงพรู พระนางหันกลับไปหาฉงเซิงอีกครั้ง “ลูกเซิง... ยี่สิบเอ็ดปีที่ผ่านมา แม่คิดว่าเจ้าตายไปแล้วจริงๆ...”
ฉงเซิงมองฮองเฮา รอยยิ้มขี้เล่นบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงความเงียบสงบ เขารู้ดีว่าความจริงถูกเปิดเผยแล้ว และชีวิตอันสงบสุขบนยอดเขากำลังจะจบลง
“เสด็จแม่...” ฉงเซิงเอ่ยเรียกเสียงเบา คำพูดคำนี้กระแทกเข้ากลางใจของฮองเฮาจนพระนางสวมกอดร่างสูงโปร่งของลูกชายไว้แน่นทั้งน้ำตา
หลินอวี่ยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย นางยินดีที่ศิษย์พี่ได้พบครอบครัวที่แท้จริง แต่ในใจกลับรู้สึกโหวงเหว่งอย่างประหลาด... องค์ชายใหญ่ผู้สูงศักดิ์ กับเด็กกำพร้าไร้ที่มาอย่างนาง จะยังคงเดินบนเส้นทางเดียวกันได้อีกหรือ?
ฉงเซิงที่แอบสังเกตเห็นสีหน้าของหลินอวี่ เขายื่นมือข้างหนึ่งออกมาจากการกอดของฮองเฮา แล้วแอบสะกิดดึงชายเสื้อของหลินอวี่ไว้เบาๆ พลางกระซิบข้างหูนางยามที่ฮองเฮาผละออก
“ไม่ต้องกลัวนะน้องหญิงอวี่... ไม่ว่าข้าจะเป็นองค์ชายหรือเป็นอะไรก็ตาม ข้าก็ยังเป็นศิษย์พี่จอมขี้เกียจของเจ้าคนเดิม และข้าไม่มีวันทิ้งเจ้าไว้คนเดียวแน่”
หลินอวี่สบสายตาอบอุ่นของเขา ความอบอุ่นที่คุ้นเคยไหลผ่านเข้ามาในหัวใจ นางพยักหน้าเบาๆ พร้อมรอยยิ้มบางๆ
ณ พระราชวังหลวง ห้องพระอักษรของฮ่องเต้
ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรมองบุตรชายคนโตที่ยืนอยู่เบื้องพระพักตร์ ฉงเซิงสวมอาภรณ์หรูหราลายมังกรสีน้ำเงินเข้ม ทว่าท่าทางการเดินและการยืนกลับยังคงโอนเอียงไปมา ทำท่าทางเหมือนคนป่า
“เซิงเอ๋อร์!” ฮ่องเต้เอ่ยเสียงกังวานด้วยความตื้นตัน “ยี่สิบเอ็ดปีที่เจ้าต้องลำบากอยู่ภายนอก บัดนี้ฟ้ามีตา ส่งเจ้ากลับมาหาพ่อกับแม่ บัลลังก์และแผ่นดินนี้... พ่อจะสถาปนาเจ้าขึ้นเป็นรัชทายาท!”
ขุนนางในห้องพระอักษรพากันตื่นตระหนก โดยเฉพาะ หลี่หลงเจี้ยน (องค์ชายสี่) ใบหน้าคมคายแต่แววตาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน เขาคือบุตรของกุยเฟยที่กำลังจะได้ขึ้นเป็นรัชทายาทในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทว่าการกลับมาของฉงเซิงกลับทำให้ตำแหน่งนั้นหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา!
หลงเจี้ยนกำหมัดแน่นในชายเสื้อ ดวงตาฉายประกายอาฆาต ‘เจ้าขยะที่ไปกบดานอยู่บนเขาตั้งยี่สิบกว่าปี คิดจะมาชิงเก้าอี้ของข้าหรือ!’
ขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนกนั้นเอง ฉงเซิงกลับทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้นดัง “ตึง!” พร้อมทำหน้าตาตื่นตระหนกสุดขีด
“เสด็จพ่อ! ได้โปรดเมตตาลูกด้วยขอรับ!” ฉงเซิงร้องโวยวาย ทำเสียงสั่นเครือ “ลูกเป็นเพียงคนป่าคนดง อ่านหนังสือยังไม่แตกฉาน วรยุทธ์ก็ไม่มี เรี่ยวแรงแค่มดเจาะ! ให้ลูกเป็นเพียง ‘อ๋องขี้เกียจ’ มีเงินใช้วันๆ กินๆ นอนๆ ก็พอแล้วขอรับ! งานปกครองบ้านเมืองอันยิ่งใหญ่ขนาดนั้น หากยกให้ลูก มีหวังแผ่นดินได้ล่มสลายในสามวันแน่ๆ ขอรับ!”
หลงเจี้ยนชะงักกึก มองฉงเซิงด้วยความเหยียดหยาม ‘เหอะ! ที่แท้ก็แค่ไอ้อ่อนแอ ไร้ขวัญกำลังใจ สมเป็นคนไร้ค่าจริงๆ!’
ฮ่องเต้ทรงหัวเราะร่า “ฮ่าฮ่าฮ่า! เจ้าเด็กคนนี้นี่! เอาเถอะ... ข้าจะยังไม่บังคับเจ้า บัดนี้ข้าสถาปนาเจ้าเป็น ‘ชินอ๋อง’ มีศักดิ์เหนืออ๋องทั้งปวง และให้เจ้าพักอยู่ในวังหลวงแห่งนี้!”
ฉงเซิงถอนหายใจยาว ทำท่าทางโล่งอกอย่างละเมียดละไม ทว่าในใจของเขากลับกำลังประเมินสถานการณ์รอบตัวอย่างรวดเร็ว สายตาของเขาแอบปะทะเข้ากับรังสีฆ่าฟันของหลงเจี้ยน
