ตอนที่ 2: เหตุเกิดในเมืองหลวง
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดสดใสฉาบทาทั่วทิวเขาซงซาน อาจารย์เฒ่าหลิวนั่งละเมอพึมพำพลางพนมมือไหว้น้ำเต้าสุราเปล่าที่เหือดแห้งไปตั้งแต่น้ำค้างยังไม่สลาย ชายชราปรือตาขึ้นมองฟ้า ลุกขึ้นยืนโอนเอียง ก่อนจะตะโกนเสียงดังลั่นกระท่อม
“ยายหนูอวี่! เจ้าฉงเซิง! สุรากุ้ยฮวาของข้าหมดตุ่มแล้ว! วันนี้พวกเจ้าสองคนต้องลงเขาไปซื้อสุราไผ่เขียวที่เมืองหลวงมาให้ข้าสักสองไหใหญ่ หากไม่ได้กลับมา คืนนี้ข้าจะกวนพวกเจ้าไม่ให้นอนทั้งคืน!”
จางหลินอวี่เดินออกมาจากครัวพร้อมถุงเงินใบเล็กในมือ นางถอนหายใจยาว “อาจารย์ท่านดื่มสุราแทนน้ำเช่นนี้ ระวังตับไตจะพังเอาได้นะเจ้าคะ แต่ก็เอาเถอะ... ข้าก็ว่าจะลงเขาไปซื้อเทียบยาและผ้าผืนใหม่พอดี”
ฉงเซิงเดินบิดกายงัวเงียตามออกมา มือข้างหนึ่งกุมเอว ทำท่าทางอิดโรยราวกับคนไข้ใกล้ตาย “โอย... น้องหญิงอวี่ เมื่อคืนข้าโดนยุงป่ากัดไปสามหน ลมปราณปั่นป่วนยิ่งนัก ร่างกายอ่อนแอเช่นข้า จะเดินลงเขาไหวหรือ? ให้ข้าเฝ้ากระท่อมดีกว่ามั้ง...”
“ศิษย์พี่ฉงเซิง!” หลินอวี่หันมาถลึงตาใส่ “ระยะทางลงเขาแค่สามลี้ ท่านกุมเอวร้องโอดครวญราวกับหญิงสาวจะคลอดลูก! รีบเดินตามข้ามาเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นต้มแซ่บปลาเย็นนี้ ข้าจะใส่พริกสองถ้วยให้ท่านกินคนเดียว!”
ฉงเซิงทำหน้าตาตื่นตระหนก รีบสลัดอาการ ‘อัมพาตครึ่งตัว’ ทิ้งทันควัน “ยอมแล้วๆ! น้องหญิงอวี่ใจดำยิ่งนัก ศิษย์พี่ผู้น่าสงสารคนนี้จะยอมเป็นคนแบกไหสุราให้เจ้าเอง!”
เฒ่าหลิวมองตามหลังลูกศิษย์ทั้งสองที่เดินถกเถียงกันลงเขาไป ชายชรายักไหล่พลางหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ‘เจ้าเด็กฉงเซิง... มารยาเลี่ยมทองแท้ๆ ยามอยู่กับแม่นางน้อยล่ะทำเป็นบอบบาง ยามลงมือจริงเค้นปราณทลายภูผาได้ทั้งลูก!’
เมืองหลวงในยามสายคึกคักเป็นพิเศษ เสียงแม่ค้าตะโกนร้องขายของ สายลมพัดกลิ่นหอมของซาลาเปานึ่งและขนมถังหูลู่โชยมาตามถนน หลินอวี่เดินดูผักสดและร้านขายยาอย่างเพลิดเพลิน โดยมีฉงเซิงเดินตามหลังพร้อมถุงผ้าและไหสุราเปล่า ชายหนุ่มทำท่าทางก้าวเดินทุลักทุเล แกล้งทำเป็นหอบหายใจเบาๆ ทุกๆ สิบเก้า เพื่อให้ศิษย์น้องคอยหันมารอด้วยความเอ็นดู
ขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินผ่านริมสระน้ำใหญ่กลางเมืองหลวง ซึ่งมีศาลากลางน้ำและสะพานหินโง้งงดงาม เสียงตบโต๊ะดัง “ปัง!” ก็แผดขึ้นจากเหลาจั่วสุราข้างทาง
“ไอ้หนุ่ม! เดินสุ่มสี่สุ่มหกมาชนข้าแล้วคิดจะเดินหนีหรืออย่างไร!”
นักเลงร่างยักษ์สามคนในชุดผ้าเนื้อหยาบเดินกร่างเข้ามาขวางหน้าฉงเซิง ชายคนที่ยืนหน้าสุดมีรอยแผลเป็นยาวที่แก้ม มันมองฉงเซิงด้วยสายตาหยามเหยียด
ฉงเซิงรีบถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ทำท่าทางสั่นเทาดุจลูกนกเพิ่งหัดบิน มือข้างหนึ่งรวบไหสุราไว้แน่น “พี่... พี่ชายทุกท่าน ข้าเดินเว้นระยะตั้งสามซอก ข้าไม่ได้ชนท่านเลยสักนิดนะขอรับ อีกอย่าง... ตัวข้าก็แค่มนุษย์ถ้ำ ไร้วรยุทธ์ ร่างกายอมโรค โปรดเมตตาปล่อยข้าไปเถอะขอรับ”
หลินอวี่รีบก้าวออกมาขวางหน้าฉงเซิงไว้ทันที นางจ้องหน้านักเลงอย่างไม่เกรงกลัว “พวกเจ้าอย่ามารังแกคนไร้ทางสู้! ศิษย์พี่ของข้าป่วยง่าย ร่างกายบอบบาง หากพวกเจ้าทำอะไรเขา ข้าจะส่งพวกเจ้าไปนอนฟื้นที่ร้านหมอแน่!”
พวกนักเลงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่า “ฮ่าฮ่าฮ่า! แม่นางน้อยหน้าตาสะสวย ตากลมโตราวกวางน้อย แต่ปากจัดใช้ได้! หนุ่มหน้าขาวอมโรคนี่เป็นศิษย์พี่เจ้าหรือ? มาเป็นเมียข้าดีกว่ามั้ง!”
หัวหน้านักเลงเอื้อมมือจะมาจับคางของหลินอวี่!
ดวงตาของฉงเซิงฉายประกายเย็นชาขึ้นวูบหนึ่งเพียงเสี้ยววินาที ทว่าใบหน้าของเขายังคงแกล้งทำเป็นตระหนกตกใจ “เหวอ! อย่าทำน้องหญิงอวี่นะ!”
ฉงเซิงแกล้งทำเป็นก้าวพลาด สะดุดขาตัวเองล้มถลาไปข้างหน้า! “อุ๊ย!”
ทว่ายามที่ร่างของเขาลอยโค้งไปนั้น ศอกของเขาดัน ‘บังเอิญ’ กระแทกเข้าที่ลิ้นปี่ของหัวหน้านักเลงอย่างจัง!“อั้ก!” หัวหน้านักเลงตาเหลือก จุกจนพูดไม่ออก ลอยเค้งข้ามขอบสะพานหล่นลงไปในสระน้ำดัง “ตูม!”
นักเลงอีกสองคนที่เหลือตื่นตระหนก ชักมีดสั้นออกมาพุ่งใส่ฉงเซิง “แกตายซะเถอะ!”
ฉงเซิงทำท่าทางลนลาน สะบัดแขนเสื้อสะเปะสะปะ “ช่วยด้วย! มีคนจะฆ่าข้า!” ในการสะบัดแขนเสื้ออย่างไร้ทิศทางนั้น ปราณกระบี่ไร้รูปเบาบางถูกเค้นออกจากปลายมุกเสื้อ กระแทกใส่จุดยุทธศาสตร์ของนักเลงทั้งสองอย่างจัง ขาของพวกมันอ่อนเปลี้ย ล้มหัวคะมำข้ามขอบสะพาน ตกน้ำตามหัวหน้าไปติดๆ! “ตูม! ตูม!”
ชาวบ้านรอบข้างพากันปรบมือโห่ร้องยินดี หลินอวี่อ้าปากค้าง มองศิษย์พี่ที่กำลังนอนกลิ้งอยู่บนพื้นพร้อมทำท่าทางตกใจกลัวสุดขีด
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ศิษย์พี่ของเจ้านี่ดวงดีจริงๆ สะดุดล้มทีเดียวล้มพวกนักเลงตกน้ำหมดเลย!” ชาวบ้านคนหนึ่งร้องตะโกน
ฉงเซิงรีบประคองตัวลุกขึ้น มือไม้สั่น หน้าซีดเซียว “เทวดาคุ้มครองแท้ๆ! ข้าเกือบโดนมีดแทงเสียแล้ว น้องหญิงอวี่... ข้าตกใจจนหัวใจจะวายตายอยู่แล้ว!”
หลินอวี่กุมขมับ ถอนหายใจยาวด้วยความขบขันและหน่ายใจ ‘โชคดีของท่านจริงๆ สะดุดล้มได้จังหวะเป๊ะขนาดนี้!’
ทว่าเหตุการณ์ตกน้ำยังไม่จบเพียงแค่นั้น...
เด็กน้อยวัยห้าขวบลูกชาวบ้านที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ริมสระ ถูกนักเลงที่กำลังดิ้นรนอยู่ในน้ำปัดขาจนพลัดตกสระน้ำไปด้วย!
“ช่วยด้วย! ลูกข้าตกน้ำ! เด็กว่ายน้ำไม่เป็น!” เสียงหญิงสาวร้องไห้โฮ
เมื่อเห็นเด็กกำลังจมน้ำ สายตาขี้เล่นของฉงเซิงก็หายไปทันที โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ร่างสูงโปร่งพุ่งตัวออกจากสะพานราวกับเกาหลงหลุดจากคันศร! กระโดดลงไปในสระน้ำดัง “ตูม!”
ฉงเซิงแหวกว่ายอย่างรวดเร็ว โอบอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาจากน้ำได้อย่างปลอดภัย เขาส่งตัวเด็กคืนให้ผู้เป็นมารดาริมฝั่ง ท่ามกลางเสียงสรรเสริญของฝูงชน
เนื่องจากเสื้อผ้าป่านท่อนบนของเขาเปียกปอนจนแนบเนื้อและหนักอึ้ง ฉงเซิงจึงสลัดเสื้อตัวนอกและเสื้อชั้นในออกอย่างไม่คิดอะไร เพื่อใช้เสื้อแห้งเช็ดหน้าและหัวให้เด็กน้อย เผยให้เห็นแผ่นอกกว้างกำยำ ไหล่หนา และกล้ามท้องเป็นลอนสวยงามดุจรูปสลัก
และที่อกซ้าย เหนือหัวใจของเขา... ปรากฏ ปานแดงรูปแมวนอนขด ขนาดเท่าฝ่ามือ สีสดชัดเจนประดุจรอยสักธรรมชาติติดตัวมาตั้งแต่เกิด
ประจวบเหมาะกับขบวนรถม้าหรูหราของ ฮองเฮา ที่กำลังเดินทางกลับจากการถือศีลในวัดนอกเมืองหลวง ขบวนถูกชะลอตัวเนื่องจากผู้คนแออัดริมสระน้ำ ฮองเฮาทอดพระเนตรผ่านม่านบางของรถม้าด้วยความสงสัย
สายตาของพระนางปะทะเข้ากับแผ่นอกและปานแดงของชายหนุ่มร่างสูงริมสระอย่างจัง!
ดวงตาของฮองเฮาเบิ่งกว้าง ร่างกายสั่นสะท้านดุจลูกนกโดนฝน พระหัตถ์ที่จับม่านอยู่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ น้ำตาเม็ดโตไหลพรูออกจากดวงตาคู่สวย
“ปาน... ปานแมวน้อย! นั่นมันปานแมวน้อยของเซิงเอ๋อร์!” ฮองเฮากรีดร้องเสียงสั่นสะท้าน
เมื่อยี่สิบเอ็ดปีก่อน ยามกบฏในวังหลวง พระนางจำได้แม่นยำว่าทารกน้อยวัยเจ็ดขวบของพระนางมีปานแดงคล้ายมังกรตัวเล็กที่อก ทว่ายามเด็กเติบโตขึ้น รูปร่างของปานนั้นขยายออกจนมองดูคล้ายแมวนอนขดตัวอย่างน่ารัก ซึ่งมีเพียงพระนางและฮ่องเต้เท่านั้นที่เคยเห็น!
“หยุดรถม้า! หยุดเดี๋ยวนี้!” ฮองเฮาตะโกนสั่งเสียงดังลั่น
ขบวนองครักษ์หยุดกะทันหัน ฮองเฮาสลัดกิริยาเรียบร้อยขององค์มารดาแห่งแผ่นดิน วิ่งลงจากรถม้าตรงเข้ามาหาฉงเซิงริมสระน้ำด้วยความลนลาน!
ฉงเซิงที่กำลังเช็ดผมให้เด็กน้อย หันไปเห็นหญิงสูงศักดิ์พร้อมกองกำลังองครักษ์เดินตรงเข้ามาด้วยท่าทางตื่นตระหนก เขารีบยกเสื้อเปียกๆ ขึ้นมาปิดอกไว้ทันที ใบหน้าหล่อเหลาทำท่าเลิกลั่ก ตระหนกตกใจอย่างสุดซีด
“เอ่อ... ท่านยายสูงศักดิ์ท่านนี้! โปรดถอยไปก่อน!” ฉงเซิงร้องโวยวาย ทำเสียงสั่น “ข้ายังไม่ได้แต่งงาน! ถึงข้าจะหล่อเหลา แต่ท่านจะมาจ้องมองเรือนร่างของหนุ่มบริสุทธิ์เช่นนี้ไม่ได้นะขอรับ! ”
หลินอวี่เห็นดังนั้น ก็รีบพุ่งตัวเข้ามาขวางหน้าฉงเซิงไว้ กางแขนออกปกป้องศิษย์พี่อย่างเด็ดเดี่ยว “พวกท่านเป็นใคร! มีองครักษ์มากมายจะมารังแกศิษย์พี่ของข้าหรือ! อย่าคิดว่าพวกมากแล้วข้าจะกลัวนะ!”
ฮองเฮามองหน้าหญิงสาว แล้วมองข้ามไปยังชายหนุ่มที่ทำท่าทางกลัวจนสั่นอยู่ข้างหลัง พระนางน้ำตาร่วงกอดตัวเองไว้
“ลูกเซิง... เจ้าคือ หลี่ฉงเซิง... เซิงเอ๋อร์ ลูกแม่ใช่หรือไม่!” ฮองเฮาเอื้อนเอ่ยเสียงสะอื้น
ฉงเซิงและหลินอวี่ชะงักกึก... คำว่า "หลี่ฉงเซิง" จากปากของหญิงสูงศักดิ์ผู้นี้ ดุจสายฟ้าแลบที่ผ่าลงกลางใจ!
