ตอนที่ 1: ชีวิตบนยอดเขา
ยามเช้าตรู่บนยอดเขาซงซาน สายหมอกบางเบาคลุมเคลียทิวไม้ ละอองน้ำค้างเกาะเกรอะบนใบหลิวอย่างวิจิตรบรรจง แสงแดดอุ่นแรกของวันทอดผ่านทิวเขา ส่องกระทบกระท่อมไม้หลังน้อยที่ปลูกไว้อย่างเรียบง่ายทว่าเงียบสงบ
บนขอนไม้ใหญ่หน้ากระท่อม เฒ่าหลิว กำลังยกน้ำเต้าสุราขึ้นดวดเอาๆ เสียงเอื้อกๆ ดังสนองรับกับลมพัดแผ่วเบา
“สุราดี! สุราดอกเหมยของยายหนูอวี่นี่มันช่างกลมกล่อมจริงๆ!” เฒ่าหลิวปัดคราบสุราบนหนวดเคราสีขาวก่อนจะตบตักตัวเองดังปับ
ทว่าบรรยากาศอันผ่อนคลายก็ต้องถูกขัดจังหวะด้วยเสียงตึงตังจากฝั่งขวาของกระท่อม
จางหลินอวี่ หญิงสาววัยยี่สิบหกปี ดวงตากลมโตสุกใสราวน้ำในสระฤดูใบไม้ร่วง ใบหน้าเรียวเนียนอ่อนโยนราวกับดอกท้อแรกแย้ม ทว่าชุดผ้าป่านที่สวมใส่อย่างกะทัดรัดและกิริยากระฉับกระเฉงกลับเผยให้เห็นถึงความแข็งแกร่งเด็ดเดี่ยว นางกำลังแบกพะเนินกองฟืนขนาดมหึมาไว้บนหลัง ร่างบอบบางบิดเกร็งด้วยความเหน็ดเหนื่อย สายตาจับจ้องไปที่ยอดต้นไม้ใหญ่ข้างเรือนอย่างเอาเรื่อง
“ศิษย์พี่! ท่านลงมาจากต้นไม้เดี๋ยวนี้เลยนะ! มาช่วยข้าแบกฟืนหน่อยสิ!” หลินอวี่ตะโกนตวาด เสียงหวานกังวานไปทั่วบริเวณ
บนกิ่งไม้สูงลิ่ว ร่างสูงโปร่งในชุดผ้าป่านปานเดียวกันกำลังนอนหลับตาพริม หลี่ฉงเซิง ใบหน้าหล่อเหลาหมดจด คิ้วเข้มดั่งคันศร จมูกโด่งเป็นสัน แต่กลับมีรอยยิ้มขี้เล่นระบายอยู่บนริมฝีปากตลอดเวลา เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง ยืดแขนบิดกายอย่างเกียจคร้าน
“โอ๊ย... น้องหญิงอวี่ เจ้าตื่นมาตะโกนเสียงดังแต่เช้า รบกวนความฝันอันแสนหวานของศิษย์พี่หมดแล้ว รู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่ข้ากำลังฝันว่าได้กินซาลาเปาไส้หมูสับร้อนๆ อร่อยสุดยอดเชียวนะ” ฉงเซิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ รอยยิ้มปวนประสาทปรากฏบนใบหน้า
“ข้าไม่สนใจความฝันซาลาเปาของท่านหรอก!” หลินอวี่วางกองฟืนลงพื้นดังตึง ฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย “ฟืนนี่หนักตั้งหลายสิบชั่ง ข้าแบกมาจากเชิงเขาคนเดียวตั้งนานแล้ว ท่านกลับนอนตากลมสบายใจเฉิบอยู่บนนั้น ช่างไม่มีความเกรงใจน้องสาวบอบบางอย่างข้าบ้างเลย!”
ฉงเซิงถอนหายใจยาว แกล้งทำท่าทางลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เขาทำเป็นก้าวพลาดจนตัวไถลลงมาจากกิ่งไม้ เสียง “วี้ด... ตึง!” ดังขึ้นเมื่อเขาร่วงลงมากระแทกพื้นอย่างจัง... หรืออย่างน้อยนั่นคือสิ่งที่หลินอวี่เห็น
ทว่าในความเป็นจริง ยามที่ร่างของเขาทิ้งตัวลงมา รังสีปราณเบาบางไร้สภาพได้สลายแรงกระแทกทั้งหมดไปตั้งนานแล้ว ท่าทีร้องครวญครางเจ็บปวดกระเอ้อกระเอ้อนั้นล้วนเป็นการแสดงทั้งสิ้น!
“โอย... เอวข้า! หลังข้า!” ฉงเซิงเอามือยันเอว ร้องอุทานเสียงหลง “น้องหญิงอวี่ เจ้าก็รู้ว่าศิษย์พี่ของเจ้าร่างกายอ่อนแอ ไร้กำลังวังชามาตั้งแต่เด็ก แค่ยกถังน้ำตักเดียวมือข้ายังสั่นพั่บๆ หากให้ข้าไปยกกองฟืนหนักขนาดนั้น มีหวังเอวข้าได้หักเป็นสองท่อนแน่ๆ เจ้าอยากให้ศิษย์พี่กลายเป็นคนพิการนอนซมอยู่บนเตียงหรืออย่างไร?”
หลินอวี่เท้าเอว ถลึงตาใส่อย่างไม่อยากเชื่อหู “อ่อนแออย่างนั้นหรือ? ร่างกายสูงใหญ่ (ประมาณ 185 ซม.) กล้ามเนื้อก็น่าจะมี แต่กลับร้องกระจองอแงยิ่งกว่าเด็กสามขวบ! ท่านมันคนขี้เกียจชัดๆ!”
เฒ่าหลิวยกน้ำเต้าสุราขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่ แล้วหัวเราะร่าจนเครากระดิก “ยายหนูอวี่... เจ้าอย่าไปฟังมัน! เจ้าฉงเซิงมันตัวเกียจคร้านเข้ากระดูกดำ มารยาเล่มเกวียนร้อยแปดพันเก้า! ตอนอายุเจ็ดขวบข้าอุ้มมันกลับมา มันยังวิ่งจับกระต่ายป่าได้รอบเขาอยู่เลย!”
ฉงเซิงรีบทำหน้าเศร้าสร้อย น้ำตาคลอเบ้าอย่างน่าสงสาร “อาจารย์! ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างไรขอรับ! ข้ามันก็แค่เด็กกำพร้าไร้วรยุทธ์ อาศัยใบบุญท่านกับน้องหญิงอวี่เลี้ยงดู ร่างกายข้าโดนพิษบาดเจ็บมาตั้งแต่เด็ก กระดูกกระเดี้ยวไม่แข็งแรงเหมือนคนอื่นจริงๆ นะขอรับ”
หลินอวี่เห็นท่าทางถ่อมตัวและน่าสงสารของศิษย์พี่ทีไร ใจของนางก็อ่อนลงทุกที แม้นางจะเด็ดเดี่ยวและจิตใจแข็งแกร่งไม่ยอมคน แต่กับศิษย์พี่ที่เติบโตมาด้วยกัน นางย่อมมีความเอ็นดูและสงสารอยู่อย่างเลี่ยงไม่ได้
“พอแล้วๆ ไม่ต้องมาทำหน้าเหมือนแมวถูกทิ้งเลย” หลินอวี่ถอนหายใจหน่ายใจ “ข้าแบกเองก็ได้! ท่านไปยกถังน้ำเล็กๆ นั่นไปรดน้ำแปลงผักนู่นไป!”
“โถ... น้องหญิงอวี่ช่างมีเมตตากรุณาดั่งโพธิสัตว์แท้ๆ!” ฉงเซิงยิ้มแป้น รีบกุลีกุจอไปยกถังน้ำใบเล็กรีดรวด
ทว่าในขณะที่หลินอวี่ก้มลงไปแบกพะเนินฟืนขึ้นอีกครั้ง นางกลับต้องประหลาดใจ... ‘เอ๊ะ... ทำไมฟืนกองนี้ถึงเบาลงขนาดนี้ล่ะ? เมื่อครู่ตอนแบกขึ้นเขามายังหนักจนไหล่จะหลุดอยู่เลยแท้ๆ’
นางคิดว่าคงเป็นเพราะตนเองพักผ่อนหายเหนื่อยแล้ว จึงไม่ได้ติดใจอะไร ทว่านางหารู้ไม่ว่า ยามที่นางก้มลงแบกฟืน ฉงเซิงที่ทำทีเป็นเดินหิ้วถังน้ำรดผักอยู่นั้น ได้แอบสะบัดนิ้วมือเบาๆ ใช้วิชา "ดรรชนีสลายน้ำหนัก" แผ่พุ่งปราณบริสุทธิ์ไร้รูปเข้าไปรองรับน้ำหนักของกองฟืนไว้เก้าในสิบส่วน ทำให้นางแบกฟืนกลับเข้าครัวได้อย่างสบายราวกับแบกปุยนุ่น
ฉงเซิงมองตามแผ่นหลังของศิษย์น้องด้วยรอยยิ้มอบอุ่นในดวงตา...
ยามบ่าย คลื่นความร้อนกระจายไปทั่วยอดเขา อาจารย์เฒ่าหลิวนอนกอดน้ำเต้าสุราหลับปุ๋ยอยู่ใต้ร่มไม้ ฉงเซิงและหลินอวี่นั่งพักผ่อนอยู่ตรงม้านั่งหินหน้ากระท่อม
หลินอวี่หยิบปิ่นหยกสลักลายโบราณออกมาจากอกเสื้อขึ้นมาพิศมองด้วยสายตาเหม่อลอย ปิ่นหยกชิ้นนี้เป็นสิ่งเดียวที่ติดตัวนางมาตั้งแต่จำความได้ อาจารย์บอกเพียงว่าพบนางถูกทิ้งไว้ข้างทางตั้งแต่ยังเป็นทารก
ฉงเซิงเหลือบมองปิ่นหยกชิ้นนั้น เขาจำได้ดีว่ามันคือปิ่นหยกกษัตริย์ที่มีเฉพาะราชวงศ์และขุนนางชั้นสูงเท่านั้นที่จะครอบครองได้ แต่เขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรออกไปเพื่อไม่ให้นางต้องคิดมาก
“กำลังคิดถึงครอบครัวอยู่หรือ?” ฉงเซิงถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ผิดกับท่าทางกวนๆ เมื่อเช้าอย่างสิ้นเชิง
หลินอวี่พยักหน้าเบาๆ “ข้าแค่อยากรู้... เหตุใดพวกเขาถึงทิ้งข้าไป ข้าทำอะไรผิดหรือ? หรือว่าข้าเป็นเพียงเด็กที่ไม่มีใครต้องการ...”
ฉงเซิงยื่นมือไปแตะศีรษะของนาง ลูบผมยาวสลวยของนางอย่างอบอุ่น “เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิดทั้งนั้น น้องหญิงอวี่... บางครั้งโลกก็มีความจำเป็นและความเลวร้ายที่เด็กน้อยไม่อาจเข้าใจได้ แต่จำไว้นะ ไม่ว่าในอดีตเจ้าจะเป็นใคร หรือคนอื่นจะไม่ต้องการเจ้า อย่างน้อยบนยอดเขานี้ เจ้ายังมีอาจารย์ และยังมีข้า... ศิษย์พี่ผู้ไร้ประโยชน์คนนี้อยู่ข้างๆ เจ้าเสมอ”
หลินอวี่มองสบสายตากลมอุ่นของศิษย์พี่ หัวใจของนางกระตุกวูบ ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นผ่านไปทั่วอก นางก้มหน้าลงเล้กน้อยเพื่อซ่อนแก้มที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อ
“ใครว่าท่านไร้ประโยชน์กัน...” นางพึมพำเบาๆ “อย่างน้อยท่านก็เป็นศิษย์พี่ที่ฟังข้าบ่นได้ทุกวันนั่นแหละ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ถือว่าข้าได้รับคำชมแล้วนะ!” ฉงเซิงหัวเราะร่า “เอาล่ะ! วันนี้ศิษย์พี่ผู้อ่อนแอคนนี้จะแสดงฝีมือจับปลาในสระมาทำต้มแซ่บให้เจ้ากินเอง!”
“ท่านจะจับปลาได้หรือ? ระวังจะโดนปลาบึกเตะตกน้ำเอาล่ะ!” หลินอวี่เย้าแหย่
“เจ้ากล้าดูถูกข้าหรือ! คอยดูฝีมือข้าเลย!”
ฉงเซิงวิ่งร่าไปทางสระน้ำหลังเขา ท่าทางร่าเริงและซุ่มซ่ามนั้นทำให้หลินอวี่หลุดหัวเราะออกมาอย่างสดใส
