3
เจียลี่ไม่ได้โกหกแม้สักคำเดียว องุ่นสดและผลไม้อีกหลายชนิดจะต้องซื้อจากตลาดแต่รุ่งเช้า ขึ้นอยู่กับฤดูกาล ลี่จิ่นไม่ใช่คนขยัน ไม่ตื่นแต่เช้า บางค่ำคืนก็เมาสุรา อุดอู้บนฟูกนอนจนสายโด่ง
หวังเฟยรู้มานานแล้วว่าหลานสาวคนเล็กสกุลเยี่ย เป็นแรงงานสำคัญ เจียลี่ทำงานตัวเป็นเกลียวราวกับผู้ยากไร้ไม่เคยพบเห็นเงินมาก่อนในชีวิตของนาง จึงได้รับค่าจ้างมากที่สุด
สุรากลั่นชั้นดีในมือของเขานี้ยังไม่พบในแคว้นฉิน เพียงเปิดขวดก็ได้กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วถึง เขาทั้งดื่มดมมันอย่างสำราญใจ นึกถึงบรรดามิตรสหายจะต้องชอบพอสุราขวดนี้อย่างแน่นอน
“เหล้าซีเฟิ้งเป็นสุราที่ดีที่สุด สุราเลื่องชื่อชนิดนี้ หาใช่ว่าจะมีโอกาสดื่มกินมันง่าย ๆ เป็นสุราสำหรับชนชั้นสูง คนร่ำรวยนำมันมาจากแคว้นจ้าว การเดินทางด้วยรถม้าใช้ระยะเวลาร่วมเดือน มันมีราคาสูงมากในตลาด”
นางไปได้มาอย่างไร เป็นคำถามของเขาเสียมากกว่านางเอาอกเอาใจเขาด้วยเหตุใด หวังเฟยหันไปปรึกษาบ่าวที่เข้ามาส่งสุราขวดใหม่ สภาพห้องของเขาแลดูเรียบร้อยดี ผิดจากก่อนหน้าที่นางจะมาดูแลเขา
“แม่นางเป็นผู้มีหน้าตามีตลาด ใครต่างก็รู้จักนาง ข้าคิดว่าคงไม่ยากสำหรับนางขอรับนายท่าน”
“อืม ข้าก็ว่าเป็นเจียลี่ หาใช่ท่านอาหญิงของนาง”
ลี่จิ่นมีเงินใช้สอยสมฐานะ ทว่าไม่มากมายเท่าเจียลี่ จะมีเพียงวันสำคัญนางจึงได้รับเงินถุงจากผู้ใหญ่
วันนี้หวังเฟยได้บ่าวรับใช้มาใหม่สองคน ตอนออกไปโรงงานถลุงแร่โลหะ เขาให้คนไปสืบเรื่องของสกุลเยี่ย ได้ข่าวว่าลี่จิ่นไปท่องเที่ยวในอีกแคว้นแดนไกลกับบ่าวรับใช้สตรีและคุณชายสาม คงใช้เวลาในการเดินทางพอสมควร อาจร่วมสองเดือน ไม่มีทางที่นางจะทำอาหารให้เขาแน่
ในหัวของเขาเฝ้าคิดวนเวียนแต่เรื่องของเจียลี่ ไม่รู้ด้วยเหตุใด กระทั่งนางกลับมาอีกครั้งหนึ่งในช่วงพลบค่ำ นางเข้ามาตรวจตราเรื่องฟืนไฟ ดูว่าท่านอาเมาสุราจนพูดจาไม่รู้เรื่องหรือไม่ นางมาเก็บตะกร้าอาหารของนางกลับบ้าน
“เจ้าทำอาหารพวกนั้นให้ข้า ทุกอย่าง เป็นฝีมือเจ้า... ทำไปเพื่ออะไร?”
นับได้ถึงสี่หรือว่าห้าเดือนทีเดียว หากเขาจำไม่ผิดไป อยู่มาวันหนึ่งลี่จิ่นนำอาหารมาให้เขาผู้ไม่รู้มาก่อนว่านางทำอาหารเป็น ทีแรกเขาก็คิดว่านางไปซื้อมาจนนางเอ่ยว่านางทำเอง
“ท่านอาหญิงมาขอความช่วยเหลือจากข้า เป็นแม่ครัวทำอาหารให้คนในบ้านอยู่แล้ว ข้าเลยใส่ตะกร้าไว้อีกสำรับหนึ่ง”
ถึงแม้ว่าเจียลี่จะส่งอาหารกลับคืนมามื้อเดียว ท่านอาจำเต้าหู้อ่อนผัดผักไม่เค็มจนเกินไปได้ นางตุ๋นไข่ อบไก่ได้นุ่มพอดี ในตลาดร้านค้าไม่มีรสชาติเช่นนี้
“ข้ากินอาหารฝีมือเจ้ามานาน ทำไมข้าจะจำรสชาติของมันไม่ได้”
ในน้ำเสียงขมขื่นระทมทุกข์ เจียลี่ไม่กล้าตอบคำถามท่านอาเขย นางพิจารณาใบหน้าดุดันก้มลงมองนาง ข่มขู่นางด้วยแววตาซึ่งหรี่เล็กลงจนเหยียดตรง
“เจ้าไม่พูดความจริง อย่าบอกข้านะว่า...”
เจียลี่ปิดตาลง ห่อไหล่ทำตัวลีบเล็ก
“เพื่อทดแทนบุญคุณ”
นางเบิกตากว้างตกใจ โล่งใจในคราวเดียว เมื่อความลับของนางมิได้ถูกเปิดโปงไปเสียตอนนี้ นางคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
“เจ้าค่ะ ท่านอาเป็นผู้มีพระคุณของเจียลี่ มิอาจลืมท่านผู้ช่วยชีวิตข้าเอาไว้”
“อืม... จริงของเจ้า หลายครั้งแล้วที่ข้าเคยช่วยเหลือเจ้า ครอบครัวของเจ้า”
“ข้าไม่เคยลืมบุญคุณท่านแม้สักวัน ข้าเฝ้ารอวันที่จะได้ตอบแทนท่าน”
ครั้งหนึ่งนางถูกเด็กชายร่างอวบอ้วน ปะปนไปกับกลุ่มวัยรุ่นในละแวกตลาดรังแก พวกเขาขัดขานาง ผูกขานางไว้กับต้นไม้ ร้องเพลงประหลาด หัวเราะเย้ยหยันนาง ดูแคลนนางว่าเป็นสตรีพิการขาเป๋ คืนนั้นเกิดการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง โดยไม่มีใครคาดคิด เมื่อเด็กกลุ่มนั้นจากไป นางไม่สามารถแก้มัดเชือกได้ หากโชคชะตายังเข้าข้างนาง ไม่มีผู้ใดได้พบนาง จนท่านอาหวังผ่านมาพอดี
อีกครั้งหนึ่งตอนที่มารดาของนางและนางไปเป็นธุระนำเกวียนผ้าเข้าเมือง กลุ่มโจรบุกรุกมาโดยมิใช่เรื่องบังเอิญ ผ้าเหล่านั้นเป็นของขุนนางระดับสูง รวมทั้งกุ้ยเฟย เครื่องประดับล้ำค่าเป็นสมบัติในท้องพระคลัง ล้วนมีมูลค่ามหาศาล ท่านอาหวังมาเยี่ยมเยียนบ้านของนาง มาหาท่านอาหญิงเป็นประจำ เขาจึงให้ความช่วยเหลือสกุลเยี่ยได้ทันท่วงที
เป็นเรื่องดีกับทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้ช่วยเหลือและผู้ได้รับความช่วยเหลือ หวังเฟยได้รับการปูนบำเหน็จความดีความชอบ ได้เป็นผู้ตรวจการสินค้าในราชสำนัก เพิ่มอีกหนึ่งตำแหน่ง นอกเหนือจากการเป็นผู้ควบคุมโรงแร่โลหะ
“บุญคุณต้องทดแทน หนี้แค้นต้องชำระ”
เจียลี่วางไหสุราใบใหม่บรรจุเหล้ากลั่นจนล้นเต็มถึงปากขวด บนโต๊ะข้างฟูกนอน นางรินใส่ถ้วยใบเล็กของนาง ถือโอกาสยกสุราขึ้นดื่มจอกหนึ่ง
“ก็ดี... ในเมื่อท่านอาหญิงตัดสินใจไปจากท่าน ข้าไม่มีวันยอมให้นางกลับมาหลอกลวงท่านอาอีก ข้าจะมาทำหน้าที่ของข้าด้วยตนเอง นางจะไม่มีโอกาสได้ขโมยสิ่งใดไปจากข้า แอบอ้างฝีมือข้าอีกแม้แต่อย่างเดียว”
ในที่สุดนางก็สารภาพออกมาอย่างกล้าหาญ ร่างบางในอาภรณ์สีหวานแลดูสดใสราวกับว่านางเป็นหญิงสาวผู้มากับฤดูใบไม้ผลิ ปรากฏรอยยิ้มจริงใจให้ท่านอาผู้มีหน้าตาบึ้งตึงอยู่ตลอด
