บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 ตั้งแต่วันนี้ ข้าจะเลิกรักท่าน

ตอนที่ 4 ตั้งแต่วันนี้ ข้าจะเลิกรักท่าน

เมื่อก่อน ข้าเคยคิดว่าหากท่านหันมามองข้าสักครั้ง โลกทั้งใบของข้าก็คงสว่างไสว

แต่ตอนนี้ ข้าเพิ่งเข้าใจว่าโลกของข้าไม่จำเป็นต้องมีท่านอยู่ตรงกลาง

รุ่งเช้าของสำนักเมฆาคราม แสงอาทิตย์สีทองส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในเรือนพักของเย่ชิงหลี

สาวใช้หลายคนกำลังจัดเตรียมเสื้อผ้าและเครื่องประดับตามปกติ ทว่าบรรยากาศในวันนี้กลับแตกต่างจากทุกวัน เพราะคุณหนูที่เคยเลือกชุดอยู่นานกว่าครึ่งชั่วยาม กลับเรียกทุกคนมารวมตัวกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดี

“นำหีบไม้ทั้งหมดออกมา”

เย่ชิงหลีนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง สวมอาภรณ์สีขาวเรียบง่าย ผมดำยาวถูกรวบไว้ด้วยริบบิ้นสีเดียวกัน ใบหน้าที่ปราศจากเครื่องประดับยังคงงดงาม แต่ดูสงบกว่าครั้งก่อนมาก

เสี่ยวเถายืนอยู่ข้างนาง สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย

“คุณหนูจะจัดห้องใหม่หรือเจ้าคะ?”

“ไม่ใช่”

เย่ชิงหลีวางหวีไม้ลง แล้วหันไปมองตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ตรงมุมห้อง

“ข้าจะเก็บของที่ไม่จำเป็นแล้ว”

“ของที่ไม่จำเป็น?”

“ใช่ เริ่มจากชุดสีแดงทั้งหมด”

เสี่ยวเถาเบิกตากว้าง

“ชุดแดงทั้งหมดเลยหรือเจ้าคะ?!”

นางแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

ชุดสีแดงเป็นสิ่งที่คุณหนูเย่โปรดปรานที่สุด โดยเฉพาะชุดผ้าไหมสีชาดปักลายดอกเหมยด้วยดิ้นทองที่นางสวมไปปรากฏตัวในห้องเรียนของอาจารย์เซี่ย

คุณหนูเคยกล่าวหลายครั้งว่า สีแดงทำให้นางดูโดดเด่นที่สุด และอาจารย์เซี่ยจะต้องสังเกตเห็นนางไม่ช้าก็เร็ว

แม้เซี่ยหานโจวจะไม่เคยชมแม้แต่ครั้งเดียว คุณหนูก็ไม่เคยยอมแพ้

แต่ตอนนี้ นางกลับสั่งให้เก็บชุดเหล่านั้นทั้งหมด

“คุณหนูเจ้าคะ หรือว่าท่านยังโกรธอาจารย์เซี่ยอยู่? หากท่านไม่พอใจที่เขาไม่มาเยี่ยมบ่อย ๆ บ่าวสามารถไปถาม…”

“เสี่ยวเถา”

เย่ชิงหลีเรียกนางเบา ๆ

“ข้าไม่ได้โกรธเขา”

“เช่นนั้น…”

“ข้าแค่ไม่ต้องการใส่ใจเขาอีกแล้ว”

คำตอบนั้นทำให้เสี่ยวเถานิ่งงัน

เย่ชิงหลีลุกขึ้น เปิดตู้เสื้อผ้าด้วยตนเอง แล้วหยิบชุดสีแดงสดตัวหนึ่งออกมา

ผ้าไหมเนื้อละเอียดสะท้อนแสงอาทิตย์ ลวดลายปักทองงดงามประณีต ชุดนี้เป็นชุดที่นางเคยใช้เวลาหลายวันเลือกจากร้านผ้าที่ดีที่สุดในเมือง เพราะต้องการสวมมันไปให้อาจารย์เซี่ยเห็นเป็นคนแรก

นางเคยจินตนาการถึงสีหน้าของเขา

เคยคิดว่าเขาอาจมองนางนานขึ้นสักนิด

บางทีอาจเอ่ยชมเพียงประโยคเดียว

แม้จะเป็นเพียงคำว่า “เหมาะสม” นางก็อาจดีใจไปทั้งวัน

เย่ชิงหลีลูบเนื้อผ้าเบา ๆ ก่อนพับมันอย่างเรียบร้อย

“นำไปเก็บในหีบให้หมด”

“คุณหนู…”

“เสื้อคลุม เครื่องประดับ ปิ่นหยก และเครื่องประดับผมที่ข้าซื้อเพราะคิดว่าเขาจะชอบ ก็นำไปเก็บด้วย”

นางหยุดเล็กน้อย ก่อนเสริมว่า

“หากมีของชิ้นใดที่ยังใช้งานได้และไม่จำเป็นต้องเก็บไว้ ก็แบ่งให้สาวใช้คนอื่นได้ตามสมควร”

เสี่ยวเถามองเจ้านายของตนราวกับกำลังเห็นคนแปลกหน้า

คุณหนูของนางเคยหวงเครื่องประดับเหล่านี้มาก หากใครเผลอทำปิ่นตกพื้นก็อาจถูกตำหนิอยู่ครึ่งวัน แต่ตอนนี้นางกลับพูดราวกับของทั้งหมดเป็นเพียงสิ่งของธรรมดา

เย่ชิงหลีไม่ได้อธิบายเพิ่มเติม

นางรู้ดีว่า การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยคำประกาศยิ่งใหญ่

บางครั้ง เพียงหยุดทำสิ่งเดิม ๆ ที่เคยทำซ้ำทุกวัน ก็ถือเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนชีวิตแล้ว

เมื่อจัดการเสื้อผ้าเสร็จแล้ว เย่ชิงหลีก็เดินไปยังหีบไม้ใบเล็กที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะหนังสือ

นางเปิดฝาหีบออกอย่างช้า ๆ

ภายในเต็มไปด้วยจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของนางเอง บางฉบับใช้กระดาษสีอ่อน บางฉบับประดับกลีบดอกเหมยแห้ง บางฉบับมีกลิ่นหอมจากน้ำอบที่นางตั้งใจเลือกเป็นพิเศษ

ทุกฉบับมีชื่อของคนคนเดียวกันอยู่บนหน้าซอง

เซี่ยหานโจว

เสี่ยวเถาชะโงกหน้ามอง ก่อนยกมือปิดปากด้วยความตกใจ

“คุณหนู… จดหมายเหล่านี้…”

“จดหมายรักที่ข้าเขียนให้เขา”

เย่ชิงหลีตอบตรง ๆ

“มีทั้งหมดเท่าใด?”

เสี่ยวเถาก้มลงนับอย่างคร่าว ๆ ก่อนตอบเสียงเบา

“บ่าวจำได้ว่ามีมากกว่าร้อยฉบับเจ้าค่ะ บางฉบับคุณหนูเขียนใหม่ถึงสามครั้ง เพราะไม่พอใจถ้อยคำเดิม…”

พูดถึงตรงนี้ เสี่ยวเถาก็รีบหยุด

นางรู้ว่าตนเองไม่ควรพูดต่อ

แต่เย่ชิงหลีกลับหัวเราะออกมาเบา ๆ

“ข้าถึงกับเขียนจดหมายหนึ่งฉบับซ้ำสามครั้งเชียวหรือ?”

“เจ้าค่ะ…”

“ช่างมีความอดทนเสียจริง”

น้ำเสียงของนางไม่มีความขมขื่น มีเพียงความประหลาดใจปนขบขันต่อตัวเอง

นางหยิบจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาเปิดอ่าน

ถึงอาจารย์เซี่ย

วันนี้ข้าได้ยินว่าท่านจะไปตรวจลานฝึกกระบี่ ข้าจึงตั้งใจฝึกกระบี่ตั้งแต่เช้า หวังว่าหากท่านผ่านมาเห็น ท่านจะพบว่าข้าก็สามารถตั้งใจฝึกตนได้เช่นกัน…

เย่ชิงลีอ่านได้เพียงไม่กี่บรรทัดก็หยุดลง

ความทรงจำเก่า ๆ ไหลย้อนกลับมา

วันนั้นนางฝึกกระบี่จนมือเมื่อย แต่เซี่ยหานโจวเพียงเดินผ่านไปโดยไม่ได้หยุดมอง

นางจึงเขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อบอกเขาว่านางตั้งใจมากเพียงใด

ทว่าในท้ายที่สุด จดหมายก็ไม่ได้ถูกส่งออกไป

เพราะนางกลัวว่าเขาจะรำคาญ

เย่ชิงหลีวางจดหมายกลับลงในหีบ

“เสี่ยวเถา ไปนำเตาอุ่นน้ำชามาให้ข้า”

“คุณหนูจะทำอะไรเจ้าคะ?”

“ข้าจะเผาจดหมายเหล่านี้”

เสี่ยวเถาหน้าซีดลงทันที

“เผา… ทั้งหมดเลยหรือเจ้าคะ?”

“ใช่”

“แต่คุณหนูเขียนจดหมายเหล่านี้ด้วยตนเองทั้งหมดนะเจ้าคะ!”

“ข้ารู้”

เย่ชิงหลีปิดฝาหีบ แล้วลูบไม้เนื้อเรียบเบา ๆ

“เพราะเป็นสิ่งที่ข้าเขียนเอง ข้าจึงมีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะเก็บมันไว้หรือไม่”

นางไม่ได้ต้องการลบความทรงจำทั้งหมดทิ้ง

เพราะต่อให้เผาจดหมายจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ความรู้สึกในอดีตก็ไม่ได้หายไปพร้อมกัน

สิ่งที่นางต้องการทำลาย ไม่ใช่ความทรงจำว่าตนเองเคยรักใคร

แต่เป็นความคาดหวังที่ผูกมัดนางไว้กับคนคนนั้น

ไม่นานนัก เตาอุ่นน้ำชาก็ถูกนำมาวางไว้กลางลานเล็ก ๆ หลังเรือน

เย่ชิงหลีนั่งลง เปิดหีบ และหยิบจดหมายออกมาทีละฉบับ

นางไม่ได้รีบร้อน

ทุกฉบับถูกพับอย่างเรียบร้อย ก่อนวางลงในเตาอย่างระมัดระวัง

เปลวไฟค่อย ๆ ลุกขึ้น กลืนกระดาษสีอ่อนทีละแผ่น

ชื่อของเซี่ยหานโจวค่อย ๆ หายไปในเปลวเพลิง

เสี่ยวเถายืนอยู่ข้าง ๆ อย่างเงียบงัน

ส่วนเย่ชิงหลีกลับมองเปลวไฟด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

“ลาก่อน”

นางกล่าวเบา ๆ

“ความรักที่ไม่เคยได้รับคำตอบ”

ลมพัดผ่านลานเรือน เถ้ากระดาษสีเทาปลิวขึ้นกลางอากาศ ก่อนสลายหายไปกับสายลม

ในวินาทีนั้น เย่ชิงหลีไม่ได้รู้สึกว่าตนเองสูญเสียสิ่งใด

กลับกัน นางรู้สึกเหมือนวางสัมภาระหนักอึ้งที่แบกมานานลงได้เสียที

หลังจากจัดเก็บของทั้งหมดแล้ว เย่ชิงหลีก็เรียกเสี่ยวเถามานั่งตรงข้าม

บนโต๊ะมีตำราฝึกปราณสามเล่ม กระดาษเปล่าหลายแผ่น และพู่กันที่นางเตรียมไว้ตั้งแต่เช้า

เสี่ยวเถามองสิ่งเหล่านั้นสลับกับใบหน้าของเจ้านาย ก่อนเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ

“คุณหนู… ท่านจะเริ่มเรียนตำราตั้งแต่วันนี้จริง ๆ หรือเจ้าคะ?”

“แน่นอน”

“แต่เมื่อก่อนท่านมักบอกว่าตำราฝึกตนน่าเบื่อเกินไป…”

“เมื่อก่อนข้าโง่เขลาเอง”

เย่ชิงหลีตอบอย่างตรงไปตรงมา

เสี่ยวเถารีบส่ายหน้า

“คุณหนูอย่าพูดเช่นนั้นเจ้าค่ะ! ท่านมีพรสวรรค์มาก เพียงแต่…”

“เพียงแต่ข้าเอาเวลาทั้งหมดไปสนใจคนที่ไม่ควรสนใจ ใช่หรือไม่?”

เสี่ยวเถาเงียบไป

คำพูดนี้อาจฟังดูรุนแรง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่นางกล้าปฏิเสธ

เย่ชิงหลีถอนหายใจ ก่อนจับมือสาวใช้ไว้

“เสี่ยวเถา ข้ารู้ว่าเจ้าหวังดีกับข้ามาตลอด เมื่อก่อนเจ้าคอยช่วยข้าคิดแผนต่าง ๆ เพื่อให้ข้าได้ใกล้ชิดอาจารย์เซี่ย เพราะคิดว่านั่นจะทำให้ข้ามีความสุข”

“บ่าว…”

“ข้าไม่โทษเจ้า”

เย่ชิงหลียิ้มบาง ๆ

“แต่จากนี้ไป ข้าไม่ต้องการให้เจ้าช่วยข้าทำเรื่องเช่นนั้นอีกแล้ว”

เสี่ยวเถาก้มหน้าลง ดวงตาเริ่มแดงก่ำ

“คุณหนู ท่านผิดหวังในอาจารย์เซี่ยแล้วหรือเจ้าคะ?”

เย่ชิงหลีนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“อาจกล่าวได้เช่นนั้น”

“เช่นนั้น… ท่านจะไม่ชอบเขาอีกแล้วจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”

คำถามนี้ทำให้นางเงียบไปนานกว่าที่คิด

นางไม่อาจโกหกได้ว่าตนเองไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว

ความรู้สึกที่สะสมมาหลายปีไม่อาจหายไปได้เพียงเพราะนางตัดสินใจเปลี่ยนแปลงตัวเอง

แต่การยังมีความรู้สึก ไม่ได้หมายความว่านางต้องทำตามความรู้สึกนั้น

เย่ชิงหลีจึงเงยหน้าขึ้นมองเสี่ยวเถาอย่างจริงจัง

“ฟังให้ดีนะ เสี่ยวเถา”

“เจ้าค่ะ”

“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะไม่ตามเซี่ยหานโจวอีก”

นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อทีละคำ

“ข้าจะไม่ส่งขนมให้เขา ไม่เขียนจดหมายรัก ไม่ไปรอหน้าห้องเรียน และจะไม่สร้างเรื่องเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขาอีก”

“หากพบเขา ข้าจะคารวะในฐานะอาจารย์ผู้หนึ่ง หากเขามีคำสั่ง ข้าจะปฏิบัติตามกฎของสำนักอย่างเหมาะสม แต่ข้าจะไม่ทำทุกอย่างเพียงเพื่อให้เขาหันมามองข้า”

แววตาของนางแน่วแน่ขึ้น

“เสี่ยวเถา ข้าขอสัญญากับเจ้า และขอสัญญากับตัวเองด้วยว่า ข้าจะไม่มีวันตามเซี่ยหานโจวอีก”

เสี่ยวเถานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นยืนแล้วคุกเข่าลง

“บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!”

เย่ชิงหลีสะดุ้ง รีบลุกขึ้นประคองนาง

“เจ้าเป็นอะไรไป? ลุกขึ้นเร็วเข้า!”

“บ่าวเพียงดีใจเจ้าค่ะ”

เสี่ยวเถาเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา

“บ่าวไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณหนูในช่วงสองวันที่หมดสติ แต่หากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะทำให้ท่านมีความสุขมากขึ้น บ่าวก็จะอยู่ข้างท่านเอง”

เย่ชิงหลีรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ

ในนิยาย เสี่ยวเถาเป็นเพียงสาวใช้ที่ติดตามเย่ชิงหลี และสุดท้ายก็ได้รับผลกระทบจากความผิดพลาดของผู้เป็นนาย

แต่ในชีวิตนี้ นางจะไม่ปล่อยให้เสี่ยวเถาต้องมีจุดจบเช่นนั้น

“ขอบใจนะ”

เย่ชิงหลีเอ่ยเบา ๆ

“ต่อจากนี้ เราจะใช้ชีวิตให้ดีด้วยกัน”

ข่าวการเปลี่ยนแปลงของเย่ชิงหลีแพร่กระจายไปทั่วเรือนพักอย่างรวดเร็ว

เดิมที เหล่าสาวใช้คุ้นเคยกับการเตรียมขนมและเครื่องดื่มให้คุณหนูนำไปมอบแก่เซี่ยหานโจวทุกวัน บางคนถึงกับต้องตื่นก่อนฟ้าสางเพื่อจัดเตรียมอาหารที่นางคิดว่าอาจารย์หนุ่มชื่นชอบ

แต่เช้าวันนี้กลับไม่มีคำสั่งเช่นนั้น

แทนที่จะถามหาขนมดอกเหมย เย่ชิงหลีกลับเรียกหาตำราฝึกปราณ

แทนที่จะให้สาวใช้ช่วยเลือกปิ่นหยก นางกลับขอให้พวกนางจัดโต๊ะหนังสือให้เป็นระเบียบ

และแทนที่จะใช้เวลาครึ่งวันเลือกชุดสีแดง นางกลับสวมอาภรณ์สีขาวเรียบง่ายแล้วออกไปเดินเล่นในสวนหลังเรือน

สาวใช้สองคนกระซิบกันอยู่ตรงทางเดิน

“คุณหนูเย่เปลี่ยนไปจริง ๆ หรือ?”

“ข้าไม่แน่ใจ แต่เมื่อเช้านางอ่านตำราติดต่อกันตั้งหนึ่งชั่วยาม!”

“หนึ่งชั่วยาม? คุณหนูเย่เนี่ยนะ?”

“เบาเสียงหน่อย หากนางได้ยินเข้า…”

เสียงกระซิบเงียบลงทันทีเมื่อเย่ชิงหลีเดินผ่าน

นางได้ยินทุกคำ แต่ไม่ได้ตำหนิพวกนาง

กลับกัน นางยังหยุดฝีเท้าแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง ๆ

“หากพวกเจ้ามีเวลาว่างมากนัก ก็ช่วยข้าจัดชั้นหนังสือได้ ตำราเก่าหลายเล่มวางผิดที่แล้ว”

สาวใช้ทั้งสองรีบก้มศีรษะ

“เจ้าค่ะ คุณหนู!”

เย่ชิงหลีเดินต่อไปอย่างไม่ใส่ใจ

ในอดีต นางคงโกรธที่บ่าวไพร่กล้านำเรื่องของตนไปพูดเล่น แต่ตอนนี้นางกลับเข้าใจว่า หากตนเองไม่ต้องการให้ใครนินทา ก็ไม่ควรสร้างเรื่องให้คนอื่นต้องพูดถึงอยู่เสมอ

การเปลี่ยนแปลงไม่ได้หมายถึงการบังคับให้ทุกคนเชื่อว่านางเป็นคนใหม่

นางเพียงต้องทำให้เห็นด้วยการกระทำอย่างต่อเนื่อง

ส่วนคนอื่นจะเชื่อหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของพวกเขา

ยามสาย เย่ชิงหลีนั่งอยู่ใต้ต้นไผ่หลังเรือน ตรงหน้ามีตำราฝึกปราณขั้นพื้นฐานเปิดค้างไว้

นางอ่านตัวอักษรทีละบรรทัด แล้วจดบันทึกสิ่งสำคัญลงบนกระดาษ

เนื้อหาเกี่ยวกับการรวบรวมพลังปราณ การควบคุมลมหายใจ และการรักษาสมาธิ แม้จะเป็นพื้นฐานสำหรับผู้ฝึกตน แต่สำหรับเย่ชิงหลีที่เคยปล่อยปละละเลยการเรียนมานาน ก็ยังมีรายละเอียดมากมายที่ต้องทบทวน

นางขมวดคิ้วเมื่ออ่านถึงส่วนที่อธิบายการไหลเวียนของพลังปราณ

“เหตุใดจึงซับซ้อนเช่นนี้…”

เสี่ยวเถาที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ รีบถาม

“คุณหนูไม่เข้าใจหรือเจ้าคะ? ให้บ่าวไปตามอาจารย์มาสอนหรือไม่?”

“ไม่ต้อง”

เย่ชิงหลีตอบทันที

เสี่ยวเถากะพริบตา

“แต่หากมีอาจารย์ชี้แนะ ท่านจะเข้าใจได้เร็วขึ้นนะเจ้าคะ”

“ข้ารู้”

เย่ชิงหลีใช้พู่กันวงข้อความสำคัญไว้

“แต่ข้าสามารถลองทำความเข้าใจด้วยตัวเองก่อนได้ หากยังไม่เข้าใจจริง ๆ ค่อยไปขอคำชี้แนะจากผู้ดูแลการฝึกตน”

นางตั้งใจเว้นระยะห่างจากเซี่ยหานโจว ไม่ใช่เพราะต้องการประชดเขา แต่เพราะไม่ต้องการกลับไปผูกทุกเรื่องในชีวิตเข้ากับเขาอีก

หากนางต้องการเรียนรู้ ก็เรียนรู้เพื่อตนเอง

หากต้องการแข็งแกร่ง ก็เพื่อให้ตนเองมีอำนาจกำหนดอนาคต

ไม่ใช่เพื่อให้บุรุษคนหนึ่งหันมาชื่นชม

เย่ชิงหลีปิดตำราลงชั่วครู่ แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้า

เมฆสีขาวลอยผ่านยอดเขาอย่างเชื่องช้า

นางไม่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำไปสู่สิ่งใด

ไม่รู้ว่าชะตากรรมในนิยายจะเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใด

แต่สิ่งหนึ่งที่นางมั่นใจ คืออย่างน้อยวันนี้นางก็ได้ทำบางสิ่งเพื่อตัวเองแล้ว

และนั่นก็มากพอสำหรับการเริ่มต้น

อีกฟากหนึ่งของสำนักเมฆาคราม เซี่ยหานโจวกำลังตรวจตำราของเหล่าศิษย์ในห้องเรียน

ก่อนเริ่มสอน เขาเหลือบมองไปยังประตูโดยไม่รู้ตัว

เมื่อก่อน เย่ชิงหลีมักมาถึงก่อนเวลาเสมอ

บางวันนางนำขนมมาให้ บางวันนำชาร้อนมาให้ และบางวันก็ถือจดหมายที่เขาไม่เคยขอมาไว้ในมือ

แม้เขาจะบอกให้นางกลับไปอ่านตำรา นางก็ยังยิ้มร่าแล้วตอบว่าจะมาใหม่ในวันถัดไป

แต่ตลอดหลายวันที่ผ่านมา กลับไม่มีเงาของนางปรากฏอยู่หน้าห้องเรียนอีกเลย

เซี่ยหานโจวขมวดคิ้ว

หรือว่านางยังไม่หายดี?

ความคิดนั้นเพิ่งเกิดขึ้น เขาก็ส่ายหน้าเล็กน้อย

เขาไม่ควรใส่ใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้มากเกินไป

หากเย่ชิงหลีต้องการพักฟื้น ก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว

เขาเปิดตำราบนโต๊ะ เตรียมเริ่มบทเรียนตามกำหนดการ

แต่ในขณะที่กำลังจะกล่าวเปิดชั้นเรียน ศิษย์คนหนึ่งกลับวิ่งเข้ามาจากด้านนอก

“รายงานอาจารย์เซี่ย!”

“มีเรื่องอะไร?”

“ข้าน้อยผ่านเรือนพักของคุณหนูเย่มาเมื่อครู่ ได้ยินว่า… คุณหนูเย่กำลังตั้งใจศึกษาตำราฝึกปราณอยู่ขอรับ”

เซี่ยหานโจวชะงักไปเล็กน้อย

“เจ้าว่าอะไรนะ?”

“คุณหนูเย่กำลังอ่านตำราฝึกปราณอยู่ขอรับ อีกทั้งยังสั่งให้สาวใช้เก็บชุดสีแดงและเครื่องประดับทั้งหมดด้วย”

ศิษย์ผู้นั้นหยุดคิด ก่อนกล่าวเสริม

“ยังมีข่าวลืออีกว่า นางเผาจดหมายรักทั้งหมดที่เคยเขียนให้อาจารย์ด้วยขอรับ”

ห้องเรียนพลันเงียบลง

ศิษย์ที่อยู่ใกล้ ๆ หันมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ

บางคนถึงกับกลั้นยิ้ม เพราะเรื่องเย่ชิงหลีตามตื๊อเซี่ยหานโจวเป็นสิ่งที่คนในสำนักรู้กันดี

แต่เซี่ยหานโจวกลับไม่ได้แสดงสีหน้าเช่นที่ทุกคนคาดไว้

เขาเพียงวางตำราลงช้า ๆ

“เผาแล้วหรือ?”

“ขอรับ”

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง

เหตุใดจึงต้องเผาจดหมายทั้งหมด?

หากนางต้องการเปลี่ยนพฤติกรรม ก็เพียงหยุดส่งจดหมายเสียก็ได้ เหตุใดจึงต้องทำถึงขั้นนั้น?

หรือว่านางกำลังโกรธเขา?

เซี่ยหานโจวรู้สึกว่าคำอธิบายนี้ฟังขึ้นที่สุด

เย่ชิงหลีเคยเป็นคนที่แสดงความรู้สึกอย่างเปิดเผย หากนางไม่พอใจสิ่งใด นางย่อมทำให้ทุกคนรู้

บางทีการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันครั้งนี้อาจเป็นเพียงการประชดประชันรูปแบบใหม่

เขาหยิบตำราขึ้นมาอีกครั้ง

“เรื่องส่วนตัวของศิษย์ ไม่จำเป็นต้องนำมาพูดในห้องเรียน เริ่มบทเรียนได้แล้ว”

“ขอรับ!”

เสียงตอบรับดังขึ้นพร้อมกัน

เซี่ยหานโจวเริ่มอธิบายเนื้อหาบนกระดานตามปกติ

ทว่าในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนเริ่มบทเรียน เขากลับเหลือบมองไปยังประตูอีกครั้ง

ครั้งนี้ไม่มีใครสังเกตเห็น

และไม่มีใครรู้ว่า ความเงียบของเย่ชิงหลีได้เริ่มทิ้งคำถามบางอย่างไว้ในใจของบุรุษผู้ไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องเป็นฝ่ายสงสัยเกี่ยวกับนาง

คืนนั้น เย่ชิงหลีนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองแสงจันทร์ที่ทอดลงบนลานเรือน

เสี่ยวเถานำชาร้อนมาวางให้ ก่อนยืนอยู่ข้างหลังอย่างเงียบ ๆ

“คุณหนู วันนี้ท่านอ่านตำราไปสามเล่มแล้วนะเจ้าคะ ควรพักผ่อนได้แล้ว”

“อีกสักครู่”

เย่ชิงหลีปิดตำราเล่มสุดท้าย แล้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา

บนกระดาษนั้นมีข้อความสั้น ๆ ที่นางเขียนไว้ตั้งแต่ตอนบ่าย

กฎสามข้อของเย่ชิงหลีคนใหม่

ข้อหนึ่ง …ไม่ทำร้ายผู้อื่นเพราะความริษยา

ข้อสอง …ไม่ทอดทิ้งอนาคตของตนเองเพื่อความรัก

ข้อสาม …ไม่ยอมให้บุรุษคนใดเป็นผู้กำหนดคุณค่าของชีวิต

นางอ่านมันอีกครั้ง ก่อนยิ้มบาง ๆ

“เสี่ยวเถา เจ้าคิดว่าคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือไม่?”

สาวใช้ครุ่นคิดเล็กน้อย

“บ่าวไม่ทราบว่าคนอื่นเป็นอย่างไร แต่บ่าวคิดว่าคุณหนูเปลี่ยนแปลงได้เจ้าค่ะ”

เย่ชิงหลีหันไปมองนาง

“เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น?”

“เพราะวันนี้ท่านเปลี่ยนแปลงไปแล้วจริง ๆ”

เสี่ยวเถาตอบอย่างหนักแน่น

“เมื่อก่อนท่านอาจทำทุกอย่างเพื่อให้อาจารย์เซี่ยหันมามอง แต่วันนี้ท่านกลับนั่งอ่านตำราโดยไม่ถามถึงเขาแม้แต่ครั้งเดียว บ่าวคิดว่านี่ก็คือการเปลี่ยนแปลงแล้วเจ้าค่ะ”

เย่ชิงหลีนิ่งฟัง ก่อนพยักหน้าอย่างช้า ๆ

บางทีนางอาจไม่สามารถเปลี่ยนทุกอย่างได้ในวันเดียว

บางทีวันพรุ่งนี้นางอาจยังเผลอหันไปมองหาเขา

บางทีเมื่อได้ยินชื่อของเขา นางอาจยังรู้สึกสะเทือนใจ

แต่ไม่เป็นไร

การเริ่มต้นใหม่ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าต้องลืมอดีตได้ทั้งหมด

เพียงไม่ยอมให้อดีตลากนางกลับไปสู่จุดเดิม ก็เพียงพอแล้ว

เย่ชิงหลีลุกขึ้นยืน มองแสงจันทร์ที่ส่องผ่านยอดไผ่

“เสี่ยวเถา”

“เจ้าคะ?”

“จำคำพูดของข้าในวันนี้ไว้ให้ดี”

นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ แต่แฝงความมุ่งมั่น

“ตั้งแต่วันนี้ ข้าจะไม่ตามเซี่ยหานโจวอีก ไม่ว่าเขาจะทำอะไร ไม่ว่าเขาจะอยู่กับใคร ข้าจะไม่เอาชีวิตของตัวเองไปผูกไว้กับเขาอีกแล้ว”

นางเว้นช่วง ก่อนกล่าวต่อ

“ข้าจะฝึกตน จะเรียนรู้ และจะหาทางสร้างอนาคตของตัวเอง”

“วันหนึ่ง หากข้าต้องออกจากสำนักเมฆาคราม ข้าก็จะออกไปอย่างสง่างาม ไม่ใช่ในฐานะนางร้ายที่ถูกทุกคนทอดทิ้ง”

ลมกลางคืนพัดผ่านม่านบางเบา

เสี่ยวเถาก้มศีรษะรับคำ ก่อนยิ้มออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน

“บ่าวจะจดจำไว้เจ้าค่ะ”

เย่ชิงหลีหันกลับไปมองโต๊ะหนังสือ

จดหมายรักทั้งหมดถูกเผาไปแล้ว

ชุดแดงและเครื่องประดับถูกเก็บเข้าหีบ

ส่วนหัวใจที่เคยหมุนรอบบุรุษผู้หนึ่ง ก็เริ่มเรียนรู้ที่จะกลับมาอยู่กับเจ้าของของมันอีกครั้ง

นางรู้ดีว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล

แต่ครั้งนี้ นางจะไม่เดินไปเพื่อให้ใครรัก

นางจะเดินไปเพื่อให้ตนเองมีชีวิตที่ดี

เพราะเย่ชิงหลีไม่จำเป็นต้องได้รับความรักจากเซี่ยหานโจว จึงจะมีสิทธิ์ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

และนับจากคืนนี้เป็นต้นไป เรื่องราวของนางจะไม่ใช่เพียงเรื่องของนางร้ายที่หลงรักพระเอกอีกต่อไป

มันจะเป็นเรื่องของหญิงสาวคนหนึ่งที่ตัดสินใจเปลี่ยนชะตากรรมของตัวเอง

จบตอนที่ 4

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel