บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 อาจารย์เริ่มมองหาศิษย์ที่หายไป

ตอนที่ 5 อาจารย์เริ่มมองหาศิษย์ที่หายไป

เมื่อคนผู้หนึ่งเคยปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าทุกวัน จนกลายเป็นความเคยชิน… วันที่เขาหายไปอย่างกะทันหัน แม้แต่ความเงียบก็ยังชวนให้รู้สึกแปลกประหลาด

ยามเช้าของสำนักเมฆาคราม หมอกบางปกคลุมยอดเขา เสียงกระดิ่งลมใต้ชายคาดังแผ่วเบาตามแรงลม เหล่าศิษย์ทยอยเดินเข้าสู่ห้องเรียนเพื่อเตรียมตัวรับฟังการบรรยายเรื่องการควบคุมพลังปราณ

เซี่ยหานโจวเดินเข้ามาตามเวลาเช่นทุกวัน

อาภรณ์สีขาวอมฟ้าของเขาสะอาดเรียบร้อย เส้นผมดำสนิทรวบด้วยปิ่นหยก ใบหน้าสงบนิ่งไม่เผยอารมณ์แม้แต่น้อย

เขาวางตำราลงบนโต๊ะ ก่อนกวาดสายตามองเหล่าศิษย์ที่นั่งเรียงแถวอยู่เบื้องหน้า

ทุกอย่างดูเหมือนเดิม

โต๊ะไม้เรียงเป็นระเบียบ ตำราถูกจัดวางไว้ครบถ้วน เสียงสนทนาเบา ๆ ดังขึ้นจากมุมห้อง

แต่มีบางสิ่งหายไป

เซี่ยหานโจวขมวดคิ้วเล็กน้อย

วันนี้ไม่มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบจากทางเดินด้านนอก

ไม่มีเสียงหญิงสาวเรียกเขาด้วยน้ำเสียงสดใสว่า “อาจารย์เซี่ย!”

และไม่มีใครถือกล่องขนมดอกเหมยเข้ามาวางบนโต๊ะ พร้อมรอยยิ้มที่เขามักตอบกลับด้วยความเย็นชา

เขาก้มมองโต๊ะของตนโดยไม่รู้ตัว

ว่างเปล่า

ไม่มีขนม ไม่มีชา ไม่มีจดหมายที่เขาไม่เคยเปิดอ่าน

เซี่ยหานโจวหยุดนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนยกตำราขึ้นเปิด

ในที่สุดนางก็เลิกทำเรื่องไร้สาระเสียที

เขาบอกตัวเองเช่นนั้น

นี่ควรเป็นเรื่องดีมิใช่หรือ?

เย่ชิงหลีไม่มารบกวนการสอน เขาก็สามารถเริ่มบทเรียนได้ตรงเวลา เหล่าศิษย์ไม่ต้องเสียสมาธิ และตัวนางเองก็จะมีเวลาไปทบทวนตำราแทนการวิ่งตามเขา

ทุกอย่างสมเหตุสมผล

ทว่าเมื่อเสียงระฆังเริ่มเรียนดังขึ้น เซี่ยหานโจวกลับเผลอมองไปยังประตูอีกครั้ง

ไม่มีใครเข้ามา

เขาจึงเริ่มบรรยายตามปกติ

“วันนี้เราจะศึกษาเรื่องการไหลเวียนของพลังปราณภายในเส้นลมปราณทั้งแปด…”

เสียงของเขายังคงราบเรียบและชัดเจน

แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่ออธิบายไปได้เพียงครึ่งบท เขากลับรู้สึกว่าห้องเรียนในวันนี้เงียบผิดปกติ

ไม่ใช่เพราะเหล่าศิษย์ไม่ตั้งใจฟัง

หากเป็นความเงียบที่เกิดจากการขาดหายของบางสิ่ง ซึ่งเขาไม่เคยคิดว่าตนเองจะสังเกตเห็น

เซี่ยหานโจววางพู่กันลง

“วันนี้มีผู้ใดไม่เข้าใจเนื้อหาหรือไม่?”

เหล่าศิษย์ส่ายหน้า

“ไม่มีขอรับ!”

เขาพยักหน้า ก่อนกวาดตามองห้องเรียนอีกครั้ง

จากนั้นก็พบว่าตนเองกำลังมองไปยังที่นั่งด้านข้างประตูโดยไม่รู้ตัว

ที่นั่งนั้นไม่ใช่ที่ประจำของเย่ชิงหลี เพราะนางไม่เคยตั้งใจนั่งเรียนอย่างเป็นกิจจะลักษณะอยู่แล้ว

แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นางมักยืนอยู่บริเวณนั้นเสมอ

บางครั้งถือขนม

บางครั้งถือจดหมาย

บางครั้งก็เพียงยืนยิ้มให้เขา แม้จะถูกสั่งให้กลับไปอ่านตำราหลายครั้งก็ตาม

วันนี้กลับไม่มีแม้แต่เงาของนาง

เซี่ยหานโจวขมวดคิ้วแน่นขึ้นเล็กน้อย

นางกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?

หลังสิ้นสุดบทเรียน เหล่าศิษย์ทยอยเก็บตำราและออกจากห้อง

เซี่ยหานโจวยังคงนั่งอยู่หน้าโต๊ะ เขาเปิดรายชื่อศิษย์ที่ต้องเข้ารับการประเมินในเดือนนี้ แล้วไล่สายตาอ่านไปทีละคน

เมื่อมาถึงชื่อหนึ่ง ปลายนิ้วของเขาก็หยุดลง

เย่ชิงหลี

นางเป็นศิษย์ที่มีพื้นฐานการฝึกตนดี แต่ไม่ค่อยตั้งใจศึกษาตำราเท่าที่ควร หลายครั้งนางขาดการฝึกซ้อมตามกำหนดการ และมักใช้เวลาไปกับเรื่องส่วนตัวมากกว่าการพัฒนาตนเอง

หากนางยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ย่อมเป็นเรื่องน่าเสียดาย

เซี่ยหานโจววางรายชื่อไว้ข้างตัว

“นางควรเริ่มทบทวนตำราได้แล้ว…”

คำพูดนั้นหลุดออกมาโดยไม่รู้ตัว

เขาชะงัก ก่อนขมวดคิ้วใส่ตัวเอง

เหตุใดเขาต้องเป็นห่วงเรื่องการเรียนของนางเป็นพิเศษด้วย?

เย่ชิงหลีเป็นศิษย์คนหนึ่งในสำนัก เขาย่อมมีหน้าที่ชี้แนะนางตามสมควร แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องคอยติดตามทุกการเคลื่อนไหวของนาง

อีกอย่าง นางเพิ่งฟื้นจากการตกน้ำได้ไม่นาน การพักผ่อนย่อมสำคัญกว่าการเร่งฝึกตน

เมื่อคิดได้เช่นนั้น เซี่ยหานโจวจึงปิดรายชื่อแล้วลุกขึ้น

แต่ขณะที่กำลังจะเดินออกจากห้อง ศิษย์ชายคนหนึ่งกลับเดินเข้ามาคารวะ

“คารวะอาจารย์เซี่ย”

“มีธุระอะไร?”

“ข้าน้อยเพียงอยากรายงานว่า วันนี้คุณหนูเย่ไม่ได้มาที่ลานฝึกขอรับ”

เซี่ยหานโจวหันกลับมาทันที

“ใครบอกให้เจ้ามารายงานเรื่องนี้?”

ศิษย์ชายสะดุ้งเล็กน้อย

“ไม่มีผู้ใดสั่งขอรับ ข้าน้อยเพียงเห็นว่าเมื่อก่อนคุณหนูเย่มักมาที่ลานฝึกบ่อย ๆ แต่วันนี้กลับไม่มา จึงคิดว่าอาจารย์อาจต้องการทราบ…”

เสียงของเขาค่อย ๆ เบาลงเมื่อเห็นสีหน้าของเซี่ยหานโจว

เซี่ยหานโจวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า

“นางเพิ่งฟื้นจากการหมดสติ ย่อมควรพักฟื้น เจ้าไม่จำเป็นต้องนำเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้มารายงาน”

“ขอรับ!”

ศิษย์ชายรีบก้มศีรษะแล้วถอยออกไป

เซี่ยหานโจวยืนอยู่ที่เดิมอีกครู่หนึ่ง

จากนั้นก็หันไปมองทางเดินที่ทอดยาวไปยังเรือนพักของศิษย์หญิง

ข้าเพียงต้องการให้แน่ใจว่านางไม่ได้ละเลยการฝึกตนเพราะความเจ็บป่วย

เขาสรุปเหตุผลให้ตัวเองอย่างรวดเร็ว

แต่ถึงจะคิดเช่นนั้น ในใจกลับมีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้

เหตุใดเย่ชิงหลีจึงไม่มาหาข้าอีกเลย?

ในเวลาเดียวกัน ณ เรือนพักของเย่ชิงหลี

หญิงสาวกำลังนั่งอยู่ใต้หน้าต่าง สวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อนเรียบง่าย ผมดำยาวถูกรวบด้วยปิ่นไม้ ไม่มีเครื่องประดับระยิบระยับอย่างที่นางเคยชื่นชอบ

บนโต๊ะมีตำราสามเล่มวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ

เย่ชิงหลีกำลังคัดลอกเนื้อหาจากตำราฝึกปราณลงบนกระดาษ พร้อมจดข้อสงสัยที่ตนเองยังไม่เข้าใจไว้เป็นข้อ ๆ

เสี่ยวเถายกถาดอาหารเข้ามา เมื่อเห็นภาพตรงหน้าก็อดยิ้มไม่ได้

“คุณหนู วันนี้ท่านอ่านตำราตั้งแต่เช้าแล้วนะเจ้าคะ พักสายตาสักหน่อยเถิด”

“อีกสองหน้า”

“ท่านพูดเช่นนี้ตั้งแต่ครึ่งชั่วยามก่อนแล้วเจ้าค่ะ”

เย่ชิงหลีชะงัก ก่อนเงยหน้าขึ้นมองสาวใช้

“จริงหรือ?”

เสี่ยวเถาพยักหน้าอย่างหนักแน่น

“จริงเจ้าค่ะ หากบ่าวไม่เตือน ท่านคงลืมแม้แต่กินข้าว”

เย่ชิงหลีมองตำราตรงหน้าแล้วถอนหายใจ

“ดูเหมือนข้าต้องฝึกควบคุมตัวเองเสียใหม่ ไม่ใช่เพียงฝึกปราณเท่านั้น”

เสี่ยวเถาหัวเราะเบา ๆ ก่อนวางถาดอาหารลง

“คุณหนูค่อย ๆ ทำก็ได้เจ้าค่ะ ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบถึงเพียงนี้”

“ข้ารู้ แต่ก่อนหน้านี้ข้าเสียเวลาไปมากแล้ว”

เย่ชิงหลีหยิบตะเกียบขึ้นมา ก่อนพูดต่ออย่างจริงจัง

“หากข้าอยากมีชีวิตที่แตกต่างจากเดิม ก็ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนสิ่งที่ตัวเองทำในแต่ละวัน”

นางไม่ได้ตั้งใจจะกลายเป็นผู้ฝึกตนที่เก่งกาจที่สุดในสำนักภายในเวลาอันสั้น

สิ่งที่นางต้องการคือการสร้างพื้นฐานให้มั่นคง เพื่อให้ตนเองมีความสามารถพอที่จะปกป้องอนาคตของตัวเอง

อย่างน้อยที่สุด หากวันหนึ่งนางต้องออกเดินทางจากสำนักเมฆาคราม นางก็ไม่อยากเป็นภาระของใคร

เสี่ยวเถานั่งลงข้างโต๊ะ ก่อนเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“คุณหนูเจ้าคะ แล้วท่านไม่อยากรู้หรือว่าอาจารย์เซี่ยจะคิดอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงของท่าน?”

ตะเกียบในมือเย่ชิงหลีหยุดลงชั่วขณะ

ก่อนหน้านี้ เพียงมีใครเอ่ยชื่อเซี่ยหานโจว นางก็จะรีบถามต่อทันทีว่าเขาทำอะไร อยู่ที่ไหน หรือพูดถึงนางหรือไม่

แต่คราวนี้ นางเพียงคีบผักขึ้นมากิน แล้วตอบด้วยน้ำเสียงธรรมดา

“เขาจะคิดอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา”

เสี่ยวเถามองนางอย่างไม่อยากเชื่อ

เย่ชิงหลีวางตะเกียบลง ก่อนยิ้มบาง ๆ

“เสี่ยวเถา เจ้าจำที่ข้าบอกได้หรือไม่?”

“จำได้เจ้าค่ะ คุณหนูบอกว่าจะไม่ตามอาจารย์เซี่ยอีก”

“ถูกต้อง”

นางยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“เช่นนั้นข้าก็ไม่ควรคอยสงสัยว่าเขาจะคิดอย่างไรกับข้า เพราะหากข้ายังทำเช่นนั้น ต่อให้ไม่เดินไปหาเขาด้วยตัวเอง ใจของข้าก็ยังคงวิ่งตามเขาอยู่ดี”

เสี่ยวเถานิ่งไป ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“คุณหนูพูดถูกเจ้าค่ะ”

เย่ชิงหลียิ้มให้สาวใช้ แล้วหันกลับไปอ่านตำราต่อ

นางไม่รู้เลยว่า ในเวลาเดียวกันนั้น บุรุษที่นางพยายามหลีกเลี่ยงกำลังสงสัยเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของนางมากขึ้นทุกที

ช่วงบ่าย เซี่ยหานโจวเดินทางไปยังหอเก็บตำราเพื่อค้นหาบันทึกเกี่ยวกับการฟื้นฟูพลังปราณหลังประสบเหตุจากน้ำเย็น

เดิมทีเขาตั้งใจจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปให้หมอประจำสำนักตรวจสอบ เพราะต้องการแน่ใจว่าเย่ชิงหลีจะฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์

แต่เมื่อเดินผ่านชั้นตำราพื้นฐาน เขากลับพบศิษย์หญิงสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่

“ข้าได้ยินว่าคุณหนูเย่กำลังคัดลอกตำราฝึกปราณด้วยตนเอง”

“จริงหรือ? นางไม่เคยชอบอ่านตำราเลยมิใช่หรือ?”

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่สาวใช้ของนางบอกว่านางตื่นแต่เช้าเพื่ออ่านตำราทุกวัน”

เซี่ยหานโจวหยุดฝีเท้า

ศิษย์หญิงทั้งสองสังเกตเห็นเขา จึงรีบคารวะอย่างตกใจ

“คารวะอาจารย์เซี่ย!”

เขาพยักหน้า

“พวกเจ้ากำลังพูดถึงเย่ชิงหลีหรือ?”

ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง

“เจ้าค่ะ พวกข้าเพียงได้ยินมาว่านางเปลี่ยนไปมากหลังจากฟื้นจากการตกน้ำ”

“เปลี่ยนไปอย่างไร?”

ศิษย์หญิงคนหนึ่งรวบรวมความกล้าแล้วตอบ

“นางไม่สวมชุดสีแดง ไม่แต่งหน้าเข้ม และไม่ไปหาท่านที่ห้องเรียนอีกแล้วเจ้าค่ะ”

อีกคนรีบเสริม

“ได้ยินว่านางยังเก็บเครื่องประดับทั้งหมดไว้ในหีบ แล้วเผาจดหมายที่เคยเขียนให้ท่านด้วยเจ้าค่ะ”

เซี่ยหานโจวนิ่งไป

แม้เขาจะเคยได้ยินเรื่องเหล่านี้จากศิษย์คนอื่นแล้ว แต่เมื่อได้ฟังอีกครั้ง เขากลับรู้สึกว่ามีบางสิ่งไม่สมเหตุสมผล

เย่ชิงหลีเป็นคนที่ดื้อรั้นมาโดยตลอด

หากนางไม่พอใจเขา นางอาจโวยวายหรือกล่าวคำประชดประชัน

หากนางต้องการให้เขาสนใจ นางก็อาจทำเรื่องที่คนทั้งสำนักต้องพูดถึง

แต่การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างพร้อมกันเช่นนี้…

กลับดูไม่เหมือนการประชดประชันตามนิสัยของนาง

“พวกเจ้าไปทำธุระต่อเถิด”

“เจ้าค่ะ!”

เมื่อศิษย์หญิงทั้งสองเดินจากไป เซี่ยหานโจวยังคงยืนอยู่ตรงชั้นตำรา

เขามองบันทึกในมือ ก่อนค่อย ๆ ปิดมันลง

หลังจากตกน้ำ นางก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงอย่างนั้นหรือ?

เขานึกถึงใบหน้าซีดเซียวของเย่ชิงหลีในวันที่หมดสติ

นึกถึงตอนที่เขาเข้าไปเยี่ยมนาง แล้วได้รับคำตอบว่านางไม่สะดวกพบผู้ใด

และนึกถึงข่าวที่ว่านางเผาจดหมายรักทั้งหมด

เหตุการณ์เหล่านี้ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน แต่เมื่อเรียงต่อกัน กลับชวนให้เกิดข้อสงสัย

บางทีนางอาจกำลังวางแผนอะไรบางอย่างจริง ๆ

เซี่ยหานโจวไม่เชื่อว่าคนที่เคยยืนกรานจะตามติดเขาไม่ยอมปล่อย จะสามารถเปลี่ยนใจได้ง่ายดายเพียงชั่วข้ามคืน

เขาจึงตัดสินใจว่าจะเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของนางอีกสักระยะ

ไม่ใช่เพราะอยากรู้อยากเห็นเรื่องส่วนตัวของศิษย์

แต่เพราะเขาจำเป็นต้องแน่ใจว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาใหม่แก่สำนักเมฆาคราม

อย่างน้อย เขาก็บอกตัวเองเช่นนั้น

วันถัดมา เซี่ยหานโจวเริ่มสังเกตความเคลื่อนไหวของเย่ชิงหลีอย่างเงียบ ๆ

เขาไม่ได้เรียกนางมาสอบถามโดยตรง และไม่ได้ส่งคนไปติดตามอย่างเปิดเผย

เพียงอาศัยจังหวะระหว่างตรวจลานฝึก เดินผ่านหอเก็บตำรา หรือจัดการงานในสำนัก เพื่อดูว่านางกำลังทำอะไรอยู่

สิ่งที่เขาพบกลับทำให้เขายิ่งประหลาดใจ

ยามเช้า เย่ชิงหลีมาถึงลานฝึกตรงเวลา

นางไม่ได้เดินไปยังที่นั่งซึ่งเขาใช้ตรวจดูเหล่าศิษย์เหมือนในอดีต แต่เลือกยืนฝึกกระบี่อยู่บริเวณด้านข้าง โดยทำตามขั้นตอนพื้นฐานอย่างตั้งใจ

ท่วงท่าของนางยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่เห็นได้ชัดว่านางกำลังพยายามแก้ไขข้อผิดพลาดของตนเอง

เมื่อพักกลางวัน นางไม่ได้ส่งคนมาถามว่าเขารับประทานอาหารหรือยัง

กลับไปนั่งอ่านตำราใต้ต้นไผ่กับเสี่ยวเถาแทน

และเมื่อเดินผ่านเขาที่ระเบียงทางเชื่อม นางก็เพียงหยุดฝีเท้า ค้อมกายคารวะอย่างเหมาะสม

“คารวะอาจารย์เซี่ย”

จากนั้นก็เดินผ่านไป

ไม่มีรอยยิ้มหวาน

ไม่มีคำถามว่าท่านกำลังจะไปที่ใด

ไม่มีการจงใจเดินช้าลงเพื่อยืดเวลาที่ได้อยู่ใกล้เขา

ทุกอย่างเรียบง่ายจนแทบไม่มีสิ่งใดให้ตำหนิ

เซี่ยหานโจวยืนอยู่ตรงระเบียง มองแผ่นหลังของหญิงสาวที่ค่อย ๆ ห่างออกไป

เขาเคยคิดว่าหากวันหนึ่งเย่ชิงหลีเลิกตามตื๊อเขา ชีวิตของเขาคงสงบขึ้นมาก

แต่เมื่อเรื่องนั้นเกิดขึ้นจริง เขากลับรู้สึกว่ามีบางสิ่งผิดไปจากที่คาดไว้

นางไม่ได้ดูเศร้า

ไม่ได้แสดงท่าทีประชดประชัน

และไม่ได้หันกลับมามองเขาแม้แต่ครั้งเดียว

ราวกับเขาเป็นเพียงอาจารย์คนหนึ่งในสำนักเมฆาครามจริง ๆ

เซี่ยหานโจวขมวดคิ้ว

นางกำลังเสแสร้งหรือ?

เขาคิดถึงความเป็นไปได้นี้เป็นอันดับแรก

บางทีเย่ชิงหลีอาจตั้งใจทำตัวห่างเหิน เพื่อให้เขาเป็นฝ่ายเข้าไปถามไถ่

บางทีนางอาจกำลังรอให้เขาแสดงความสนใจ แล้วจึงกลับไปทำตัวเช่นเดิม

หากเป็นเช่นนั้น เขาก็ไม่ควรหลงกล

เซี่ยหานโจวตัดสินใจว่าจะไม่แสดงท่าทีใด ๆ และจะเฝ้าดูต่อไป

แต่ในขณะที่กำลังคิดเช่นนั้น เขากลับพบว่าตนเองยังคงมองตามร่างของเย่ชิงหลีอยู่

จนกระทั่งนางเดินลับไปหลังแนวต้นไผ่

เขาจึงค่อยหันกลับมา

ยามเย็น เซี่ยหานโจวกลับมาที่ห้องตำรา

เขาพยายามอ่านบันทึกการฝึกตนที่วางอยู่บนโต๊ะ แต่กลับนึกถึงเหตุการณ์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาอยู่เรื่อย ๆ

เย่ชิงหลีไม่มาหาเขา

ไม่ส่งขนม

ไม่เขียนจดหมาย

ไม่เรียกร้องความสนใจ

แม้แต่เมื่อพบหน้ากัน นางก็ยังปฏิบัติต่อเขาอย่างสุภาพและห่างเหิน

หากเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงชั่วคราว เขาควรรอจนกว่านางจะกลับมาเป็นปกติ

แต่หากนางตั้งใจเปลี่ยนแปลงตนเองจริง ๆ…

เซี่ยหานโจวกลับไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้

เขาวางพู่กันลง แล้วหันไปมองนอกหน้าต่าง

แสงอาทิตย์ยามเย็นกำลังลับขอบฟ้า เงาของยอดเขาทอดยาวเหนือหลังคาสำนักเมฆาคราม

ในอดีต ช่วงเวลานี้มักเป็นเวลาที่เย่ชิงหลีมาหาเขา

บางครั้งนางจะนำชาร้อนมาให้

บางครั้งก็ยืนพูดเรื่องเล็กน้อยที่ไม่เกี่ยวกับการฝึกตน

และบางครั้ง แม้เขาจะไม่ตอบ นางก็ยังพูดต่ออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ตอนนั้นเขาเคยคิดว่าความวุ่นวายเหล่านั้นน่ารำคาญเพียงใด

แต่วันนี้ ทุกอย่างกลับเงียบสงัด

เซี่ยหานโจวหลุบตาลง ก่อนพึมพำกับตัวเอง

“เย่ชิงหลี… เจ้าต้องการอะไรกันแน่?”

แน่นอนว่าไม่มีคำตอบ

เพราะในเวลานั้น หญิงสาวที่เขากำลังสงสัยไม่ได้คิดถึงเขาแม้แต่น้อย

เย่ชิงหลีกำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ อ่านตำราฝึกปราณบทใหม่ และวางแผนตารางฝึกตนของวันถัดไปอย่างจริงจัง

นางไม่รู้ว่าเซี่ยหานโจวกำลังจับตาดูตนเองอย่างลับ ๆ

และต่อให้รู้ นางก็คงเพียงยิ้มแล้วบอกว่า—

ท่านอาจารย์ หากท่านมีเวลาว่างมากนัก เหตุใดไม่กลับไปอ่านตำราของท่านเองเล่า?

เพราะสำหรับเย่ชิงหลีแล้ว การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เกมเพื่อเอาชนะความสนใจของใคร

นางไม่ได้ต้องการให้เซี่ยหานโจววิ่งตามนางกลับมา

ไม่ได้ต้องการเห็นเขาร้อนใจ

และไม่ได้ต้องการพิสูจน์ว่านางสำคัญต่อเขามากเพียงใด

นางเพียงต้องการมีชีวิตที่ไม่ต้องคอยรอคำตอบจากบุรุษผู้หนึ่งอีกต่อไป

ทว่าเซี่ยหานโจวยังไม่เข้าใจเรื่องนั้น

เขายังคงคิดว่าความเงียบของนางต้องมีเหตุผลบางอย่างซ่อนอยู่

และยิ่งเขาพยายามค้นหาคำตอบมากเท่าใด เขาก็ยิ่งพบว่าตนเองกำลังให้ความสนใจกับหญิงสาวที่เคยพยายามหลีกเลี่ยงมากขึ้นทุกที

จบตอนที่ 5

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel