บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 แผนกลั่นแกล้งที่จบลงด้วยการตกน้ำ

ตอนที่ 2 แผนกลั่นแกล้งที่จบลงด้วยการตกน้ำ

สายลมต้นฤดูวสันต์พัดผ่านสระบัวของสำนักเมฆาคราม กลีบบัวสีชมพูอ่อนพลิ้วไหวไปตามระลอกคลื่น น้ำในสระสะท้อนเงาหลังคาศาลาและแนวภูเขาที่ทอดตัวอยู่ไกลออกไป

ทิวทัศน์งดงามราวภาพวาด ทว่าในเวลานี้ เย่ชิงหลีกลับไม่มีอารมณ์ชื่นชมแม้แต่น้อย

นางยืนอยู่ข้างโต๊ะหินริมศาลา มือหนึ่งกำพัดหยก อีกมือกำชายแขนเสื้อแน่น ดวงตาจับจ้องไปยังหญิงสาวในชุดสีขาวที่กำลังเดินเข้ามาอย่างสงบ

ซูเยว่หนิงมาถึงตามเวลานัดหมาย

“คุณหนูเย่ ท่านให้คนไปตามข้ามา มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”

เย่ชิงหลีเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ก่อนคลี่พัดหยกออกด้วยท่าทางที่ฝึกฝนมาอย่างดี

“ไม่มีอะไรสำคัญนัก ข้าเพียงได้ยินว่าเจ้าขยันฝึกตนจนแทบไม่สนใจเรื่องอื่น จึงคิดว่าควรให้เจ้าพักผ่อนเสียบ้าง”

ซูเยว่หนิงมองนางด้วยความประหลาดใจ

“ขอบคุณในความหวังดีของคุณหนูเย่”

คำตอบที่สุภาพเกินไปทำให้เย่ชิงหลีรู้สึกเหมือนกำลังต่อยสำลี

ในแผนเดิมของนาง ซูเยว่หนิงควรแสดงความหวาดกลัวหรือไม่ก็โต้เถียงกลับมา จากนั้นนางจะได้ฉวยโอกาสทำให้อีกฝ่ายเสียหน้า แล้วปล่อยให้เซี่ยหานโจวเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้น

หากเขาตำหนิซูเยว่หนิง นางก็จะเป็นผู้ชนะ

หากเขาหันมาตำหนินาง อย่างน้อยเขาก็จะต้องมองนางมากกว่าหนึ่งครั้ง

เย่ชิงหลีคิดว่าตนวางแผนได้รอบคอบแล้ว

นางหารู้ไม่ว่า ความคิดเช่นนี้ต่างหากที่ทำให้เรื่องทุกอย่างยุ่งเหยิงมาตลอด

“ได้ยินว่าเจ้ามักนำตำราไปขอคำชี้แนะจากอาจารย์เซี่ย?” เย่ชิงหลีถาม พลางยกยิ้ม “ช่างโชคดีเสียจริง อาจารย์เซี่ยไม่ค่อยมีเวลาสนใจผู้อื่น แต่กลับยอมสละเวลาให้เจ้าอยู่เสมอ”

ซูเยว่หนิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบตามตรง

“อาจารย์เซี่ยเพียงชี้แนะเรื่องการฝึกตนแก่ศิษย์เท่านั้น คุณหนูเย่เข้าใจผิดแล้ว”

“เข้าใจผิดหรือ?”

เย่ชิงหลีหัวเราะเบา ๆ แต่ในใจกลับรู้สึกขุ่นเคืองอย่างบอกไม่ถูก

“เช่นนั้น เจ้ากล้าพูดหรือไม่ว่าไม่เคยคิดอยากใกล้ชิดเขามากไปกว่าศิษย์กับอาจารย์?”

“คุณหนูเย่ ข้าไม่เข้าใจว่าท่านต้องการให้ข้าตอบอะไร”

ความสงบนิ่งของซูเยว่หนิงทำให้เย่ชิงหลีเริ่มเสียการควบคุม

นางก้าวเข้าไปใกล้ ก่อนวางซองหอมปักลายดอกเหมยลงบนโต๊ะหิน

“ในเมื่อเจ้าไม่เข้าใจ เช่นนั้นข้าจะสอนให้เอง”

ซองหอมใบนั้นเป็นของที่นางเตรียมมาโดยเฉพาะ ภายในบรรจุผงหอมจากดอกไม้หลายชนิด กลิ่นของมันแรงกว่าซองหอมทั่วไปเล็กน้อย เพียงเปิดออกต่อหน้าผู้คนก็อาจทำให้คนรอบข้างจามจนเสียกิริยา

แผนของเย่ชิงหลีเรียบง่ายเหลือเกิน

นางตั้งใจจะกล่าวหาว่าซูเยว่หนิงแอบนำของหอมเข้ามาในเขตฝึกตน ทั้งที่มีกฎห้ามรบกวนสมาธิของศิษย์คนอื่น จากนั้นก็จะใช้เรื่องนี้เยาะเย้ยอีกฝ่ายต่อหน้าผู้คน

นางไม่คิดทำร้ายใครจริงจัง เพียงอยากให้อีกฝ่ายอับอายสักครั้ง

แต่บางครั้ง ความผิดพลาดก็เริ่มต้นจากการคิดว่าเรื่องเล็กน้อยจะไม่มีผลตามมา

“ซูเยว่หนิง เจ้ารู้หรือไม่ว่าซองหอมใบนี้เป็นของใคร?”

ซูเยว่หนิงส่ายหน้า

“ข้าไม่ทราบเจ้าค่ะ”

“ดี เช่นนั้นเจ้าก็ช่วยข้าดูหน่อยว่า—”

“เย่ชิงหลี”

เสียงทุ้มเย็นชาดังขึ้นจากด้านหลัง

รอยยิ้มบนใบหน้าของเย่ชิงหลีแข็งค้างทันที

นางไม่จำเป็นต้องหันไปดูก็รู้ว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร

เซี่ยหานโจว…

เซี่ยหานโจวยืนอยู่ตรงทางเดินเข้าสู่ศาลา อาภรณ์สีขาวอมฟ้าพลิ้วตามสายลม เส้นผมดำสนิทรวบไว้ด้วยปิ่นหยกเรียบง่าย ใบหน้าหล่อเหลาสงบนิ่งดังเช่นทุกวัน

เบื้องหลังเขามีศิษย์หลายคนเดินตามมา พวกเขาเดิมทีตั้งใจจะไปยังลานฝึกด้านตะวันออก แต่เมื่อเห็นอาจารย์หนุ่มหยุดฝีเท้า ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะมองตามสายตาของเขา

และแน่นอนว่า สายตาทั้งหมดล้วนมาหยุดอยู่ที่เย่ชิงหลี

นางอยากหายตัวไปจากตรงนั้นเสียเดี๋ยวนี้

แต่ศักดิ์ศรีของคุณหนูเย่ไม่อนุญาตให้นางทำเช่นนั้น

นางจึงรีบยกพัดขึ้นบังครึ่งใบหน้า ก่อนหันไปยิ้มให้เขาอย่างหวานหยด

“อาจารย์เซี่ย บังเอิญจริง ๆ เจ้าค่ะ ท่านก็มาชมสระบัวด้วยหรือ?”

เซี่ยหานโจวไม่ตอบคำถามนั้น

“เจ้ากำลังทำอะไร?”

“ข้าเพียงพูดคุยกับศิษย์พี่ซูเท่านั้น”

“เช่นนั้น เหตุใดต้องนัดนางมาที่นี่โดยเฉพาะ?”

เย่ชิงหลีชะงัก

เขาได้ยินบทสนทนาก่อนหน้านี้หรือ?

ไม่สิ ต่อให้ได้ยินแล้วอย่างไร นางก็ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรสักหน่อย!

นางเหลือบมองซูเยว่หนิง ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าลำบากใจ จากนั้นจึงรีบคว้าซองหอมบนโต๊ะขึ้นมา

“ข้าเพียงอยากมอบของขวัญให้นางเท่านั้น!”

คำพูดหลุดออกไปอย่างรวดเร็ว

ซูเยว่หนิงมองซองหอมในมือนาง ก่อนเอ่ยอย่างสุภาพ

“คุณหนูเย่ ข้าไม่อาจรับของจากท่านได้โดยไม่มีเหตุผล หากท่านต้องการให้ข้าช่วยอะไร โปรดกล่าวมาตรง ๆ เถิด”

เย่ชิงหลีรู้สึกเหมือนมีบางอย่างจุกอยู่ในลำคอ

เหตุใดทุกคนจึงต้องพูดจามีเหตุผลกันนัก?

นางเป็นฝ่ายหาเรื่องแท้ ๆ แต่กลับกลายเป็นนางที่ไม่มีคำพูดใดใช้แก้ตัวได้

เซี่ยหานโจวขมวดคิ้วเล็กน้อย

“หากไม่มีธุระก็กลับไปเสีย อย่ารบกวนผู้อื่น”

คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าของเย่ชิงหลีร้อนผ่าว

ต่อหน้าศิษย์ทั้งสำนัก เขาก็ยังไม่คิดจะรักษาหน้านางแม้แต่น้อย!

นางกำซองหอมแน่น แล้วฝืนยิ้มออกมา

“ทราบแล้วเจ้าค่ะ อาจารย์เซี่ย ข้าจะกลับเดี๋ยวนี้”

นางหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

แต่เพราะมัวแต่ก้มหน้าด้วยความขุ่นเคือง นางจึงไม่ทันสังเกตว่าชายกระโปรงสีแดงสดของตนเกี่ยวเข้ากับมุมขาโต๊ะหิน

ก้าวแรกผ่านไปได้อย่างราบรื่น

ก้าวที่สอง ชายกระโปรงดึงรั้งข้อเท้า

ก้าวที่สาม…

“ว้าย!”

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนไม่มีใครตั้งตัวทัน

ซองหอมหลุดจากมือเย่ชิงหลี ลอยขึ้นกลางอากาศ ก่อนตกลงบนพื้นหิน ผงหอมภายในฟุ้งกระจายไปตามแรงกระแทก

เย่ชิงหลีเสียหลัก ร่างทั้งร่างเอนออกนอกศาลา

เบื้องหน้าของนางคือผิวน้ำในสระบัว

และในชั่วพริบตานั้น นางก็ได้เห็นใบหน้าของเซี่ยหานโจวเปลี่ยนไปเป็นครั้งแรก

“เย่ชิงหลี!”

เสียงเรียกของเขาดังขึ้น

ตูม!

ร่างในชุดแดงสดตกลงสู่สระบัว น้ำกระเซ็นสูงจนกลีบบัวที่ลอยอยู่ใกล้ ๆ กระจัดกระจาย

เสียงพูดคุยรอบศาลาพลันเงียบงัน

หนึ่งลมหายใจผ่านไป

สองลมหายใจผ่านไป

ผิวน้ำกระเพื่อมเป็นวงกว้าง แต่กลับไม่มีใครเห็นศีรษะของเย่ชิงหลีโผล่ขึ้นมา

“คุณหนูเย่ตกน้ำ!”

“เร็วเข้า! มีใครว่ายน้ำเป็นบ้าง?”

“รีบไปตามผู้อาวุโสมา!”

เสียงตะโกนดังสับสนไปทั่วบริเวณ

ซูเยว่หนิงหน้าซีด รีบก้าวไปยังขอบศาลา

“คุณหนูเย่! ท่านได้ยินข้าหรือไม่?”

ไม่มีเสียงตอบรับ

เซี่ยหานโจวไม่รออีกต่อไป

ตูม!

น้ำแตกกระจายอีกครั้ง

น้ำในสระเย็นจัดกว่าที่คิด

เซี่ยหานโจวขยับตัวฝ่ากอใบบัว มองหาร่างของหญิงสาวที่จมหายไปเมื่อครู่ ชายกระโปรงสีแดงสดปรากฏอยู่ใต้ผิวน้ำไม่ไกลจากขอบสระ

เขารีบว่ายเข้าไปหา

เย่ชิงหลีหมดสติไปแล้ว

ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความทะนงตนซีดขาว ดวงตาปิดสนิท เส้นผมดำยาวกระจายอยู่ในน้ำ อาภรณ์สีแดงสดที่เคยสะดุดตาบัดนี้เปียกชุ่มและหนักอึ้ง

เซี่ยหานโจวคว้าตัวนางไว้ แล้วประคองศีรษะของนางให้พ้นน้ำ ก่อนรีบพากลับไปยังริมสระ

“ช่วยด้วย!”

เขาส่งเสียงเรียก

ศิษย์หลายคนรีบยื่นมือเข้ามาช่วยดึงทั้งสองขึ้นจากน้ำ

ทันทีที่เท้าเหยียบพื้น เซี่ยหานโจวก็วางเย่ชิงหลีลงบนพื้นหินอย่างระมัดระวัง

“ไปตามหมอประจำสำนัก!”

น้ำเสียงของเขาเฉียบขาดจนศิษย์ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ รีบแยกย้ายกันไปโดยไม่กล้าชักช้า

ซูเยว่หนิงคุกเข่าลงข้างเย่ชิงหลี สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

“อาจารย์เซี่ย นางไม่รู้สึกตัวเลยเจ้าค่ะ”

เซี่ยหานโจวตรวจดูอาการของเย่ชิงหลี สีหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ

“ให้คนไปเตรียมห้องพักที่ใกล้ที่สุด อย่าให้นางต้องอยู่กลางลม”

“เจ้าค่ะ!”

เขาหันไปมองใบหน้าซีดเซียวของหญิงสาวอีกครั้ง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เย่ชิงหลีมักปรากฏตัวต่อหน้าเขาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ คำพูดเอาแต่ใจ และท่าทีราวกับโลกทั้งใบต้องหมุนรอบตัวนาง

แม้เขาจะปฏิเสธนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางก็ไม่เคยยอมแพ้

เขาจึงเคยคิดว่าไม่ว่านางจะพบเจอเรื่องใด นางก็คงจะหาทางเอาตัวรอดได้เสมอ

แต่ตอนนี้ หญิงสาวที่เคยเสียงดังที่สุดในสำนักกลับนอนนิ่งอยู่ตรงหน้า แม้แต่เสียงเรียกของเขาก็ไม่อาจทำให้นางลืมตาขึ้นมาได้

ความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่คุ้นเคยค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในอก

มันไม่ใช่ความรัก

อย่างน้อย ในเวลานั้น เซี่ยหานโจวยังคงเชื่อเช่นนั้น

เขาเพียงไม่ต้องการให้ศิษย์คนหนึ่งต้องมาตายเพราะความประมาทเลินเล่อในสำนักของตน

ใช่แล้ว เป็นเพียงความรับผิดชอบของผู้เป็นอาจารย์เท่านั้น

“เย่ชิงหลี” เขาเรียกเสียงต่ำ “ตื่นขึ้นมาเสีย”

ไม่มีคำตอบ

ปลายนิ้วของเขากระชับขึ้นเล็กน้อย

“ข้ายังไม่ได้อนุญาตให้เจ้าสร้างความวุ่นวายไปมากกว่านี้”

คำพูดนั้นเบาจนแทบไม่มีใครได้ยิน

แต่เป็นครั้งแรกที่น้ำเสียงเย็นชาของเซี่ยหานโจวแฝงความร้อนรนอย่างชัดเจน

ห้องพักของศิษย์หญิงเงียบสงัด

กลิ่นยาสมุนไพรอ่อน ๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างกระดาษเข้ามาตกบนขอบเตียงไม้ เย่ชิงหลีนอนอยู่ใต้ผ้าห่มสีขาว ใบหน้าซีดเซียวกว่าปกติ

เสี่ยวเถานั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้

“คุณหนู… ท่านรีบตื่นเถิดเจ้าค่ะ”

นางกุมมือเจ้านายไว้แน่น

“บ่าวจะไม่บ่นอีกแล้ว ไม่ว่าท่านอยากกินขนมอะไร บ่าวจะไปซื้อมาให้ทั้งหมด ท่านอยากได้ชุดใหม่กี่ชุดก็ได้… ขอเพียงท่านลืมตาขึ้นมามองบ่าวสักครั้งก็พอ”

ไม่มีการเคลื่อนไหวจากคนบนเตียง

หลังจากเย่ชิงหลีถูกนำตัวกลับมา หมอประจำสำนักได้ตรวจอาการอย่างละเอียด ก่อนแจ้งว่านางหมดสติจากการตกน้ำและต้องพักฟื้น โดยยังไม่อาจยืนยันได้ว่าจะฟื้นขึ้นมาเมื่อใด

วันแรกผ่านไปอย่างเชื่องช้า

วันที่สองมาถึงพร้อมสายฝนบางเบา

เสี่ยวเถาแทบไม่ยอมห่างจากเตียง แม้แต่ยามกินข้าวก็ยังต้องให้คนอื่นนำมาให้ในห้อง

ส่วนเซี่ยหานโจว แม้จะมีงานสอนและกิจของสำนักมากมาย เขาก็ส่งคนมาสอบถามอาการของเย่ชิงหลีเป็นระยะ

ครั้งแรก เขาบอกตนเองว่าเป็นหน้าที่ของอาจารย์ผู้ดูแล

ครั้งที่สอง เขาบอกว่าเพียงต้องการทราบว่านางปลอดภัยแล้วหรือไม่

แต่เมื่อถึงครั้งที่สาม เขากลับเป็นฝ่ายเดินมาที่ห้องพักด้วยตนเอง

เซี่ยหานโจวยืนอยู่หน้าประตู มองหญิงสาวที่ยังคงหลับใหลผ่านช่องหน้าต่าง

เสี่ยวเถาออกมาต้อนรับทันที

“อาจารย์เซี่ย คุณหนูยังไม่ฟื้นเจ้าค่ะ”

เขานิ่งไปชั่วครู่

“หมอว่าอย่างไรบ้าง?”

“หมอบอกว่าร่างกายของคุณหนูยังอ่อนแรง ต้องพักผ่อนต่อไป แต่…” เสี่ยวเถาก้มหน้า น้ำเสียงสั่นเครือ “แต่บ่าวกลัวเหลือเกินว่า หากนางไม่ยอมตื่นขึ้นมาอีก…”

“อย่าพูดเช่นนั้น”

คำพูดหลุดออกจากปากเซี่ยหานโจวรวดเร็วกว่าที่เขาคาดคิด

เสี่ยวเถาเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างตกใจ

แม้แต่เซี่ยหานโจวเองก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนปรับสีหน้าให้กลับมาเย็นชาเช่นเดิม

“หมอประจำสำนักยืนยันแล้วว่านางยังมีโอกาสฟื้น เจ้าเพียงดูแลนางให้ดี”

“เจ้าค่ะ…”

เขาหันหลังเตรียมจากไป แต่เมื่อก้าวไปได้เพียงสองก้าว กลับหยุดฝีเท้าลง

“หากนางฟื้นขึ้นมา ให้คนไปแจ้งข้าทันที”

เสี่ยวเถามองแผ่นหลังของเขา ก่อนก้มศีรษะรับคำ

“เจ้าค่ะ อาจารย์เซี่ย”

ไม่มีใครสังเกตว่า หลังจากออกจากห้องพักไปแล้ว เซี่ยหานโจวยังคงยืนอยู่ใต้ชายคาอีกนานเพียงใด

และไม่มีใครรู้ว่า ในห้วงนิทราของเย่ชิงหลี โลกทั้งใบที่นางเคยรู้จักกำลังพังทลายลงอย่างเงียบงัน

ในความมืดอันไร้จุดสิ้นสุด เย่ชิงหลีรู้สึกเหมือนตนเองกำลังลอยอยู่กลางทะเลหมอก

เสียงผู้คนดังแว่วมาไกล ๆ

ภาพศาลาริมสระบัวปรากฏขึ้นอย่างเลือนราง ตามด้วยเสียงน้ำกระเซ็น เสียงตะโกน และใบหน้าของเซี่ยหานโจวที่โน้มลงมาหานาง

นางพยายามยื่นมือออกไป แต่กลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า

ทันใดนั้น ภาพอีกชุดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว

หนังสือเล่มหนึ่ง

หน้ากระดาษสีเหลืองอ่อน

ตัวอักษรสีดำที่เรียงต่อกันเป็นเรื่องราวยาวเหยียด

เรื่องราวของหญิงสาวผู้มีชื่อเดียวกับนาง

เย่ชิงหลี

นางจำได้ว่าตนเองเคยอ่านนิยายเรื่องหนึ่ง ตัวละครหญิงชื่อเดียวกันกับนางเป็นคุณหนูผู้เอาแต่ใจ หลงรักอาจารย์หนุ่มแห่งสำนักเมฆาครามอย่างหัวปักหัวปำ

นางตามตื๊อเขาไม่เลิกรา คอยกลั่นแกล้งซูเยว่หนิง และสร้างเรื่องวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน

ท้ายที่สุด นางก็ต้องชดใช้ให้กับทุกสิ่งที่ตนเองทำ

ชื่อเสียงพังทลาย ถูกคนทั้งสำนักรังเกียจ และมีจุดจบอันน่าเวทนา

เย่ชิงหลีในความทรงจำของนิยายเป็นเพียงตัวประกอบที่มีไว้เพื่อทำให้พระเอกกับนางเอกเดิมเข้าใจกันมากขึ้นเท่านั้น

นางไม่เคยเป็นคนสำคัญของเรื่องราว

ไม่เคยได้รับความรักจากเซี่ยหานโจว

และไม่เคยมีโอกาสกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง

ภาพหน้าสุดท้ายของนิยายค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด

เย่ชิงหลีเบิกตากว้าง

เดี๋ยวก่อน…

นี่มันอะไรกัน?

เหตุใดเรื่องราวในหนังสือถึงเหมือนชีวิตของข้าทุกประการ?

นางพยายามนึกต่อ แต่ความทรงจำกลับขาดหายเป็นช่วง ๆ ราวกับมีใครบางคนจงใจปิดบังส่วนสำคัญเอาไว้

สิ่งเดียวที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ คือความจริงอันน่าหวาดหวั่น

หากนางยังดำเนินชีวิตแบบเดิม จุดจบที่รออยู่ก็จะไม่ต่างจากในนิยาย

นางไม่ต้องการเช่นนั้น

ไม่ต้องการถูกคนทั้งสำนักเกลียดชัง

ไม่ต้องการเสียศักดิ์ศรีเพียงเพื่อเรียกร้องความสนใจจากบุรุษผู้ไม่เคยรักนาง

และยิ่งไม่ต้องการใช้ชีวิตทั้งชีวิตเป็นเพียงตัวประกอบในเรื่องรักของผู้อื่น

ถ้าข้ายังมีโอกาส…

ข้าจะไม่ทำเช่นนั้นอีกแล้ว

เซี่ยหานโจว… ข้าจะไม่ตามตื๊อท่านอีกต่อไป

ทันทีที่ความคิดนั้นก่อตัวขึ้น แสงสีขาวพลันสว่างวาบขึ้นในความมืด

เสียงหนึ่งดังแผ่วเบาอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ

ราวกับชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้กำลังรอคอยการตัดสินใจครั้งใหม่จากนาง

แล้วทุกสิ่งก็เงียบลง

เช้าวันที่สาม แสงแดดอ่อนส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องพัก

เสี่ยวเถาฟุบหลับอยู่ข้างเตียง มือยังคงจับมือของเจ้านายเอาไว้

ทันใดนั้น ปลายนิ้วที่อยู่ในมือของนางก็ขยับเบา ๆ

เสี่ยวเถาสะดุ้งตื่น

“คุณหนู?”

นางรีบเงยหน้าขึ้นมอง

เปลือกตาของเย่ชิงหลีสั่นไหว ก่อนค่อย ๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้า

สิ่งแรกที่นางเห็นคือเพดานไม้สีเข้ม

สิ่งที่สองคือเสี่ยวเถาซึ่งกำลังจ้องมองนางด้วยดวงตาเบิกกว้าง

“คุณหนู! ท่านฟื้นแล้ว!”

เสี่ยวเถาแทบจะร้องไห้ออกมา นางรีบลุกขึ้นหมายจะวิ่งไปตามหมอ แต่เย่ชิงหลีกลับคว้าข้อมือของนางไว้เสียก่อน

“เดี๋ยวก่อน…”

เสียงของเย่ชิงหลีแหบแห้งจนแทบไม่ได้ยิน

“ข้า… หลับไปนานเท่าใด?”

“สองวันเต็มเจ้าค่ะ! คุณหนูหมดสติไปสองวันสองคืนเต็ม ๆ บ่าวตกใจแทบแย่!”

สองวัน?

เย่ชิงหลีหลับตาลงชั่วครู่ ความทรงจำเกี่ยวกับสระบัวค่อย ๆ กลับคืนมา

นางตกน้ำ

เซี่ยหานโจวกระโดดลงมาช่วย

หลังจากนั้น… ความทรงจำของนิยายก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวอย่างไม่ขาดสาย

นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอีกครั้ง

“เสี่ยวเถา”

“เจ้าคะ?”

“กระจกอยู่ที่ไหน?”

เสี่ยวเถาชะงักไป

“กระจกหรือเจ้าคะ? คุณหนูเพิ่งฟื้น เหตุใดจึงต้องการกระจกตอนนี้?”

“ข้าอยากเห็นหน้าตัวเอง”

เสี่ยวเถารีบหยิบกระจกทองแดงมาส่งให้

เย่ชิงหลีมองภาพสะท้อนของหญิงสาวในกระจก ใบหน้าซีดเซียว ผมเผ้ายุ่งเหยิง ริมฝีปากไร้สีเลือด ดูไม่เหมือนคุณหนูผู้สูงศักดิ์ที่เคยแต่งกายด้วยอาภรณ์สีแดงสดและเดินเชิดหน้าไปทั่วสำนักเลยแม้แต่น้อย

นางจ้องภาพสะท้อนนั้นอยู่นาน

จากนั้นก็ถอนหายใจเบา ๆ

“ดี”

เสี่ยวเถากะพริบตาปริบ ๆ

“ดี… อะไรหรือเจ้าคะ?”

เย่ชิงหลีวางกระจกลง แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังอย่างที่สาวใช้ไม่เคยเห็นมาก่อน

“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะเปลี่ยนตัวเองเสียใหม่”

“เปลี่ยน… อย่างไรเจ้าคะ?”

“อย่างแรก ข้าจะไม่ไปหาเซี่ยหานโจวอีก”

เสี่ยวเถาอ้าปากค้าง

“อย่างที่สอง ข้าจะไม่กลั่นแกล้งซูเยว่หนิง”

สาวใช้ยิ่งตกตะลึงกว่าเดิม

“แล้วอย่างที่สาม…”

เย่ชิงหลีสูดลมหายใจลึก ก่อนกล่าวประโยคที่แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่เคยคิดว่าจะพูดออกมาได้

“ข้าจะหาทางออกจากสำนักเมฆาครามให้เร็วที่สุด”

เสี่ยวเถานิ่งงันไปนาน

จากนั้นจึงยื่นมือไปแตะหน้าผากของเจ้านายอย่างระมัดระวัง

“คุณหนู… ท่านยังมีไข้หรือไม่เจ้าคะ?”

เย่ชิงหลี “…”

นางเพิ่งตัดสินใจเปลี่ยนชะตาชีวิตครั้งใหญ่ แต่สาวใช้กลับคิดว่านางยังเพ้อเพราะพิษไข้!

เย่ชิงหลีสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง แล้วดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัว

ช่างเถิด

เรื่องแรกที่นางต้องทำในตอนนี้ไม่ใช่การอธิบายให้ใครเข้าใจ

แต่เป็นการพักฟื้นให้หายดี แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างจริงจัง

นับจากวันนี้ นางจะไม่วิ่งตามเซี่ยหานโจวอีกแล้ว

ไม่ว่าเขาจะเย็นชาเพียงใด

ไม่ว่าเขาจะให้ความสนใจซูเยว่หนิงมากแค่ไหน

นางจะไม่สนใจอีกต่อไป!

ทว่าเย่ชิงหลีกลับไม่รู้เลยว่า ขณะที่นางกำลังวางแผนหลบหนีจากอาจารย์หนุ่มนั้น อีกฟากหนึ่งของสำนักเมฆาคราม เซี่ยหานโจวเพิ่งได้รับรายงานว่านางฟื้นแล้ว

และสิ่งแรกที่เขาทำหลังจากได้ยินข่าว ก็คือวางตำราในมือลงทันที

“นางฟื้นแล้วหรือ?”

ศิษย์ที่มารายงานรีบตอบ

“ขอรับ อาจารย์เซี่ย คุณหนูเย่ฟื้นแล้วเมื่อครู่”

เซี่ยหานโจวเงียบไปชั่วขณะ ก่อนลุกขึ้นยืน

“เตรียมยา ข้าจะไปดูอาการนาง”

แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงรีบร้อนเช่นนี้

เขาเพียงคิดว่า เมื่อเย่ชิงหลีฟื้นขึ้นมาแล้ว คงกลับมาสร้างความวุ่นวายเช่นเดิม

แต่ครั้งนี้ เขาคาดผิด

เพราะเมื่อเซี่ยหานโจวเดินมาถึงห้องพัก เย่ชิงหลี กลับหันมามองเขาเพียงแวบเดียว ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นคลุมศีรษะ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอู้อี้ว่า…

“เสี่ยวเถา บอกแขกว่าข้าไม่อยู่”

ทั้งห้องเงียบสนิท

เสี่ยวเถามองเจ้านาย

เซี่ยหานโจวมองผ้าห่มบนเตียง

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่อาจารย์หนุ่มแห่งสำนักเมฆาครามถูกใครบางคนปฏิเสธโดยไม่แม้แต่จะได้รับการมองหน้าอย่างจริงจัง

และเป็นครั้งแรกเช่นกันที่เขาไม่รู้ว่าตนเองควรรู้สึกอย่างไร

เย่ชิงหลีเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ

แต่สำหรับเซี่ยหานโจว นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความยุ่งยากที่เขายังไม่รู้จักเท่านั้น

จบตอนที่ 2

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel