บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 1 นางร้ายไร้ยางอายแห่งสำนักเมฆาคราม

ตอนที่ 1 นางร้ายไร้ยางอายแห่งสำนักเมฆาคราม

สำนักเมฆาครามตั้งอยู่บนยอดเขาสูงเสียดฟ้า หมู่เมฆสีขาวลอยอ้อยอิ่งเหนือหลังคาตำหนักกระเบื้องสีคราม เสียงกระดิ่งลมใต้ชายคาดังแผ่วเบาคลอไปกับเสียงอ่านตำราของเหล่าศิษย์

ยามเฉินเพิ่งผ่านพ้นไปได้ไม่นาน แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างไม้แกะสลักลงบนโต๊ะเรียนที่เรียงเป็นระเบียบ กลิ่นหมึกจากแท่นฝนหมึกผสมกับกลิ่นชาอ่อน ๆ สร้างบรรยากาศสงบสมกับเป็นสำนักฝึกตนที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งในแคว้น

ทุกอย่างควรดำเนินไปอย่างสงบ

หากไม่มีเสียงตะโกนจากด้านนอกเสียก่อน

“หลีกทางหน่อย! หลีกทางให้หมด! คุณหนูเย่มาแล้ว!”

เสียงสาวใช้ดังลั่นไปตลอดระเบียง

เหล่าศิษย์ที่กำลังอ่านตำราถึงกับชะงักมือ

คนหนึ่งเงยหน้าจากหนังสือ อีกคนรีบเก็บขนมบนโต๊ะ ส่วนศิษย์ชายที่นั่งริมหน้าต่างถึงกับถอนหายใจราวกับได้ยินเสียงฟ้าร้องก่อนพายุเข้า

“ไม่จริงกระมัง…”

“วันนี้นางมาอีกแล้วหรือ?”

“เมื่อวานเพิ่งถูกอาจารย์เซี่ยไล่ออกจากห้องเรียนมิใช่หรือ?”

“เจ้าเบาเสียงหน่อย หากนางได้ยินเข้า เจ้าคงต้องรับมือกับคุณหนูเย่ไปอีกสามวัน!”

ทว่าคำเตือนนั้นช้าไปเสียแล้ว

เสียงฝีเท้าอันหนักแน่นดังใกล้เข้ามา ก่อนที่ประตูห้องเรียนจะถูกผลักเปิดออกอย่างไม่เกรงใจผู้ใด

ปัง!

สตรีในชุดอาภรณ์สีแดงสดก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม

กระโปรงผ้าไหมปักลายดอกโบตั๋นสีทองพลิ้วไหวตามจังหวะเดิน แขนเสื้อกว้างประดับดิ้นเงินสะท้อนแสงอาทิตย์ เครื่องประดับทองบนศีรษะส่งเสียงกระทบกันเบา ๆ ทุกครั้งที่นางขยับตัว ริมฝีปากแต้มชาดสีแดงเข้ม ดวงตาเฉี่ยวขึ้นเล็กน้อย เผยความมั่นใจที่แทบไม่มีพื้นที่ให้ความอับอายแทรกตัว

ในมือของนางมีกล่องขนมไม้เคลือบสีแดง ประดับลวดลายดอกเหมยอย่างประณีต

เย่ชิงหลีมาแล้ว

คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเย่ ผู้มีใบหน้างดงามเป็นที่กล่าวขาน และมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ยิ่งกว่าความงามของตนเสียอีก

หากถามว่าในสำนักเมฆาคราม ใครเป็นศิษย์ที่ขยันที่สุด คำตอบอาจมีได้หลายชื่อ

หากถามว่าใครมีพรสวรรค์ที่สุด เหล่าผู้อาวุโสคงต้องถกเถียงกันสักพัก

แต่หากถามว่าใครไร้ยางอายที่สุด…

ทุกคนจะตอบเป็นเสียงเดียวกันโดยไม่ต้องปรึกษา

เย่ชิงหลี!

“อรุณสวัสดิ์ทุกท่าน”

นางยิ้มกว้าง พลางยกมือข้างหนึ่งขึ้นโบกอย่างเป็นกันเอง

ไม่มีผู้ใดตอบรับ

เย่ชิงหลีไม่ถือสาแม้แต่น้อย นางกลับเดินฉับ ๆ ไปยังโต๊ะแถวหน้าสุด ราวกับที่นั่งตรงนั้นถูกจัดเตรียมไว้เพื่อนางโดยเฉพาะ

ไม่ใช่เพราะนางเป็นศิษย์ที่เก่งที่สุด

แต่เพราะบุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้น

บุรุษในอาภรณ์สีขาวราวหิมะแรกแห่งเหมันต์

เส้นผมดำสนิทรวบขึ้นด้วยปิ่นหยกสีเงิน ใบหน้าคมคายสงบนิ่ง คิ้วเข้มได้รูป จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางเฉียบ ดวงตาคู่นั้นเย็นเยียบประหนึ่งทะเลสาบที่จับตัวเป็นน้ำแข็งตลอดกาล

เขานั่งหลังตรงอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์ มือหนึ่งถือม้วนตำรา อีกมือพลิกหน้ากระดาษอย่างเชื่องช้า

แม้สตรีผู้หนึ่งจะเดินเข้ามาในห้องพร้อมเครื่องประดับที่ส่งเสียงดังแทบทุกก้าว เขาก็ยังไม่เงยหน้าขึ้นมอง

เซี่ยหานโจว

อาจารย์หนุ่มผู้มีชื่อเสียงด้านวิชากระบี่และอาคม ผู้เป็นที่เคารพของเหล่าศิษย์ และเป็นบุรุษที่เย่ชิงหลีหลงรักจนแทบเสียสติ

นางหยุดยืนตรงหน้าเขา วางกล่องขนมลงบนโต๊ะอย่างเบามือ แล้วโน้มตัวลงเล็กน้อย

“ท่านอาจารย์เจ้าคะ”

ไร้เสียงตอบรับ

“ท่านอาจารย์?”

ปลายพู่กันในมือเขายังคงขยับ

เย่ชิงหลีเม้มริมฝีปาก ก่อนยกมือขึ้นจัดปอยผมข้างแก้มอย่างจงใจ จากนั้นจึงยิ้มหวานที่สุดเท่าที่จะยิ้มได้

“ท่านอาจารย์ วันนี้ข้าแต่งตัวงดงามหรือไม่เจ้าคะ?”

คราวนี้เสียงอ่านตำราของเหล่าศิษย์พลันเงียบลงพร้อมกัน

ทุกคนตั้งใจฟังยิ่งกว่าตอนอาจารย์สอนวิชากระบี่เสียอีก

เซี่ยหานโจวพลิกหน้าตำราอีกหนึ่งหน้า

“นั่งลง”

สองคำ

สั้น กระชับ และไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง

รอยยิ้มของเย่ชิงหลีไม่จางลงแม้แต่น้อย

“เช่นนั้นแปลว่าท่านเห็นแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

ปลายนิ้วของเซี่ยหานโจวหยุดอยู่บนหน้ากระดาษชั่วขณะ

เพียงชั่วขณะเท่านั้น

“เย่ชิงหลี”

“เจ้าค่ะ!”

นางขานรับทันที ดวงตาเป็นประกายราวกับได้รับพระราชโองการให้เข้าเฝ้าฮ่องเต้

“หากเจ้ามีเวลาว่างมาสนใจเครื่องแต่งกายของตนเองมากถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่มีเวลาอ่านตำราวิชากระบี่ให้จบสักเล่ม?”

รอยยิ้มของนางแข็งค้างไปเล็กน้อย

เหล่าศิษย์ก้มหน้าลงแทบพร้อมกัน บางคนเม้มปากแน่นจนไหล่สั่น

พวกเขาไม่ได้หัวเราะ

อย่างน้อยก็ไม่มีใครกล้าหัวเราะออกมาดัง ๆ

เย่ชิงหลีสูดลมหายใจลึก ก่อนเลื่อนกล่องขนมเข้าไปใกล้มือของเขาอีกนิด

“ข้าตั้งใจทำขนมดอกเหมยมาให้ท่านโดยเฉพาะเจ้าค่ะ ร้านนี้ต้องรอคิวตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ข้ากลัวว่าท่านจะหิวระหว่างอ่านตำรา…”

“ข้าไม่ต้องการ”

คำปฏิเสธดังขึ้นโดยไม่ต้องรอให้นางพูดจบ

บรรยากาศภายในห้องเรียนเงียบสนิท

เย่ชิงหลีกะพริบตาหนึ่งครั้ง

สองครั้ง

จากนั้นจึงดึงกล่องขนมกลับมาไว้ในอ้อมแขนอย่างแนบเนียน

“อ้อ เช่นนั้นข้าค่อยนำมาให้ท่านวันพรุ่งนี้ก็ได้เจ้าค่ะ”

เซี่ยหานโจวเงยหน้าขึ้นในที่สุด

ดวงตาของเขาสงบนิ่ง แต่แววตากลับแสดงความเหนื่อยหน่ายอย่างไม่คิดปิดบัง

“พรุ่งนี้ก็ไม่ต้องนำมา”

“มะ…ไม่ต้องเลยหรือเจ้าคะ?”

“ใช่”

เย่ชิงหลีนิ่งไปชั่วอึดใจ

จากนั้นนางกลับยกมือขึ้นทาบอก ราวกับถูกธนูที่มองไม่เห็นยิงเข้ากลางหัวใจ

“ท่านอาจารย์ ท่านช่างใจร้ายกับข้านัก…”

เซี่ยหานโจวหลุบตากลับไปอ่านตำรา

“หากเจ้ายังไม่กลับไปนั่ง ข้าจะให้เจ้าคัดกฎสำนักหนึ่งร้อยจบ”

คราวนี้เย่ชิงหลีรีบหุบปากทันที

หนึ่งร้อยจบ!

หากคัดจริง มือของนางคงหงิกงอไปหลายวัน!

นางกอดกล่องขนมแน่น ก่อนหมุนตัวกลับไปยังที่นั่งของตนเองอย่างอ้อยอิ่ง

แต่ก่อนจะนั่งลง นางยังไม่วายหันกลับไปมองเขาอีกครั้ง

บุรุษในชุดขาวยังคงอ่านตำราอย่างไม่สนใจโลก

เย่ชิงหลีกัดริมฝีปากเบา ๆ

เซี่ยหานโจว…สักวันหนึ่งข้าจะทำให้ท่านหันมามองข้าให้ได้!

นางคิดอย่างมุ่งมั่น

โดยไม่รู้เลยว่า ความมุ่งมั่นเช่นนี้เอง กำลังพานางเดินเข้าใกล้จุดจบของนางร้ายในนิยายทีละก้าว

“ศิษย์ขอคารวะอาจารย์เซี่ยเจ้าค่ะ”

เสียงอ่อนหวานดังขึ้นจากหน้าประตู

หญิงสาวในชุดอาภรณ์สีขาวอมฟ้าก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม เส้นผมดำขลับประดับปิ่นเงินลายดอกหลัน ดวงหน้าสะอาดหมดจด รอยยิ้มบางเบา และท่วงท่าที่นุ่มนวลทำให้แม้แต่แสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านหน้าต่างก็ดูอ่อนโยนลงไปถนัดตา

ซูเยว่หนิง

ศิษย์หญิงผู้มีพรสวรรค์สูงส่ง เป็นที่รักของเหล่าผู้อาวุโส และเป็นบุคคลที่เซี่ยหานโจวให้ความสำคัญมาโดยตลอด

เมื่อได้ยินเสียงของนาง เซี่ยหานโจวจึงวางตำราลงแล้วเงยหน้าขึ้น

“มาแล้วหรือ”

เพียงประโยคธรรมดา

น้ำเสียงก็ยังคงเรียบเฉยเช่นเดิม

แต่สำหรับเย่ชิงหลีที่เฝ้ามองเขามาหลายปี ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยนั้นกลับชัดเจนยิ่งนัก

เมื่อครู่นางยืนพูดอยู่ตรงหน้าเขาตั้งนาน เขาแทบไม่มองนางด้วยซ้ำ

แต่ซูเยว่หนิงเพิ่งก้าวเข้ามา เขากลับเงยหน้าขึ้นทันที

เย่ชิงหลีก้มมองกล่องขนมในมือ

ขนมดอกเหมยที่นางตั้งใจเลือกอย่างดี

นางจำได้ว่าเซี่ยหานโจวชอบชารสอ่อน จึงเลือกขนมที่มีกลิ่นหอมละมุน ไม่หวานจนเกินไป และยังขอให้ร้านจัดใส่กล่องใหม่อย่างประณีต

นางใช้เวลาครึ่งคืนคิดว่าจะพูดกับเขาอย่างไร

สุดท้ายเขากลับไม่แม้แต่จะเปิดกล่องดู

“ศิษย์นำตำราที่อาจารย์ให้ไปศึกษามาคืนเจ้าค่ะ” ซูเยว่หนิงกล่าว พลางวางม้วนตำราลงบนโต๊ะ “มีอยู่สองจุดที่ศิษย์ยังไม่เข้าใจ จึงอยากขอคำชี้แนะจากท่าน”

“ตรงไหน?”

เซี่ยหานโจวเลื่อนตำราเข้ามาใกล้ตนเอง ก่อนอธิบายหลักการอาคมอย่างละเอียด

ซูเยว่หนิงตั้งใจฟังและถามคำถามเป็นระยะ บทสนทนาของทั้งคู่ดำเนินไปอย่างราบรื่น ราวกับโลกทั้งใบมีเพียงตำรากับความรู้ที่อยู่ตรงหน้า

ส่วนเย่ชิงหลีนั่งอยู่ด้านหลัง กำชายกระโปรงสีแดงของตนเองแน่นขึ้นทีละน้อย

ก็แค่ถามเรื่องตำราเท่านั้นเอง!

นางพยายามบอกตัวเอง

ข้าก็ถามได้เหมือนกัน!

นางหยิบตำราวิชากระบี่ขึ้นมาเปิดอย่างรวดเร็ว กวาดสายตาอ่านอักษรบนหน้ากระดาษ

หนึ่งบรรทัด

สองบรรทัด

สามบรรทัด

จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองคนทั้งคู่โดยไม่รู้ตัว

เซี่ยหานโจวกำลังใช้ปลายพู่กันชี้อักขระในตำรา ซูเยว่หนิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ

ไม่มีสิ่งใดเกินเลยไปกว่าความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์

แต่ในสายตาของเย่ชิงหลี ภาพนั้นกลับทำให้นางรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง

เพราะนางเป็นฝ่ายต้องพยายามเรียกร้องความสนใจจากเขามาตลอด

ขณะที่ซูเยว่หนิงเพียงยืนอยู่ตรงนั้น ก็ได้รับสิ่งที่นางปรารถนาอย่างง่ายดาย

“คุณหนูเย่”

เสียงกระซิบดังมาจากข้างตัว

เย่ชิงหลีหันขวับ

สาวใช้คนสนิทที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาส่งของยืนอยู่หลังประตู นางชื่อเสี่ยวเถา เป็นคนเดียวที่กล้าพูดตรง ๆ กับคุณหนูของตน

“หากท่านยังมองเช่นนี้ต่อไป ตำราคงไม่เข้าหัวแน่เจ้าค่ะ”

“ใครบอกว่าข้ากำลังมอง?”

“เจ้าค่ะ ท่านไม่ได้มอง ท่านเพียงจ้องจนแทบจะเผาโต๊ะอาจารย์เซี่ยให้เป็นเถ้าถ่านเท่านั้น”

เย่ชิงหลีหันกลับไปทันที

“เสี่ยวเถา!”

“บ่าวผิดไปแล้วเจ้าค่ะ!”

แม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่สาวใช้กลับก้มหน้ากลั้นยิ้ม

เย่ชิงหลีสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนตัดสินใจวางตำราลง

ในเมื่อความอ่อนโยนไม่ได้ผล

ในเมื่อการเอาใจไม่ได้ผล

ในเมื่อแม้แต่นำขนมมาให้ก็ยังถูกปฏิเสธ…

บางที นางอาจต้องทำอะไรสักอย่างให้เซี่ยหานโจวเห็นว่า ซูเยว่หนิงไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่เขาคิด

ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว

เย่ชิงหลีเหลือบมองกล่องขนม แล้วค่อย ๆ หันไปมองซูเยว่หนิงอีกครั้ง

ริมฝีปากแต้มชาดสีแดงสดยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ

“เสี่ยวเถา”

“เจ้าคะ?”

“เจ้าอยากเห็นเรื่องสนุกหรือไม่?”

เสี่ยวเถอชะงักไปทันที

นางรู้จักรอยยิ้มเช่นนี้ดี

ทุกครั้งที่คุณหนูยิ้มด้วยสีหน้าเช่นนี้ มักมีคนต้องปวดหัวตามมาเสมอ

“คุณหนู…ท่านกำลังคิดจะทำสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”

เย่ชิงหลีไม่ตอบ

นางเพียงยกมือขึ้นจัดปิ่นทองบนศีรษะ แล้วหันกลับไปมองเซี่ยหานโจวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

ซูเยว่หนิง…

วันนี้ข้าจะทำให้ท่านอาจารย์เห็นว่า ในสำนักแห่งนี้ ไม่ได้มีเพียงเจ้าที่คู่ควรกับสายตาของเขา!

นางยังไม่รู้ว่าความคิดของตนกำลังจะนำไปสู่อะไร

รู้เพียงว่าครั้งนี้ นางจะไม่ยอมกลับไปมือเปล่าอีกแล้ว…

เมื่อการเรียนช่วงเช้าสิ้นสุดลง เหล่าศิษย์ต่างทยอยออกจากห้อง เซี่ยหานโจวเก็บตำราอย่างเป็นระเบียบ ก่อนกำชับให้ทุกคนกลับไปทบทวนบทเรียน

เย่ชิงหลีเองก็ลุกขึ้นเช่นกัน

แต่แทนที่จะกลับเรือนพัก นางกลับเดินตรงไปยังระเบียงด้านข้าง ซึ่งซูเยว่หนิงกำลังยืนสนทนากับศิษย์หญิงอีกสองคน

“ศิษย์พี่ซู”

เย่ชิงหลีเรียกด้วยน้ำเสียงหวานผิดปกติ

ซูเยว่หนิงหันมา สีหน้าแสดงความประหลาดใจเล็กน้อย

“คุณหนูเย่ มีธุระกับข้าหรือ?”

“มีสิ”

เย่ชิงหลียิ้ม พลางเดินเข้าไปใกล้

“ข้าได้ยินว่าท่านอาจารย์เซี่ยชมว่าเจ้าเรียนรู้วิชาอาคมได้รวดเร็ว จึงอยากขอคำแนะนำจากเจ้าเสียหน่อย”

ซูเยว่หนิงมองนางอย่างพินิจ

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เย่ชิงหลีไม่เคยเข้ามาหานางด้วยท่าทีเป็นมิตรเช่นนี้ ส่วนใหญ่แล้วบทสนทนาระหว่างพวกนางมักจบลงด้วยการประชดประชันหรือการทะเลาะกัน

ถึงอย่างนั้น ซูเยว่หนิงก็ยังตอบด้วยความสุภาพ

“หากเป็นเรื่องที่ข้าช่วยได้ ข้ายินดี”

“ดียิ่ง!”

เย่ชิงหลีปรบมือเบา ๆ ดวงตาเป็นประกาย

“เช่นนั้น ข้าอยากเชิญเจ้ามาที่ศาลาริมสระบัวหลังอาหารกลางวัน ที่นั่นเงียบสงบ เหมาะแก่การสนทนาเรื่องตำราเป็นที่สุด”

ซูเยว่หนิงนิ่งคิดครู่หนึ่ง

“ได้ ข้าจะไปตามเวลาที่นัดหมาย”

“ตกลงตามนี้!”

เย่ชิงหลีหันหลังเดินจากไปอย่างร่าเริง

ทันทีที่พ้นระยะสายตา รอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็ค่อย ๆ จางลง

เสี่ยวเถอรีบเดินตาม

“คุณหนู ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่เจ้าคะ?”

เย่ชิงหลีโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูสาวใช้

“ข้าจะทำให้ซูเยว่หนิงต้องอับอายต่อหน้าคนทั้งสำนัก”

เสี่ยวเถอหน้าซีดลงเล็กน้อย

“คุณหนู…เรื่องนี้ไม่ดีแน่เจ้าค่ะ หากอาจารย์เซี่ยทราบเข้า—”

“เขาก็จะมองมาที่ข้า!”

เย่ชิงหลีตอบอย่างรวดเร็ว

นางยกคางขึ้นเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น

“ไม่ว่าเขาจะตำหนิข้าหรือโกรธข้า อย่างน้อยเขาก็จะต้องมองข้า”

เสี่ยวเถออ้าปากคล้ายอยากพูดบางอย่าง แต่สุดท้ายกลับถอนหายใจ

“คุณหนูเจ้าคะ…การทำให้ใครสักคนหันมามอง ไม่จำเป็นต้องทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็ได้นะเจ้าคะ”

เย่ชิงหลีชะงักไปชั่วขณะ

คำพูดนั้นฟังดูมีเหตุผลอย่างน่ารำคาญ

แต่นางกลับเลือกที่จะหัวเราะกลบเกลื่อน

“เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว ข้าเพียงจะสั่งสอนนางเล็กน้อยเท่านั้น!”

พูดจบ นางก็เดินจากไปอย่างมั่นใจ

โดยไม่ทันสังเกตว่า เซี่ยหานโจวซึ่งกำลังเดินออกมาจากห้องเรียน ได้ยินบทสนทนานั้นเข้าโดยบังเอิญ

เขายืนนิ่งอยู่ใต้ชายคา ดวงตาคมกริบทอดมองแผ่นหลังสีแดงที่ค่อย ๆ ห่างออกไป

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงหลุบตาลง

“เย่ชิงหลี…”

น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา

แต่เต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่าย

“เจ้ากำลังจะก่อเรื่องอะไรอีก?”

ยามบ่าย แสงแดดทอดลงบนสระบัวด้านหลังสำนัก กลีบดอกบัวสีชมพูอ่อนลอยไหวไปตามแรงลม น้ำในสระใสจนมองเห็นเงาของสะพานหินโค้งที่ทอดข้ามไปยังศาลาเล็กริมฝั่ง

เย่ชิงหลียืนอยู่หลังต้นหลิว กอดอกพลางมองไปรอบ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้

บนโต๊ะในศาลามีถุงหอมใบหนึ่งวางอยู่

นางเตรียมมันมาเป็นอย่างดี และเลือกสถานที่นี้เพราะรู้ว่าซูเยว่หนิงจะต้องเดินผ่านสะพานหินเพื่อมาถึงศาลา

แผนของนางเรียบง่าย

นางจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดเล็กน้อย ให้ซูเยว่หนิงตกเป็นเป้าของข่าวลือ แล้วใช้โอกาสนั้นพิสูจน์ว่าหญิงสาวที่ทุกคนชื่นชมก็มีเรื่องให้ตำหนิเช่นกัน

เย่ชิงหลีไม่ได้คิดว่าตนกำลังทำเรื่องร้ายแรง

นางเพียงต้องการเอาชนะสตรีที่ได้รับทุกอย่างไปจากนาง

อย่างน้อยก็ในความคิดของนางเอง

“คุณหนูเจ้าคะ…”

เสี่ยวเถอซึ่งยืนอยู่ข้างหลังเอ่ยขึ้นอย่างกังวล

“หากท่านอาจารย์เซี่ยทราบ—”

“พอแล้วน่า”

เย่ชิงหลียกมือห้าม

“วันนี้เจ้าพูดถึงเขามากกว่าข้าเสียอีก”

“บ่าวเพียงเป็นห่วงท่าน…”

“ข้ารู้แล้ว”

นางตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนก้าวออกจากหลังต้นหลิวเมื่อเห็นเงาร่างสีขาวอมฟ้าปรากฏขึ้นที่ปลายสะพาน

ซูเยว่หนิงกำลังเดินมา

เย่ชิงหลีสูดลมหายใจลึก จัดชายแขนเสื้อให้เข้าที่ แล้วเผยรอยยิ้มที่คิดว่าดูเป็นมิตรที่สุด

ทุกอย่างควรดำเนินไปตามแผน

หากนางไม่เผลอเหยียบชายกระโปรงของตนเองเสียก่อน

“ว้าย!”

ร่างในชุดแดงเซไปด้านหน้า กล่องขนมในมือหลุดกระเด็น ฝาปิดกลิ้งไปตามพื้นหิน ส่วนตัวนางต้องรีบคว้าราวสะพานเพื่อพยุงตัวเองไว้

เสี่ยวเถอร้องเสียงหลง

“คุณหนู!”

ซูเยว่หนิงรีบก้าวเข้ามาช่วย

แต่ในจังหวะที่เย่ชิงหลีพยายามตั้งหลัก มือของนางกลับปัดโดนถุงหอมบนโต๊ะจนตกลงพื้น

ถุงหอมกลิ้งไปหยุดแทบเท้าของซูเยว่หนิง

ทั้งสองคนชะงักพร้อมกัน

เย่ชิงหลีมองถุงหอม

ซูเยว่หนิงก้มมองถุงหอม

เสี่ยวเถอยกมือปิดหน้าอย่างสิ้นหวัง

ความเงียบปกคลุมศาลาอยู่ชั่วขณะ

ก่อนเสียงหนึ่งจะดังขึ้นจากด้านหลัง

“เย่ชิงหลี”

น้ำเสียงเย็นเยียบจนบรรยากาศรอบตัวคล้ายลดลงหลายส่วน

เย่ชิงหลีค่อย ๆ หันกลับไป

เซี่ยหานโจวยืนอยู่ตรงทางเดินหิน อาภรณ์สีขาวพลิ้วตามแรงลม ใบหน้าของเขาไร้รอยยิ้ม ดวงตาจับจ้องถุงหอมบนพื้น ก่อนเลื่อนขึ้นมาหยุดที่นาง

หัวใจของเย่ชิงหลีเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

นางอยากอธิบาย

อยากบอกว่าทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่เห็น

แต่เมื่อสบตาเขา คำพูดทั้งหมดกลับติดอยู่ในลำคอ

เซี่ยหานโจวก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว

“คราวนี้ เจ้าคิดจะทำอะไรอีก?”

เย่ชิงหลีเม้มริมฝีปากแน่น

ลมเหนือสระบัวพัดผ่านชายกระโปรงสีแดงของนาง กลีบดอกไม้ปลิวว่อนอยู่รอบตัว ราวกับเป็นลางบอกเหตุถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้

นางยังไม่รู้เลยว่า อีกเพียงไม่กี่อึดใจ ชีวิตที่เคยคิดว่าตนเองควบคุมได้ทั้งหมด จะเปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันย้อนกลับ

จบตอนที่ 1

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel