3
เปลือกตาร้อนผ่าวปิดลง ส่ายหน้าไปมาแรง ๆ หากยังไม่ห่างหายจากสัมผัสอ่อนหวานราวปุยเมฆของบุรุษเทพ สายตาแสนเอ็นดูราวกับว่านางเป็นหญิงสาวที่น่ารักใคร่ นางหรือจะลืมเลือน กระทั่งค่ำคืนพลาดพลั้งติดกับเวทมาร น้ำเสียงแหบพร่าและแววตาหลงใหลใต้แสงดาราก็ไม่ได้ต่างไป
ทว่านางไม่เคยเสียใจที่ยอมรับความผิดเพื่อรักษาเกียรติของท่านอาจารย์ ปกป้องศักดิ์ศรีท่านโดยไม่สนว่าใครจะมองนางด้วยสายตารังเกียจชิงชัง แม้นท่านอาจารย์ประกาศกร้าวต่อทั่วเทวโลกว่าไป๋เหม่ยหลานมิใช่ศิษย์สำนักเซียวเหยา มิใช่ศิษย์ของหลิวยินเฟิงอีกต่อไป นางเป็นหญิงสกปรกคิดทรยศต่ออาจารย์ นางใช้พิษกามารมณ์ของปีศาจอสรพิษหยดใส่ชาเพื่อมอมเมาอาจารย์ยินเฟิงให้สานสัมพันธ์สวาทกับนาง
“เจ้าจะไปหรือยัง? ข้ารอนานแล้วนะ เจ้าสางผมจนจะหมดหัวของเจ้าแล้ว”
ไป๋เหม่ยหลานไม่ได้สางผมแต่ยืนมองกระจกด้วยแววตาเหม่อลอยจนอี้เจ๋อบินเข้ามาทางหน้าต่าง
“วันนี้ข้าเป็นหญิงโสด หน้าตาสะสวย บิดาร่ำรวย มีอำนาจและเงินทอง ข้าจะซื้อของทั้งตลาด ย่อมไม่ใช่ปัญหา เงินบิดาเปรียบเหมือนเงินข้า”
ไป๋เหม่ยหลานแสร้งทำเป็นไม่สนใจอี้เจ๋อ นางเดินนำหน้าไป ถุงกำมะหยี่สีแดงในกระเป๋าผ้าห้อยอยู่บนเรียวแขน สวมชุดเปิดอกนวลเนียนตามยุคสมัย เกล้าผมด้วยปิ่นสีทอง ดูอย่างไรก็เป็นเศรษฐินี อี้เจ๋อเตรียมหีบเวทใบเล็กมาใส่ของในตลาดด้วย แม้เป็นเซียนก็ยังชื่นชมงานฝีมือของมวลมนุษย์
“ถ้าหากว่าข้าไม่ช่วยเจ้า คงได้ไปเกิดเป็นนางบำเรอในสนามรบตามโทษแห่งกามารมณ์ของเจ้า”
“เจ้าทวงบุญคุณข้ารอบที่ล้านได้ อี้เจ๋อ...”
“เผื่อว่าข้าจะได้อะไรตอบแทน”
“เอาสิ เจ้าอยากได้อะไร?”
“ของเล็กน้อย ไม่มาก แล้วก็สุรา...”
“ข้าผู้มีจิตใจดีจะมอบของขวัญให้เจ้าเท่าที่เจ้าต้องการ เจ้าอยากได้อะไรให้ส่งสัญญาณบอกข้า”
“ดีล่ะ ข้าจะนำของเหล่านี้ไปฝากสหาย เพื่อมิตรภาพอันแน่นแฟ้นเนิ่นนาน”
ปีกสีขาวโผบินมาเกาะเมื่อนางผายมือออกต้อนรับอี้เจ๋อ เล็บแหลมคมบนอุ้งมือนกนางนวลทำให้เสื้อผ้าของนางเป็นรอยเล็กน้อย นางมิได้เอ่ยว่าอี้เจ๋อ ขณะสองเท้าก้าวเดินผ่านระเบียงกว้าง นางพูดจากับนกนางนวลซึ่งไม่มีใครได้ยินเสียงของเทพ เพียงได้ยินเสียงนางพร่ำพูดลำพัง
“หากมีของฝากไปให้ท่านอาจารย์ด้วย... คงจะดี”
“น่าเสียดาย ไม่มีใครพบท่านอีกเลย มีแต่ข่าวลืออย่างเจ้าว่า ข้าไม่กล้าไปเที่ยวเล่นในนรกภูมิตามลำพังด้วย ที่นั่นสถานการณ์ไม่สงบสุขแม้สักวัน”
“ช่างเถอะ...”
“ใช่... ข้ารู้ว่าเจ้ารู้สึกผิดที่ต้องโกหก เจ้าคิดถึงท่านอาจารย์อยู่เสมอ ช่างเถิด”
อี้เจ๋อปลอบใจนางทั้งในร่างนกนางนวล เขาเลือกที่จะไม่ปรากฏตัวเป็นบุรุษเทพให้เป็นที่สงสัย ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องมองใบหน้างามเศร้าหมองลง ด้วยใจเวทนานางนัก หากเมื่อใดนางเกิดคิดถึงอาจารย์ยินเฟิงขึ้นมา
--------------------------------
บ่าวรับใช้ผู้ดูแลบุตรสาวท่านโหวรู้ดีกว่านางมีเมตตาต่อสรรพสัตว์ เช่นตัวที่มาเกาะแกะบ่อยที่สุดเป็นนกนางนวลที่มีขนสีขาวสะอาดเป็นเงามัน พุงเล็กกลมของมันแลดูน่ากอด เห็นจะชื่ออี้เจ๋อ
นกนางนวลนี้เริ่มชินชากับการลูบจับหัวของมนุษย์ ดีกว่าพวกเด็กตัวเล็ก ๆ ชอบนำหินขว้างปาหรือเข้ามากลั่นแกล้ง ด้วยนิสัยของเด็ก อี้เจ๋อปล่อยให้ทุกคนเข้าใจว่าตนเป็นนกนางแอ่นที่น่ารัก ได้รับการฝึกฝนจากไป๋เหม่ยหลานจนเชื่อง เมื่อใดนางยื่นอาหารให้เขาใช้จะงอยปากจิกกิน แถมแสร้งกินอย่างเอร็ดอร่อย
คราวนี้อี้เจ๋อไม่อยู่บนโลกมนุษย์นาน การเดินทางข้ามภพภูมินั้นกินเวลามาก เขารวบรวมของกระจุกกระจิกเท่าที่จะนำไปได้ ไม่ให้เป็นการรบกวนไป๋เหม่ยหลานมากนัก
“อี้เจ๋อล่ะ เขาไปแล้วหรือ? ลูกสาว”
บิดาเรียกหาบุตรสาวทว่าชะโงกคอมองหานกนางนวล ไป๋เหม่ยหลานส่งของให้บ่าวรับใช้นำไปเก็บในห้องพัก ปิดประตูห้องรับรองมิดชิดเพื่อพูดคุยกับบิดาตามลำพัง
“ไปแล้วเจ้าค่ะ เขาว่าเดินทางไกล ใช้เวลาพอสมควร”
“ข้าก็อยากติดสินบนเทพบ้าง เผื่อจะได้รับคำอวยพร มีเหล่าเทพปกปักรักษาคุ้มกันภัย”
มีเพียงบิดาผู้รู้เรื่องราวจากบุตรสาวซึ่งเคยพูดมันเมื่อนานมาแล้ว ในทีแรกเขาไม่เก็บมาใส่ใจ กระทั่งนางอายุสิบขวบได้ เหล่าขุนนางและผู้สูงศักดิ์เริ่มหันมาบูชาเทพ ตัวเขาได้พบเทพปักษาอี้เจ๋อกลับคืนร่างบุรุษรูปงาม ปกป้องบุตรสาวของเขาจากรถเกวียนให้ตกใจครั้งหนึ่งก่อนจากไปสักพักใหญ่ ๆ
บุตรสาวเล่าให้ฟังว่าสี่สิบปีเทวโลกอาจผ่านพ้นไปเพียงหนึ่งเดือนในโลกมนุษย์ ฉางผิงโหวตั้งใจฟัง ก่อนจะนึกเรื่องสำคัญขึ้นได้ บ่าวรับใช้นำชาเข้ามาวางไว้ให้และออกไป ไม่มีใครคิดอยากรู้ความลับของเจ้านาย
“ข้าว่าจะคุยกับเจ้าเรื่องชายหนุ่มผู้จะมาสู่ขอเจ้า”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ ท่านเลี้ยงดูข้ามาเป็นอย่างดี ข้ามิให้ท่านเดือดร้อนเป็นอันขาด” นางตอบรับบิดาด้วยใจยินดี รู้หน้าที่ตนในฐานะบุตรผู้มีคุณธรรม เป็นหญิงก็ต้องมีสามีแต่งงานเมื่ออายุสิบห้าปีแล้วด้วยซ้ำ ถึงกระนั้นก็ตาม ด้วยความงามของนางมีผู้มาทาบทามให้ไปคัดเลือกนางสนม เป็นเพราะบารมีของบิดา นางจึงได้ทำตัวเปล่าประโยชน์ไปวัน ๆ
“... ข้าไม่อาจมีข้อโต้แย้งเรื่องออกเรือน หากท่านพ่อเห็นสมควร ข้าเชื่อใจท่าน ย่อมเลือกชายที่ดีที่สุดให้ลูกสาว แต่ข้าขอเสียมารยาทถามหน่อยเถิด เหตุใดเจ้าบ่าวข้าถึงได้รีบร้อนมาสู่ขอ ข้าเคยพบหน้าเขามาก่อนหรือไม่เจ้าคะ?”
“ท่านอ๋องกลัวจะพลาดฤกษ์งามยามดี สมควรจัดการตบแต่งให้เร็วที่สุด ท่านโหราในราชสำนักทำนายว่าเป็นปีมังกรทอง ฤกษ์งามยามดี แต่งงานมีบุตรได้ในปีนี้ ก็ยิ่งดี”
ถึงอยู่แต่ในเรือน ไป๋เหม่ยหลานได้ยินเรื่องการตบแต่งของผู้ดีในระยะนี้ บ่าวรับใช้กระซิบนินทากันว่าบุตรสาวบ้านไหนจะตบแต่งกับใคร ถึงนางไม่รู้จักใคร ก็อาศัยลอบฟังเอา นางรู้ตนว่าอายุครบสิบแปดปี ล่วงเลยเวลาแต่งงานมามาก นางควรแต่งงานตั้งแต่อายุสิบห้าปี นางลุกขึ้นไปรินชาใส่ลงในถ้วยให้บิดาอย่างกุลสตรี ด้วยกิริยาเรียบร้อยอ่อนหวาน ไม่แสดงท่าทีไม่พอใจแม้แต่น้อย
