2
ปักษาส่งเสียงหัวเราะร่าเริง “โธ่ ๆ ไป๋เหม่ยหลาน รับของเจ้าคืนไปเถิด เผื่อเจ้าจะนึกถึงความงดงามของเทวโลก”
“ยามนี้ข้าเป็นเพียงมนุษย์เดินดิน บุตรสาวท่านโหว เจ้าของไร่ส้มไร่นา ปลูกข้าว ทำเกษตร”
“ท่านพ่อของเจ้าเป็นต่างหาก”
“ข้าก็เป็นผู้ดูแลที่ดินทั้งหมดนี้”
“เพราะบารมีจากข้าต่างหากเล่า ถ้าหากว่าข้าไม่ให้ความช่วยเหลือเจ้า คงได้ไปเกิดเป็นโสเภณีในสนามรบตามโทษแห่งกามารมณ์ของเจ้า”
ปักษาพูดจาเจื้อยแจ้วเกาะอยู่บนเรียวแขนซึ่งปกปิดด้วยผ้าแพรนุ่มลื่น แถมชาญฉลาดเลือกที่จะไม่วางกรงเล็บแหลมคมบนไหล่ของนางให้นางรู้สึกเจ็บ
อี้เจ๋อทวงบุญคุณนางวันที่เขาไปสลับเปลี่ยนดวงวิญญาณแหลกสลายถึงหุบเหวมาร ให้เหล่าผู้อาวุโสสำนักเซียวเหยาเข้าใจผิดว่าเป็นนางเพื่อที่จะนำพานางไปรับโทษทัณฑ์ในภพชาติต่อไป แท้จริงแล้วนางถูกนำพาดวงวิญญาณไปโยนลงไปในบ่อแห่งการจุติอีกแห่งหนึ่ง วาสนานำพานางจึงได้มาเป็นบุตรสาวของบิดาผู้รักใคร่นางปานฉะนี้ ฉางผิงโหวเลี้ยงดูฟูมฟักนางเป็นอย่างดี
ด้วยความเป็นมิตรสหายมาเนิ่นนานนับหลายหมื่นปี ปักษาตนนี้มาพบไป๋เหม่ยหลานเมื่อไร มักมีเรื่องราวข่าวสารในเทวโลกมาแจ้งแก่นาง
“พวกเขารู้เรื่องเจ้าแล้ว”
“อ้อ... งั้นหรือ? คงรู้สึกผิดบ้างกระมัง”
“หยาดน้ำตาของท่านอาจารย์ท่วมสวรรค์ เพราะเจ้า...”
“สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”
“ข้ามิใช่สัตว์โลก ท่านอาจารย์มิใช่สัตว์โลก เอ๊ะ... เจ้าหมายถึงใครรึ?”
มุกตลกขบขันบนใบหน้าป้ำเป๋อของนกน้อยช่างน่ารัก นกนางนวลเอียงคอส่งเสียงโวยวาย ทำไป๋เหม่ยหลานหัวเราะ เคาะหัวอี้เจ๋อเบา ๆ อย่างเอ็นดู
“เดิมทีเจ้าเป็นเทพปักษามิใช่หรือ ข้าจะไปหมายถึงเจ้าได้ยังไงกัน เจ้าใช่นกหน้าตาโง่เง่าอย่างนกทั่วไปที่ไหน เจ้าสำเร็จเป็นเซียน” นางพูดจบ นางก้มลงมองหยกเปล่งแสงในมือ ด้วยความรู้สึกเศร้าหมอง นางไม่มีโอกาสได้บำเพ็ญตนบนเทวโลกอีกต่อไป นางถูกทรมานจนตายอย่างน่าอนาถในฐานะศิษย์ทรยศ ต่างจากอี้เจ๋อ ขณะปีกสีขาวของนกนางนวลทำให้หวนคิดถึงอดีต
“ท่านอาจารย์ยินเฟิงรักษาพิษเหมันต์จนหายดีแล้ว ท่านแตกหักกับสำนักเซียวเหยา ไปเข้าฝ่ายมารสักระยะ... พวกอสรพิษ...”
“เจ้าพูดจาเหลวไหล ท่านเกลียดชังปีศาจยังกับอะไรดี”
“ข่าวลือจากแดนจิ้งจอกว่ามีเซียนระดับปรมาจารย์เดินทางไปฝึกวิชามาร เขากลืนลูกแก้วปีศาจอสรพิษเข้าไปจนร่างเซียนสลาย กลายเป็นมารครึ่งหนึ่ง”
“...จึงได้เรียกว่าข่าวลือ”
“ท่านเรียกเจ้าภรรยา เรียกเจ้าไป่ไป๋ของท่าน...”
“ยิ่งฟังดูไม่เข้าท่า มีสัมพันธ์กันเพียงครั้งเดียว ข้าก็เมา ท่านก็เมาพิษปีศาจ จะเป็นสามีภรรยาไปได้อย่างไร?”
ไป๋เหม่ยหลานมาจุติบนโลกมนุษย์แม้เพียงสิบแปดปี เทียบเท่าระยะเวลาร่วมเก้าพันปีในเทวโลก นางหรือจะรู้ร้อนรู้หนาว นางลืมเลือนเรื่องราวระหว่างนางและท่านอาจารย์ไปเสียหมด ถึงระลึกขึ้นมาได้โดยบังเอิญและในความฝันมากมายของนาง ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่านางจะลืมมันให้ได้อีกครั้ง
“การรับโทษทัณฑ์เพราะผิดประเวณีบนเทวโลก นับว่าถูกต้องสมควร ผู้บำเพ็ญตนล้วนมิใช่มนุษย์ เมื่อมีสัมพันธ์ลึกซึ้งแล้วจึงต้องแต่งงาน”
“ไป๋เหม่ยหลาน อันที่จริงเจ้าจะโกรธแค้นพวกเขาบ้างก็ได้ ในเมื่อเจ้าไม่ได้กระทำผิด”
“ไยต้องโกรธเคืองกัน ข้าตัดสินใจไปแล้ว สิ่งที่ข้าต้องทำ เพียงเดินไปข้างหน้า” ใบหน้าสดสวยแลดูผ่อนคลาย นางปิดตาลงนอน นางคงไม่ใส่ใจไยดีผู้ใดหรอกนอกเสียจากชาวนาชาวไร่
“เรื่องก็ผ่านมาเนิ่นนาน ข้าไม่อยากจดจำ”
แล้วนางก็ห้อยหยกไว้เหนือผ้ารัดเอวไว้กับชุดฮั่นฝูสีคราม สะบัดมือร่ายเวทให้มันกลายเป็นหยกธรรมดา
--------------------------------
‘เป็นรางวัลความขยันมุมานะของเจ้า ศิษย์ไป๋...’
‘เก่งมาก เจ้าไป่ไป๋’
ทั้งน้ำเสียงทุ้มละมุนหู แววตาเปี่ยมไปด้วยเมตตาของท่านอาจารย์ยังคงอยู่ในห้วงคะนึงของไป๋เหม่ยหลาน นางเฝ้าโหยหาอาลัยนับตั้งแต่จำความได้ตอนอายุสักห้าขวบ ความทรงจำมากมายหลั่งไหลเข้ามาราวสายน้ำที่มิอาจหวนคืน นางจดจำทุกสิ่งได้ทีละเล็กละน้อยจนเติบใหญ่
นัยน์ตาคู่สวยเอ่อคลอจ้องมองหยกสลักลายบุปผา เปล่งประกายแสงระยิบระยับ ปรากฏชื่อ 白 อันหมายถึงสีขาว ความบริสุทธิ์ 慧 หมายถึงฉลาดปราดเปรื่อง นางเคยได้รับสมญานามจากการฝึกฝนเวทวิชาหลายแขนง ท่านอาจารย์เชยชมนางว่าฉลาดหัวไว เก่งฉกาจกว่าศิษย์คนไหน
ถึงบางวันนางอาจทำตัวเปล่าประโยชน์ หากนางเหน็ดเหนื่อยกับการฝึกฝนปานร่างจะแตกเป็นเสี่ยง นางมักนอนนิ่ง ๆ บนฟูกนอนในห้องพัก อาจารย์ยินเฟิงมาปลุกเรียกไปไป๋ ลุกขึ้นมาฝึกวิชาของเจ้าซะ อย่าเป็นเซียนที่เกียจคร้านไม่สู้งาน ไม่อดทนบากบั่นต่ออุปสรรค ความเกียจคร้าน
‘ท่านอาจารย์... ขอให้ข้าพักสักหน่อย’
‘ไม่ เจ้าลุกขึ้นมา’
‘ข้าเหนื่อยนะ เกิดข้าดับสลายไปเพราะลมปราณแตกซ่าน ธาตุไฟเข้าแทรก ท่านจะอยู่กับใคร’
‘ไป๋เหม่ยหลาน!’
แล้วนางก็ถูกโยนออกจากฟูกนอน เมื่อสำนักเซียวเหยาไม่ต้อนรับเซียนผู้เกียจคร้าน ไหนจะร่างทิพย์ในเมืองเทพล้วนอิ่มสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องหลับนอนก็มีชีวิตอยู่ได้ การกินอาหารหรือหลับใหลในบางครั้งเป็นเพราะร่างทิพย์อ่อนพลังลงเท่านั้น ซึ่งนางแทบไม่ได้ทำเรื่องเหน็ดเหนื่อย ท่านอาจารย์ยินเฟิงให้นางฝึกฝนเฉพาะวิชาที่เหมาะสมกับพลังกายของนาง
ดวงตาสีนิลสนิทเหม่อมองกระจกบานสูงใหญ่ ภายใต้รูปลักษณ์อันงดงาม นางมิใช่เซียนอีกต่อไป นางไม่มีร่างทิพย์ รังแต่จะโรยราไปตามวัย
ห้องนอนกว้างขวางในเรือนไม้ซึ่งนางอาศัยกับบิดาตามลำพัง ยามนี้ไม่มีใคร สาวใช้ออกไปเสียหมด หลังจากที่เข้ามาช่วยเหลือนางเกล้าผมดำขลับยาวพ้นสะโพก หวีผมให้นาง ประดับใบหน้าขาวผ่องและปิ่นหยกงดงาม หยิบชุดฮั่นฝูสีสันสดใสราวสีของดอกบ๊วย นางห้อยหยกไว้ใต้ผ้าคาดอก ปัดมือเบา ๆ ให้มันกลายเป็นหยกสลักลายดอกโบตั๋นธรรมดา
เศษหินจากดวงดาราทำให้ตราเทพนี้พิเศษกว่าเซียนอื่นในสำนักเซียวเหยา ไป๋เหม่ยหลานได้รับความเอ็นดูจากอาจารย์ยินเฟิง ผู้สอนวิชาเวทให้นางกว่าหมื่นปี อยู่มาวันหนึ่งนางก็ได้รับตราเทพจากท่านผู้ยิ่งใหญ่ อาจารย์ยินเฟิงถือโอกาสทำให้มันเป็นเครื่องรางวิเศษ เพื่อจะได้รู้ว่าเป็นตราหยกของนาง
‘ไป่ไป๋...’
นางได้ยินเสียงท่านอาจารย์อีกแล้ว...
