ตอนที่ 3 ต้องดีต่อสตรีของเจ้าให้มาก
หลินอวี้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจนัก น้อยใจจนสวรรค์ถล่มดินทลาย เขาไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อนจนอยากจะหลั่งน้ำตาออกมาเสียให้รู้แล้วรู้รอด
"ต้องดีต่อสตรีของเจ้าให้มาก"
ในวันที่ได้รับสมรสพระราชทาน ท่านอา (กุ้ยเฟย) เรียกเขาเข้าวังเพื่อกำชับประโยคนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลินอวี้จำมันไวมั่นจำจนขึ้นใจ
ความจริงต่อให้ท่านอาไม่กล่าวเขาก็ตั้งใจจะทำเช่นนั้นอยู่แล้ว
เรื่องเล่าเรียนหรือฝึกยุทธ์เขาอาจทำเป็นเล่นได้ แต่เรื่องฮูหยินนั้นต้องจริงจังเพราะเขาไม่อาจก้าวพลาดซ้ำรอยเดียวกับบิดาได้
เมื่อสิบปีก่อน หย่งอันโหวรับราชโองการนำทัพไปสนับสนุนชายแดน ทว่าหลังจากออกเดินทางได้ไม่นาน "ฮูหยินสกุลไป๋" ผู้เป็นมารดาก็พลันล้มฟุบลงบางทีนางอาจรู้ตัวว่าวาระสุดท้ายมาถึงแล้ว เมื่อฟื้นขึ้นมาจึงคว้ามือสาวใช้พลางเรียกชื่อหย่งอันโหวไม่ขาดปาก
หลินอวี้ในวัยเจ็ดขวบนั่งอยู่ข้างเตียงมารดามือหนึ่งเช็ดน้ำตา อีกมือคอยชะเง้อมองออกไปนอกประตู
เขาเฝ้ารอให้บิดากลับมา เขารู้ว่าท่านแม่เองก็รออยู่เช่นกัน แต่จนแล้วจนรอด... ก็ไม่พบ
หลินอวี้เคยโกรธแค้นบิดา เพราะตอนที่บ่าวรับใช้รีบไปแจ้งข่าวนั้น หย่งอันโหวเพิ่งจะพ้นประตูเมืองไปได้ไม่ไกล เขาแทบจะหันหัวม้ากลับจวนได้ทันที ทว่าเขากลับเด็ดขาดถึงเพียงนั้นถึงขั้นถีบบ่าวที่มาส่งข่าวจนล้มคว่ำ
"ไสหัวไปเชิญหมอหลวง! ขัดขวางการเคลื่อนทัพเจ้าไม่รักชีวิตแล้วหรืออย่างไร?"
บ่าวผู้นั้นถึงกับปัสสาวะราดกางเกงตรงนั้นเอง
หลินอวี้ไม่รู้ว่าหย่งอันโหวเคยเสียใจภายหลังหรือไม่ รู้เพียงว่าครึ่งปีหลังจากนั้นเมื่อเขากลับมาดูแลกรมกลาโหม เหล่าขุนนางและผู้มีอำนาจต่างตบเท้ามาแสดงความยินดีไม่ขาดสาย
บนใบหน้าของหย่งอันโหวประดับด้วยรอยยิ้มอยู่เสมอ และหลังจากนั้นอีกครึ่งปี "สกุลกัว" ก็ตบแต่งเข้าจวนมาเป็นภรรยาใหม่
หย่งอันโหวและนางต่างให้เกียรติซึ่งกันและกันกัวซื่อ (ฮูหยินสกุลกัว) ผู้นี้ก็จัดการดูแลเรื่องหลังบ้านของจวนโหวได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
คราแรกที่หลินอวี้รู้ว่ากัวซื่อจะแต่งเข้ามา เขาโกรธแค้นเป็นที่สุด ทว่าพอได้พบหน้า นางกลับทำให้เขาเกลียดไม่ลง
อาจเป็นเพราะดวงตาคู่นั้นของนางช่างละม้ายคล้ายมารดาสกุลไป๋ยิ่งนัก และทุกปีในวันครบรอบวันตายของมารดา นางจะพาหลินอวี้ไปเซ่นไหว้ด้วยตนเอง
"อวี้เอ๋อร์ ข้าไม่เคยคิดจะมาแทนที่แม่ของเจ้า ข้าเพียงมาดูแลเจ้าแทนท่านแม่ของเจ้าเท่านั้น"
คำพูดนี้ของกัวซื่อทำให้หลินอวี้วางทิฐิที่มีต่อนางลงโดยสิ้นเชิง
หลังจากกัวซื่อให้กำเนิดบุตรสาวติดกันสองคน ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลกัวได้ส่งยาบำรุงเพื่อให้คลอดบุตรชายมาให้ แต่นางกลับสั่งให้คนโยนทิ้งไปเสียหมด
"ไปบอกท่านแม่เถิดว่าข้ามีทั้งบุตรชายและบุตรสาวครบถ้วนแล้ว จะเกิดอะไรมากมายอีกไม่ใช่แม่สุกรเสียหน่อย"
ในตอนที่นางสั่งให้คนไปแจ้งความนั้น หลินอวี้ที่ยืนอยู่หน้าประตูพลันเอ่ยเรียกนางว่า "ท่านแม่" เป็นครั้งแรกในรอบห้าปีกัวซื่อดีใจจนบอกไม่ถูกถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความตื้นตัน
หลินอวี้ไม่เคยเกลียดกัวซื่อจากใจจริง และเขาก็ยอมรับนางได้ เพราะเขารู้ว่านางเองก็น่าสงสารและมีความจำเป็น คนที่เขาควรเกลียดจริงๆ คือหย่งอันโหวต่างหาก
ความแค้นนี้เขาไม่เคยบอกใคร แต่แสดงออกผ่านการกระทำเสมอมา
หย่งอันโหวสั่งให้ไปซ้ายเขาจะไปขวา ต่อให้ทางขวาจะเป็นหลุมพรางที่ตกลงไปแล้วเจ็บตัวเขาก็จะไป
ในเมื่อท่านให้ความสำคัญกับชื่อเสียงและหน้าที่การงานนักใช่หรือไม่?
ดี! เช่นนั้นหลินอวี้ผู้นี้จะขอเป็นคนไม่เอาถ่าน ทั้งบุ๋นและบู๊ให้ท่านต้องอับอายขายหน้าไปทั่วทั้งซ่างจิง
หย่งอันโหวทั้งตบทั้งด่า แต่หลินอวี้กลับทำตัวเป็น "สุกรตายไม่กลัวน้ำร้อน" สุดท้ายหย่งอันโหวก็ไร้หนทาง ทำได้เพียงปล่อยเลยตามเลยตราบใดที่ไม่ก่อเรื่องใหญ่โตจนคอขาดบาดตายอย่างไรเสียก็นี่บุตรชายเพียงคนเดียวของสกุลหลิน
แต่ที่หย่งอันโหวกังวลที่สุดคือเรื่องคู่ครองคนในซ่างจิงต่างรู้ดีว่าบุตรชายของเขาเป็นพวกเสเพล ใครจะกล้าผลักลูกสาวลงหลุมกันเล่า
ทว่าพวกเขาคิดผิดหลินอวี้ไม่ได้ตั้งใจจะให้ฮูหยินของตนต้องลำบาก แต่ในเมื่อฮูหยินไม่ลำบาก... คนที่ลำบากก็คือเขาเอง!
หน้าประตูห้องหลักของเรือนชิงเหอ หลินอวี้นั่งแหมะลงกับพื้น ความอัดอั้นตลอดทั้งคืนระเบิดออกมาในวินาทีนี้ เขาพรางบีบนวดข้อเท้าด้วยความเจ็บปวด พลางตะโกนใส่ห้องหอ
"เฉินเจียวหยาง! หากเจ้าไม่เปิดประตู ข้า... ข้าจะนั่งอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนทั้งนั้น!"
เว่ยจื่อรีบกุลีกุจอเข้าไปพยุง "โธ่... ซื่อจื่อของข้า ท่านเบาเสียงหน่อยเถิดขอรับ หากใครมาเห็นเข้า พรุ่งนี้เล่าลือออกไปจะทำอย่างไร!"
หลินอวี้สะบัดมือทิ้ง "ข้าไม่ลุก! ข้าจะให้ทุกคนรู้ว่าท่านหญิงเจียวหยางผู้ยิ่งใหญ่ ปฏิบัติต่อสามีตนเองในคืนเข้าหออย่างไร!"
ใช่แล้ว! ตราบใดที่ข้าไม่เขินอาย คนที่อายก็คือคนอื่น!
หลินอวี้นั่งขัดสมาธิปักหลักอยู่ตรงนั้นจริงๆ
เว่ยจื่อกุมขมับ ที่แท้ซื่อจื่อของเขาก็ฝืนเก๊กท่ามาได้เพียงไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น สุดท้ายก็กลับมาเป็นคนเดิมนิสัยเดิมๆ ไม่เปลี่ยน
แต่จะปล่อยไว้ก็ไม่ได้ นี่เป็นสมรสพระราชทาน คนข้างในก็เป็นถึงท่านหญิงไม่เห็นแก่หน้าเจ้าของก็ต้องเห็นแก่หน้าพระพุทธรูป (หมายถึงเกรงใจเบื้องบน)
เว่ยจื่อไร้หนทาง เขาไล่บ่าวไพร่ทั้งในและนอกสวนออกไปจนเกลี้ยง พอหันกลับมาหลินอวี้ยังคงนั่งแหมะอยู่บนพื้น ปากก็ยังพร่ำบ่นไม่หยุด ส่วนแสงไฟข้างในก็ดับลงไปตอนไหนไม่รู้
เว่ยจื่อเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง "ซื่อจื่อขอรับ พื้นมันเย็นนะขอรับ เราจะโกรธก็โกรธไปเถิดแต่อย่าทำร้ายร่างกายตนเองเลย หากท่านเป็นหวัดขึ้นมาจะทำอย่างไร?"
จะว่าไป นั่งบนพื้นตอนกลางดึกนี่มันหนาวก้นจริงๆ เขาพลันนึกถึงพ่อบ้านคนก่อนที่เป็นหวัดแล้วจู่ๆ ก็จากโลกนี้ไป
"เร็วเข้า พยุงข้าลุกขึ้น!" หลินอวี้ยื่นมือให้เว่ยจื่อทันที ไม่ใช่ว่าเขาเกรงกลัวเฉินเจียวหยางหรอกนะ แต่หากร่างกายเขาเป็นอะไรไป ใครจะอยู่ยั่วโมโหบิดา และใครจะอยู่เสวยสุขกับเงินทองกองเท่าภูเขาแทนมารดาเล่า?
"เฉินเจียวหยาง เจ้าคิดว่าถ้าไม่เปิดประตูแล้วข้าจะไม่มีปัญญาทำอะไรหรือ?" หลินอวี้ส่งสายตาให้เว่ยจื่อ
เว่ยจื่อชี้หน้าตัวเองด้วยความลำบากใจ "ข้าหรือขอรับ?"
หลินอวี้ถลึงตาใส่ "ไร้สาระ! หรือจะให้ข้าไปพังประตูเอง?"
เว่ยจื่อเดินงึกๆ งักๆ ไปที่หน้าประตูยกขาขึ้นแล้วก็วางลง เงื้อมือขึ้นแล้วก็ลดลงวนเวียนอยู่เช่นนั้นจนก้อนหินเล็กๆ ก้อนหนึ่งถูกปาใส่ท้ายทอย
เอาวะ เป็นไงเป็นกัน!
เว่ยจื่อยกมือขึ้นค้างไว้กลางอากาศครู่ใหญ่สุดท้ายก็เคาะลงไปเบาๆ
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก"
"พระชายา (ซื่อจื่อเฟย) ขอรับวันนี้ที่ซื่อจื่อมาช้าถือเป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ ท่านกลัวว่ากลิ่นเหล้าจะระคายเคืองท่าน จึงได้ไปอาบน้ำผลัดผ้าที่เรือนจื่อเถิงก่อน เรือนนั้นอยู่ไกลจากที่นี่นัก เพราะเดิมทีเป็นเรือนเก่าของซื่อจื่อ
ท่านโหวรู้ว่าท่านหญิงจะมาจึงได้สั่งให้รวมเรือนทางทิศตะวันตกสองหลังเข้าด้วยกันเพื่อเป็นเรือนหอของท่านโดยเฉพาะ..."
....
