บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 คู่แข่ง

รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าร่างของตนล้มลงใส่ร่างแกร่งของชายหนุ่ม

‘ไม่เจ็บอย่างที่คิดไว้แฮะ’ หลินซู่เฟยค่อยๆ ลืมตาเงยหน้ามองว่าตัวเองนั้นใช่อยู่ในอ้อมแขนของซ่งถาวอันหรือไม่ เมื่อเห็นก็อึ้งไป

“ทะ ท่านพี่”

“ใช่สิ ข้าเอง” หลินเซียวบอก “เจ้าลุกออกจากข้าก่อน”

สตรีรีบลุกขึ้นโดยไว “เอ๊ะ เมื่อกี้ข้าก็นึกว่าต้องชนซ่งถาวอันแน่ๆ”

“ไม่หรอก ข้าเป็นคนรับไว้เอง” หลินเซียวบอก

ตอนที่เขาเห็นน้องสาวของตนจะตกลงมา เขาก็ผลักซ่งถาวอันไปให้พ้นทางแล้วเอาตัวเข้ารับหลินซู่เฟยแทน

เขาก็ไม่แน่ใจว่า จังหวะนั้นเขาเป็นห่วงหรือว่าหวงน้องสาวตนเองกันแน่

ทั้งที่ควรจะเปิดโอกาสให้น้องสาวสมหวังกับสหายของตน แต่เขาก็รู้สึกว่ามันง่ายไป และยังเร็วไปอีกด้วย

“ขอบคุณเจ้าค่ะ” หลินซู่เฟยลุกขึ้น มือน้อยปัดเศษดินที่เลอะตามตัว

“อ่อ ของแบบนี้ ข้าก็ทำไว้ให้ท่านพี่กับซ่งถาวอันด้วยนะเจ้าคะ อยู่ทางนั้น”

นางลุกขึ้นไปหยิบสเก็ตบอร์ดของตนมาตั้งใหม่

“ทำไมเรียกว่าซ่งถาวอัน ไม่เรียกท่านพี่ซ่งหรือท่านพี่ถาวอันเหมือนเดิมล่ะเจ้าคะ” ซ่งหม่าเมิ่งถามด้วยความสงสัย

‘ก็ฉันอายุยี่สิบสามตอนตายแล้วมาเข้าร่างนี้ หลินเซียว ซ่งถาวอันก็ยี่สิบสามเหมือนกัน หลินเซียวมีศักดิ์เป็นพี่ก็ต้องเรียกพี่ แต่คนอื่นจะเรียกว่าพี่ทำไม’

หลินซู่เฟยตอบในใจ ส่วนตัวเองนั้นก็ได้แต่ยิ้มหวาน

“ข้าเพิ่งฟื้น เลยจำไม่ได้ว่าเมื่อก่อนเรียกว่าอย่างไร ต่อไปเรียกท่านพี่ก็ได้”

‘ท่านพี่ที่ไม่ได้หมายถึงพี่ชายนะ’

สายตาของนางมองไปที่ซ่งถาวอัน เขากำลังสำรวจของเล่นแต่ละชิ้นที่นางนำมาให้

“ของพวกนี้คืออะไร ใช้อย่างไร” เขาชี้นิ้วพลางเอ่ยถาม

ไม่ต้องรอให้หลินซู่เฟยตอบ ซ่งอวิ่นเอินก็รีบอธิบายให้เขาฟังและทำการสาธิตให้ดูอย่างตั้งใจ

เขาหันหน้ามาทางหญิงสาว “เฟยเอ๋อร์ เจ้าทำของพวกนี้เองเลยหรือ”

“ข้าจะทำได้อย่างไรเจ้าคะ ข้าเพียงวาดแล้วให้ช่างไม้ทำ”

หลินซู่เฟยไม่กล้ามองหน้าเขาตรงๆ กลัวว่าตัวเองจะหวั่นไหวแล้วทำอะไรไม่เหมาะสม

ซ่งถาวอันลองหยิบโยโย่ขึ้นมาเล่นตามที่ซ่งอวิ่นเอินทำ ให้ดู เขาเล่นได้อย่างคล่องแคล่วตั้งแต่ครั้งแรก

“ทำดีๆ ก็นำมาป้องกันตัวได้นะ” ซ่งถาวอันเก็บโยโย่ใส่แขนเสื้อของตัวเอง จากนั้นก็ลองเล่นสเก็ตบอร์ด

ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ เขาก็สามารถทรงตัวบนสเก็ตบอร์ดและบังคับทิศทางความเร็วได้ดั่งใจนึก

“สุดยอด”

หลินซู่เฟยตบมือและยกนิ้วให้เขาอย่างชื่นชม

ซ่งถาวอันเห็นรอยยิ้มสดใสบนใบหน้านั้นของนาง เขามองเห็นผิวที่เนียนละเอียด นัยน์ตากลมโตสวยหวาน ริมฝีปากอวบอิ่มที่ถูกแต่งแต้มสีชมพูระเรื่อ จมูกที่สูงโค้งรับกับใบหน้าอย่างพอดี ที่สำคัญการที่นางทำหน้าตื่นเต้นและชมเขา มันช่างน่าดูยิ่งนัก

“ขอบใจเจ้ามาก” เขาตอบเพียงเท่านี้ ไม่รู้จะเอ่ยอะไรอีกดี

“ท่านพี่ถาวอัน”

เสียงหวานของสตรีอีกนางที่เพิ่งมาถึงจวนกล่าวเรียกเขา ก่อนที่จะทักทายคนอื่นๆ

นางมองสเก็ตบอร์ดที่วางบนพื้น แล้วถามด้วยความสงสัย

“นั่นอะไรหรือเจ้าคะ ท่านพี่ถาวอันสอนข้าได้หรือไม่”

สตรีเดินไปใกล้ซ่งถาวอันจนเขาต้องประคองนางให้ขึ้นไปยืนบนสเก็ตบอร์ดนั้น

หลินซู่เฟยขมวดคิ้ว เม้มปาก ก่อนปรับสีหน้าเป็นปกติอย่างรวดเร็ว นางมองซ่งถาวอันสอนสตรีผู้นั้นให้เล่นสเก็ตบอร์ด สตรีคนนั้นจับแขนของเขาแน่นไม่ยอมปล่อย

“นั่นใครหรือเจ้าคะ” หลินซู่เฟยปรับน้ำเสียงแล้วกระซิบถามหลินเซียว

“แม่นางหั่ว หั่วหรานหราน บุตรสาวท่านแม่ทัพแดนใต้น่ะ”

หลินเซียวน้ำเสียงราบเรียบไม่ยินดียินร้าย เขาหันประเมินอารมณ์ของน้องสาวตนเอง

“แล้วนางรู้จักข้าหรือไม่”

หลินซู่เฟยถามเพื่อประเมินว่าตนเองต้องเอ่ยทักทายหรือไม่

แต่พอเห็นอีกฝ่ายไม่ทักตน และหลินเซียวบอกว่าไม่แน่ใจว่ารู้จักหรือไม่ นางก็ตัดสินใจกลับจวน

หลินซู่เฟยเดินไปหาซ่งหม่าเมิ่งและซ่งอวิ่นเอิน นางส่งยิ้มให้กับคนทั้งสอง

“ข้าก็มานานพอสมควรแล้ว ทั้งพวกเจ้าก็มีแขกมาเพิ่ม ข้ากลับก่อนแล้วกันนะ”

ซ่งหม่าเมิ่งจับแขนหญิงสาว “แล้วท่านพี่ซู่เฟยจะมาอีกเมื่อไหร่เจ้าคะ”

หลินซู่เฟยส่งยิ้มน้อยๆ ตอบ “หากข้าว่างจะมาเล่นกับพวกเจ้าอีก”

นางตอบซ่งหม่าเมิ่ง แล้วหันกายไปจับไหล่และลูบศีรษะของซ่งอวิ่นเอินอย่างเอ็นดู

“บ๊ายบาย” หลินซู่เฟยโบกมือก่อนที่จะเดินออกจากจวนพร้อมกับบรรดาบ่าวรับใช้

คุณหนูกับคุณชายเล็กตระกูลซ่งมองด้วยความสงสัย “บ๊ายบายหมายถึงอะไรหรือ”

หลินซู่เฟยหันมาหัวเราะ “บ๊ายบายหมายถึงลาก่อน” หญิงสาวโบกมือให้พวกเขาทั้งสองคนอีกรอบ แต่ไม่หันมองซ่งถาวอันเลยแม้เพียงนิดเดียว

มีเพียงหลินเซียวที่ส่งเสียงบอกสหายของตน “ข้าก็กลับด้วยล่ะ”

ขณะที่ซ่งถาวอันหันมาบอกลาหลินเซียว หั่วหรานหรานก็เสียหลัก ร่างบางล้มตัวใส่ในอ้อมแขนของเขา

“อุ้ย ขอโทษเจ้าค่ะท่านพี่” สตรีทำท่าทางเขินอาย

“อุ้ยหามารดาหรือ” หลินซู่เฟยเหลือบตามอง บ่นเบาๆ ก่อนเดินออกไป

ยังไม่ทันที่หลินเซียวจะให้หลินซู่เฟยบอกลาสหายของตน หญิงสาวก็เดินออกไปแล้ว ซ่งถาวอันได้แต่มองตามอย่างฉงน หลินซู่เฟยตั้งแต่ฟื้นจากการสลบนี่แปลกยิ่งนัก ดูนางไม่อยากเห็นหน้าเขาเท่าไหร่ อย่างน้อยเมื่อก่อนนางต้องเอ่ยทักตอนมาและบอกลาตอนกลับ

เห็นสตรีน้อยไม่สนใจบอกลาเขา แต่กลับส่งยิ้มบอกลาให้บรรดาสาวใช้ในจวนด้วยความสดใส ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองสำคัญน้อยกว่าคนพวกนั้น

“ท่านพี่ถาวอันเป็นอะไรหรือเจ้าคะ” หั่วหรานหรานดึงแขนเสื้อของเขา เอียงคอถามด้วยสีหน้างุนงง

ใบหน้าเนียนขาวถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นดี ขับให้หญิงสาวมีเสน่ห์มากขึ้น เพียงแต่บุรุษตรงหน้าก็หาได้สนใจไม่

“เปล่า ข้ากำลังคิดว่าของเหล่านี้ควรฝึกจนชำนาญจะนำมาใช้ประโยชน์อย่างอื่นนอกจากนำมาเล่นได้”

สตรีน้อยหัวเราะ “ท่านพี่ถาวอันอย่าจริงจังนักเลยเจ้าค่ะ คิ้วขมวดหมดแล้ว” นางยื่นมือหวังจะจับคิ้วของเขา แต่ชายหนุ่มกลับเอนกายหนี

“หรานหราน ระวังกิริยาด้วย” ซ่งถาวอันเตือนนาง

“ขอโทษเจ้าค่ะ” หั่วหรานหรานหน้าหงอยทันทีที่โดนดุ

หากหลินซู่เฟยมาเห็นคงเอ่ยถามว่า

‘เจ้าเป็นสุนัขหรืออย่างไร ทำไมทำหน้าเหมือนสุนัขหงอยเช่นนี้’

........

“เฟยเอ๋อร์ ทำไมเจ้ารีบกลับล่ะ แล้วทำไมไม่ชวนอาอันคุยด้วย เดี๋ยวก็ถูกหั่วหรานหรานชิงตัวไปหรอก”

หลินเซียวถามน้องสาวบ้านตน นางบอกว่าสนใจสหายผู้นี้ แต่ยังดูท่าทีของนางไม่ออกเลยสักนิด

“ท่านพี่ เวลาสตรีมาเกี้ยวท่าน มาชวนคุย หยอกล้อ ยัดเยียดนั่นนี่ให้ ท่านพี่ชอบหรือไม่เจ้าคะ”

หลินเซียวได้ยินก็ตอบโดยไม่ต้องคิด “ไม่ชอบ”

“นั่นแหละเจ้าค่ะ ท่านพี่ไม่ชอบ ซ่งถาวอันก็คงไม่ชอบเหมือนกัน เช่นข้า หากถูกบุรุษจีบเช่นนี้ข้าก็ไม่ชอบ”

หลินซู่เฟยพูดไป นิ้วมือเรียวก็ม้วนผมตัวเองเล่นไป

หลินเซียวมองน้องสาวตัวเอง เห็นท่าทางที่นางพูดพร้อมกับเล่นผมก็พลันหวั่นไหว

“นี่เฟยเอ๋อร์ ท่าทางสตรีแบบนี้เจ้าไปเรียนมาจากไหน คราวหลังอย่าทำอีก”

“เรียนอะไรหรือเจ้าคะ” หลินซู่เฟยยังไม่เข้าใจที่เขาสั่ง ดูดีๆ ก็พูดขึ้นมาโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

“ก็น้องสาวข้ามีเสน่ห์เหมือนที่สตรีควรมีแล้วน่ะสิ อย่าไปทำให้ใครเห็น เดี๋ยวที่จวนก็มีแต่ผู้ชายมาทุกวัน”

หลินเซียวเริ่มหัวเสีย เพียงแค่คิดว่าต้องรับมืออย่างไรในอนาคตก็หงุดหงิดขึ้นมาทันที

หลินซู่เฟยมองท่าทางเขาแล้วก็หัวเราะ “ท่านพี่ต้องหาสตรีบ้างแล้ว ไม่เช่นนั้นท่านต้องคอยมาหวงน้องสาวอย่างข้าจนไม่มีเวลาหาคู่นะเจ้าคะ”

นางต้องวางแผนรับมือ ต่อไปนอกจากพี่ชายแล้ว ยังมีบิดาอีกคนที่คงหวงตนเองจนออกนอกหน้า เพราะเดิมพวกเขาก็วางนางราวกับเป็นไข่มุกล้ำค่า เป็นไข่ในหิน ไม่อยากให้ออกเรือนตั้งแต่แรก ตอนที่หลินซู่เฟยคนเก่าสวมแต่ชุดสีขาว แต่งหน้าขาววอก เลยไม่เคยมีใครท้วงติง กลับปล่อยเลยตามเลย

“เจ้าจะห่วงข้าทำไม หากเจ้าไม่แต่ง ข้าก็อยู่เป็นโสดเลี้ยงดูเจ้าได้” หลินเซียวบอกอย่างใจเย็น

“ไม่ต้องเลยๆ ข้าแต่งแน่นอน” หลินซู่เฟยรีบบอกโดยเร็ว ซ่งถาวอันต้องเป็นสามีของนางให้ได้

“อืม พรุ่งนี้ท่านพี่ไปหาซ่งถาวอันไหมเจ้าคะ”

ได้ยินเสียงกระตือรือร้นของน้องสาว หลินเซียวก็เบ้ปากอย่างอดไม่ได้

“ไปสิ ถึงไม่ได้อยู่ค่ายทหาร แต่พวกข้าก็ยังต้องคุยงานกัน”

“พรุ่งนี้ที่ไหนเจ้าคะ”

“ที่จวนเรานี่แหละ ไปกินข้าวจวนแม่ทัพทุกวันเดี๋ยวโดนบ่น”

หลินเซียวเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หยิบพัดมาโบกให้คลายร้อน

“เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าทำอาหารให้ท่านพี่เองเจ้าค่ะ” หลินซู่เฟยยิ้มหวาน ในใจคิดอยากทำอาหารในยุคสมัยปัจจุบันให้บรรดาชายหนุ่มได้ลองชิม

หลินเซียวเหลาตามองสตรี เลิกคิ้วประหลาดใจ “เฟยเอ๋อร์ เจ้าทำอาหารเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่”

หลินซู่เฟยแกล้งทำสะดุ้งตกใจ แล้วตอบเสียงหวาน

“อ้าว เมื่อก่อนข้าทำไม่เป็นหรือเจ้าคะ แต่อาหารที่พ่อครัวของจวนทำ ข้าเองก็ทำไม่เป็นเหมือนกัน พรุ่งนี้กะว่าจะลองทำตามความเข้าใจดู รับรองว่าน่าจะกินได้ท้องไม่เสีย”

นางรีบออกตัว เพราะถ้าทำอาหารที่ไม่เหมือนยุคนี้ แล้วแถว่าทำไม่เป็น เพิ่งลองหัดทำ ก็คงไม่มีผู้ใดสงสัย

คิดจบหญิงสาวลุกขึ้นจากเก้าอี้วิ่งออกจากห้อง

“เฟยเอ๋อร์ ใจเย็นๆ เจ้าจะไปไหน” หลินเซียวตกใจกับความรวดเร็วของนาง

“ไปคิดรายการอาหารที่จะทำพรุ่งนี้เจ้าค่ะ ขาดเหลือจะได้ไปตลาด”

ชายหนุ่มที่นั่งโบกพัดอยู่ส่ายศีรษะท่าทางเอือมระอา น้องสาวเขาตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาก็เปลี่ยนไปเหมือนเป็นคนละคน ดีที่ดูมีชีวิตชีวามากกว่าเดิม เขาจึงไม่ต้องกังวลใจมากนัก

แต่อาหารมื้อพรุ่งนี้ ก็แอบกังวลใจอยู่ไม่น้อย สงสัยต้องพกยาแก้ถ่ายท้องไว้กับตัว จะได้อุ่นใจยิ่งขึ้น

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel