ตอนที่ 5 แย่งชิงวาสนาของนาง
“จะว่าไป เรื่องนี้ดูเหมือนข้าจะเป็นฝ่ายได้เปรียบเสียมากกว่า” ฟู่เฉิงเยี่ยนเก็บซ่อนประกายเย็นเยียบในดวงตา เขาประคองถ้วยชาขึ้นมาเป่าเบาๆ พลางเอ่ยกลั้วยิ้ม “หรือว่าแม่นางเสิ่นจะพึงใจในตัวข้าเข้าจริงๆ?”
เสิ่นหรูเนี่ยนพยักหน้ายอมรับตามน้ำทันที “ใช่เจ้าค่ะ”
ด้วยสถานการณ์ของนางในยามนี้ เมื่อถอนหมั้นกับมู่อวี้หงแล้ว หลิวซูอี๋ย่อมต้องยุยงให้เสิ่นสือซวี้หาคู่ครองใหม่ให้นางเป็นแน่ แทนที่จะต้องแต่งงานกับบุรุษที่คนพวกนั้นควบคุมได้ มิสู้หาคนมาร่วมมือด้วยตนเองเสียยังดีกว่า
และฟู่เฉิงเยี่ยนผู้กุมอำนาจล้นฟ้าผู้นี้ ย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของนางในเพลานี้
“ข้าอยากให้ท่านแต่งงานกับข้า”
ท่าทีที่ไม่อ้อมค้อมของนาง ทำเอาฟู่เฉิงเยี่ยนถึงกับสะดุ้งเพราะถูกน้ำชาลวกมือ เขาอึ้งไปครู่หนึ่ง แววตาที่มองเสิ่นหรูเนี่ยนเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย ทว่าเพียงครู่เดียวความไม่เข้าใจนั้นก็จางหายไปในดวงตาอันลึกล้ำของเขา
ดูท่าเขาคงต้องส่งคนไปสืบเรื่องของบุตรีสายตรงจวนเสนาบดีผู้นี้ให้ละเอียดเสียแล้ว
เขาขมวดคิ้วเอ่ย “แม่นางเสิ่น เจ้าออกจะเสียมารยาทไปหน่อยกระมัง”
การถูกปฏิเสธเป็นเรื่องที่เสิ่นหรูเนี่ยนคาดการณ์ไว้แล้ว นางไม่ย่อท้อ ตรงข้ามกลับยืดหลังตรงแล้ววิเคราะห์อย่างจริงจัง “แม้ข้าจะมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ ทว่าชื่อเสียงของคุณชายฟู่เองก็ใช่ว่าจะดีนัก หากเราสองคนแต่งงานกัน ท่านกั๋วกงก็ไม่ได้ขาดทุนอะไรนี่เจ้าคะ”
ฟู่เฉิงเยี่ยนไม่ตอบคำ เขาเพียงจ้องมองคุณหนูจวนเสนาบดีที่ถูกบรรดาลูกหลานขุนนางในเมืองหลวงรังเกียจผู้นี้
นางช่างน่าสนใจจริงๆ
“ข้อเสนอนี้น่าสนใจมาก ทว่าข้าคงมิอาจตอบตกลงได้”
“เพราะเหตุใด?” เสิ่นหรูเนี่ยนซักไซ้
เมื่อเห็นท่าทางที่ดึงดันจะแต่งกับเขาให้ได้ แววตาของฟู่เฉิงเยี่ยนก็กลับมามืดครึ้มอีกครั้ง
นางช่างกล้าเสี่ยงเสียจริง
วันนี้เขาได้ส่งคนไปยังตรอกหย่งหลิ่วตามคำแนะนำของเสิ่นหรูเนี่ยน และพบเบาะแสบางอย่างจริงๆ
ทว่าสิ่งที่ประจวบเหมาะก็คือ คนอีกกลุ่มที่เขาเคยส่งออกไปก่อนหน้านี้ เพิ่งจะส่งข่าวกลับมาเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน ซึ่งเนื้อหาในจดหมายลับนั้นตรงกับสิ่งที่เสิ่นหรูเนี่ยนพูดทุกประการ
นางรู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้จริงๆ ก็แสดงว่าคนในสังกัดของเขามีคนทรยศ
ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้เสิ่นหรูเนี่ยนยังยอมทิ้งมู่อวี้หงที่กำลังเจรจาเรื่องแต่งงานกันอยู่ แล้วกลับมาร่ำร้องจะขอเป็นฮูหยินของเขาแทน เรื่องนี้ทำให้ฟู่เฉิงเยี่ยนอดสงสัยไม่ได้ว่า การเข้าหาของนางนั้นมีจุดประสงค์แอบแฝง
“การจะบรรลุเป้าหมายมีอยู่หลายหนทาง ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองเข้าแลกในทุกๆ เรื่องหรอก”
น้ำเสียงของฟู่เฉิงเยี่ยนราบเรียบ เขาถ้วยชาลงบนโต๊ะ เสียงกระทบแผ่วเบาที่ดังเข้าหูเสิ่นหรูเนี่ยน กลับฟังดูดังราวกับเสียงกัมปนาทที่ทำให้หัวใจของนางปวดร้าวอย่างรุนแรง
จริงด้วย... นางไม่ควรเอาตัวเองเข้าไปกระโดดลงกองไฟอีกครั้งเพียงเพื่อจะโค่นล้มมู่อวี้หงเลย
..
หลิวซูอี๋ถือถ้วยยาที่เคี่ยวจนได้ที่ผลักประตูห้องเข้าไป ยามนางเดินเข้าไปนั้น เสิ่นสือซวี้กำลังนั่งคิ้วขมวดด้วยความกลัดกลุ้ม
เรื่องที่เสิ่นหรูเนี่ยนถอนหมั้นกับสกุลมู่นั้นกลายเป็นเรื่องฉาวโฉ่ไปทั่วเมืองหลวง แม้นางจะเป็นบุตรีสายตรงของอัครเสนาบดี ทว่าในสายตาชาวบ้าน นางก็ยังเป็นบุตรสาวอกตัญญูที่ทำลายชื่อเสียงวงศ์ตระกูล
“ท่านพี่ น้ำแกงปาเจินนี้ น้องเพิ่งให้โรงครัวเคี่ยวมาให้ ท่านรีบดื่มตอนร้อนๆ เถอะเจ้าค่ะ” หลิวซูอี๋วางถ้วยน้ำแกงตรงหน้าเสิ่นสือซวี้ พลางแสร้งแสดงรอยแดงจากการถูกน้ำร้อนลวกบนหลังมือให้เขาเห็นอย่างพอดี
ประกายโทสะในดวงตาของเสิ่นสือซวี้จางลงบ้าง เขาคว้ามือนางขึ้นมาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “เรื่องพวกนี้ให้พวกบ่าวไพร่ทำก็ได้ เจ้าจะลงมือเองทำไมกัน”
หลิวซูอี๋อาศัยจังหวะนั้นเดินไปด้านหลังเสิ่นสือซวี้ นวดขมับให้เขาเบาๆ
“น้องเห็นท่านพี่ต้องกลัดกลุ้มเรื่องงานแต่งของหรูเนี่ยน แต่กลับช่วยอะไรไม่ได้เลย...”
ท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตัวนี้ทำให้เสิ่นสือซวี้รู้สึกสงสารนางมากขึ้นไปอีก
“หลายปีมานี้ เจ้าลำบากนัก” เสิ่นสือซวี้เอ่ยอย่างซาบซึ้ง
ทั้งสองออเซาะกันอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าสบโอกาส หลิวซูอี๋จึงลอบสังเกตสีหน้าของเสิ่นสือซวี้พลางเสนออย่างระมัดระวัง “มิสู้ลองเลือกคู่ครองใหม่ให้หรูเนี่ยนดูดีไหมเจ้าคะ? เช่นนี้ข่าวลือเสียหายทั้งหลายย่อมสลายไปเอง”
เสิ่นสือซวี้เงียบไปครู่หนึ่งคล้ายกำลังชั่งน้ำหนักข้อเสนอนี้ ผ่านไปพักใหญ่เขาจึงพยักหน้าตกลง
“เพียงแต่ว่า...” หลิวซูอี๋อึกอัก
“น้องหญิงมีอะไรก็ว่ามาเถิด”
“น้องมีคนที่ดูไว้ในใจอยู่บ้าง เพียงแต่ฐานะและบรรดาศักดิ์อาจจะด้อยไปสักนิด ทว่ารูปโฉมและนิสัยใจคอนั้นดียิ่งนัก ทั้งยังเป็นคนซื่อสัตย์หนักแน่น เชื่อว่าหรูเนี่ยนแต่งไปแล้ว โดยมีท่านพี่คอยหนุนหลัง นางย่อมไม่ลำบากแน่นอนเจ้าค่ะ” หลิวซูอี๋เอ่ยด้วยท่าทีจริงใจยิ่งนัก
เสิ่นสือซวี้เห็นชอบด้วยจึงพยักหน้า “เช่นนั้นเรื่องนี้ ข้ามอบหมายให้เจ้าจัดการตามสมควรเถิด”
เช้าวันรุ่งขึ้น เสิ่นหรูเนี่ยนตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งกายแต่เช้าตรู่เพื่อออกไปข้างนอก
ตามความทรงจำในชาติก่อน วันนี้คือวันที่ซ่งหวยโหรวจะได้ช่วยชีวิต "ผู้สูงศักดิ์" ที่จะเปลี่ยนโชคชะตาของนาง ณ ชานเมือง นั่นก็คือ ฮูหยินอันหยางโหว
อันหยางโหวคือขุนนางผู้มีความดีความชอบในการก่อตั้งแผ่นดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับองค์เหนือหัว บุตรชายทั้งห้าของเขาต่างพลีชีพในสนามรบเพื่อปกป้องแผ่นดินต้าเยี่ย ดังนั้นทั่วทั้งราชสำนักจึงให้ความเคารพแก่ท่านโหวผู้เฒ่าเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อซ่งหวยโหรวได้รับความโปรดปรานจากฮูหยินอันหยางโหว นางจึงมีที่พิงหลังที่แข็งแกร่งพอจะทำให้มู่อวี้หงถวิลหาไม่เสื่อมคลาย
นางนั่งรถม้ามุ่งหน้าไปยังวัดกว่างฝอ ชาตินี้วาสนาดีๆ เช่นนี้ย่อมไม่มีทางตกไปถึงมือซ่งหวยโหรวอีกแน่นอน
เมื่อเสิ่นหรูเนี่ยนไปถึง รถม้าของจวนอันหยางโหวจอดอยู่หน้าวัดพอดี
นางเดินเข้าไปในวัดพร้อมกับอวิ๋นหลิงสาวใช้คนสนิท เห็นสตรีในชุดเรียบง่ายผู้หนึ่งกำลังคุกเข่าไหว้พระอยู่อย่างศรัทธาหน้าวิหารใหญ่
เสิ่นหรูเนี่ยนเดินเข้าไปใกล้ ได้ยินนางพึมพำอธิษฐาน “ขอให้แคว้นต้าเยี่ยฝนตกตามฤดูกาล ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุข”
สตรีผู้นี้คือฮูหยินอันหยางโหวไม่ผิดแน่
เสิ่นหรูเนี่ยนถือธูปสามดอก ก้าวเข้าไปคุกเข่าบนเบาะข้างๆ
นางไม่ได้อธิษฐานขอสิ่งใด สิ่งที่นางปรารถนานั้น ต่อให้เป็นเทพเซียนบนสวรรค์ก็ประทานให้ไม่ได้
หลังจากปักธูปเสร็จ ฮูหยินอันหยางโหวก็เดินตามเจ้าอาวาสไปยังห้องรับรองในสวนหลังวัดเพื่อสวดมนต์ทำสมาธิ เสิ่นหรูเนี่ยนเดินตามไปติดๆ ทว่ากลับคลาดสายตาไปเสียได้
นางรู้สึกหงุดหงิดใจ หรือว่าวาสนานั้นสวรรค์กำหนดไว้แล้ว ต่อให้นางพยายามเพียงใดก็ไม่อาจแก้ไขชะตาที่ถูกลิขิตไว้ได้?
“คุณหนู ร้อนหรือเจ้าคะ?” อวิ๋นหลิงเห็นเสิ่นหรูเนี่ยนดูเศร้าหมองลงกะทันหัน จึงรีบหยิบพัดขึ้นมาโบกให้
ยังไม่ทันที่เสิ่นหรูเนี่ยนจะเอ่ยคำใด นางก็เห็นร่างหนึ่งกระโดดข้ามกำแพงจวนหายไป ไม่นานนักในวัดก็เริ่มมีเสียงร้องตะโกนเซ็งแซ่
“เร็วเข้า มีคนเจ็บ!”
“ไฟไหม้!”
“ช่วยกันดับไฟเร็ว!”
ไฟเริ่มลุกลามอย่างรวดเร็ว ควันไฟสีดำพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า
เมื่อมองความวุ่นวายตรงหน้า หัวใจของเสิ่นหรูเนี่ยนเต้นรัว ทว่าเมื่อนึกได้ว่าตนเองคือคนที่ตายไปแล้วหนหนึ่ง นางจึงตัดสินใจยอมเสี่ยงเดิมพัน
นางไม่สนใจเสียงเรียกของอวิ๋นหลิง วิ่งสวนกระแสผู้คนมุ่งตรงไปยังห้องรับรองที่ไฟกำลังไหม้โหม
“สีกา ข้างในอันตราย รีบออกไปเถิด!” เณรน้อยที่ถือถังน้ำดับไฟเห็นเสิ่นหรูเนี่ยนจะพุ่งเข้าไป จึงรีบห้ามไว้ด้วยความตกใจ
“ฮูหยินอันหยางโหวอยู่ที่ห้องไหน?” เสิ่นหรูเนี่ยนถามโพล่งออกไป
เณรน้อยอึกอักอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบว่า “ห้องสงบจิตทางทิศตะวันออกสุด”
เสิ่นหรูเนี่ยนมองตามทิศที่เณรน้อยชี้ไป ที่ตรงนั้นไฟกำลังไหม้โหมรุนแรงที่สุด...
ทว่านางไม่มีเวลาให้คิดทบทวนอีกแล้ว
เสิ่นหรูเนี่ยนคว้าถังน้ำจากมือเณรน้อย ยกขึ้นเหนือหัวแล้วเทน้ำเย็นจัดราดลงมาจนเปียกโชกไปทั้งตัว
จากนั้น นางก็พุ่งตัวฝ่ากองควันหนาทึบเข้าไปโดยไม่ฟังคำทัดทานจากผู้ใด
.
