ตอนที่ 4 ท่านต้องการอะไร?
“จึ๊จึ๊จึ๊ สองนารีชิงหนึ่งบุรุษ อาเยี่ยน... เจ้าช่างมีวาสนานัก คุณหนูจากจวนอัครเสนาบดีทั้งสองคนต่างก็หมายปองเจ้า เจ้าจะแต่งไหวหรือ?”
หลินเหิงจือ ที่เฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่บนชั้นลอยของโรงเตี๊ยม เอ่ยเย้าพลางส่งสายตาหยอกล้อไปทางฟู่เฉิงเยี่ยน
“นางถึงขั้นทิ้งมู่อวี้หงกลางงานหมั้นต่อหน้าแขกเหรื่อมากมาย เพื่อให้เจ้าแต่งกับนาง บอกมาเสียดีๆ เจ้ากับนางมีความนัยอะไรกันแน่?”
เมื่อเห็นหลินเหิงจือซักไซ้ไม่เลิก ฟู่เฉิงเยี่ยนจึงจำต้องตอบปัดไปว่า “นางก็น่าสนใจอยู่บ้าง”
หลินเหิงจือได้ยินดังนั้นก็หูผึ่งทันที “พูดแบบนี้ แสดงว่าเจ้าถูกใจนางเข้าแล้ว?”
ฟู่เฉิงเยี่ยนปรายตามองกลับไปทีหนึ่ง หลินเหิงจือจึงรีบหุบปากฉับ ก้มหน้าดูสมุดบัญชีต่อทันที
ครู่ใหญ่ต่อมา อวิ๋นชิน ก็รีบร้อนขึ้นมาบนชั้นลอย เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูฟู่เฉิงเยี่ยนไม่กี่ประโยค พร้อมกับหยิบซองจดหมายที่มีรอยเลือดเปื้อนออกมาจากอกเสื้อ
ยังไม่ทันที่หลินเหิงจือจะได้อ้าปากถาม ฟู่เฉิงเยี่ยนก็เอ่ยเสียงเรียบว่า “ไปเลือกปิ่นสวยๆ มาให้ข้าสักสองสามชิ้น” เขาสำทับเพิ่ม “เอาแบบที่แพงหน่อยนะ ลงบัญชีเจ้าไว้”
หลินเหิงจือ “...”
เสิ่นหรูเนี่ยนเพิ่งลงจากรถม้า ก็พบว่า อวิ๋นถัง สาวใช้ตัวน้อยอีกคนในเรือนของนาง ยืนหน้าตาตื่นคอยชะเง้อมองอยู่หน้าประตูจวนอัครเสนาบดี
ทันทีที่เห็นเสิ่นหรูเนี่ยน อวิ๋นถังก็รีบถลาเข้ามาหา “คุณหนู ท่านกลับมาเสียที คุณชายมู่มาแบกกิ่งมาหนามขอขมาแล้วเจ้าค่ะ!”
นางถามกลับอย่างไม่อยากเชื่อหู “มู่อวี้หงเนี่ยนะ? แบกกิ่งหนามมาขอขมา?”
ต่อให้มีชีวิตมาแล้วสองชาติ เสิ่นหรูเนี่ยนก็ยังนึกภาพไม่ออกว่ามู่อวี้หงจะทำเรื่องแบบนี้ เพราะเขาเป็นคนรักหน้าตาเหนือสิ่งอื่นใด
นางสะกดกลั้นความสงสัย เดินเข้าเรือนไปพร้อมกับอวิ๋นหลิงและอวิ๋นถัง
มู่อวี้หงเป็นไปอย่างที่อวิ๋นถังว่าไว้จริงๆ เขาแบกกิ่งหนามไว้บนหลัง คุกเข่าตัวตรงแน่วอยู่ที่ห้องโถงหน้า เสื้อตัวในสีขาวบางๆ ของเขามีรอยเลือดซึมออกมาเป็นทาง
ดูน่าเวทนาเหลือเกิน
เสิ่นหรูเนี่ยนเดินเข้าไปใกล้ พบว่ามู่อวี้หงยังคงเชิดหน้าหยิ่งยโส แววตาของเขาไม่มีร่องรอยของความรู้สึกผิดแม้แต่นิดเดียว
“หรูเนี่ยนกลับมาแล้ว!” มู่ซิวหย่วน บิดาของมู่อวี้หงรีบถูมือไปมาอย่างกระอักกระอ่วน พลางส่งสายตาเป็นนัยให้ลูกชาย
ส่วนมู่อวี้หงที่คุกเข่ามานาน เมื่อเห็นเสิ่นหรูเนี่ยนเดินเข้ามานิ่งๆ เขาก็ฉายแววไม่พอใจออกมาทางสายตา
เขาเอ่ยเสียงแข็งด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังประทานความเมตตาให้ “เรื่องเมื่อวานเป็นความผิดของข้าเอง เจ้าจะยกโทษให้ข้าได้ไหม?”
เสิ่นหรูเนี่ยนปฏิเสธทันควันโดยไม่ต้องคิด “ไม่”
“แล้วของที่ข้าเคยให้เจ้าไปก่อนหน้านี้ล่ะ ทำไมไม่ส่งคืนมาให้หมดในคราวเดียว?”
มู่อวี้หงอึ้งไปครู่หนึ่งกับคำถามนั้น
มู่ซิวหย่วนรีบหัวเราะกลบเกลื่อน “หรูเนี่ยนเอ๋ย เมื่อวานลุงก็ได้สั่งสอนเจ้าอวี้หงอย่างหนักแล้ว ตอนนี้เขารู้สำนึกผิดจริงๆ แล้วนะ เจ้าก็ยกโทษให้เขาสักครั้งเถอะ”
เสิ่นหรูเนี่ยนไม่ได้มีท่าทีอ่อนข้อให้มู่ซิวหย่วนเลย ชาติก่อนที่มู่อวี้หงทำร้ายนางอย่างเหี้ยมโหด มู่ซิวหย่วนคนนี้แหละที่เป็นคนคอยยุยงส่งเสริม เขาคือพรานที่ร้ายกาจที่สุดที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวน้ำอันสงบนิ่ง
นางเงยหน้าขึ้น ปรายตามองเสิ่นสือซวี้ที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธาน เพื่อดูว่าเขาจะมีท่าทีอย่างไร แต่เสิ่นสือซวี้กลับมีสีหน้าเฉยชา ราวกับไม่คิดจะยื่นมือเข้ามาสอดเรื่องนี้...
เมื่อเห็นว่าเสิ่นหรูเนี่ยนไม่ใจอ่อน มู่ซิวหย่วนก็รีบลุกขึ้น เดินไปข้างกายมู่อวี้หงแล้วดึงกิ่งหนามออกมากิ่งหนึ่ง เขาเริ่มเล่นละครตบตาต่อหน้าเสิ่นสือซวี้และเสิ่นหรูเนี่ยนทันที
“เจ้าดูสิว่าทำเรื่องงามหน้าอะไรไว้ ถึงได้ทำให้หรูเนี่ยนโกรธขนาดนี้!” มู่ซิวหย่วนชี้หน้าด่าลูกชาย แต่กิ่งหนามในมือนั้นกลับไม่ยอมฟาดลงไปเสียที
“ครึกครื้นกันจังนะ ดูเหมือนข้าจะมาผิดเวลาเสียแล้ว” ฟู่เฉิงเยี่ยนก้าวฉับๆ เข้ามาในห้องโถงพร้อมกับอวิ๋นชิน
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า สายตาที่มองมู่อวี้หงเหมือนกำลังมองสุนัขตกน้ำที่น่าสมเพช
“คุณชายมู่ ถ้าจะคุกเข่าก็เขยิบไปคุกเข่าข้างๆ โน่นไป หลีกทางให้ข้าหน่อย”
ฟู่เฉิงเยี่ยนสะบัดแขนเสื้อแล้วยื่นมือขวาออกไป อวิ๋นชินก็รีบส่งกล่องเครื่องประดับที่บรรจุปิ่นจากหอจินเป่ามาให้ถึงมืออย่างนอบน้อม
ชั่วอึดใจต่อมา กล่องเครื่องประดับนั้นก็ถูกยื่นไปตรงหน้าเสิ่นหรูเนี่ยน
เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม “แม่นางเสิ่น ลองดูสิว่ามีชิ้นไหนที่เจ้าชอบบ้าง?”
แววตาของฟู่เฉิงเยี่ยนดูลึกล้ำ หางตาที่เชิดขึ้นดั่งจันทร์เสี้ยวบนนภากาศ ดูเย็นชาแต่ก็แฝงไปด้วยความโอหัง
วินาทีที่สายตาประสานกัน เสิ่นหรูเนี่ยนรู้สึกราวกับทุกอย่างรอบกายหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
ฟู่เฉิงเยี่ยนละสายตาออกก่อน เขาขยับตัวยืดตัวตรง แล้วหยิบปิ่นรูปนกกระเรียนขึ้นมาหนึ่งชิ้น บรรจงปักลงบนมวยผมของเสิ่นหรูเนี่ยนอย่างแผ่วเบา พร้อมกับเอ่ยชมจากใจจริง “สวยมาก”
การกระทำนี้ของเขา... ดูอย่างไรก็ไม่บริสุทธิ์ใจ
ในแคว้นนี้ฮ่องเต้และฮองเฮาทรงรักใคร่กันมาก องค์เหนือหัวมักจะวาดคิ้วและปักปิ่นให้ฮองเฮาอยู่เสมอ ราษฎรจึงถือปฏิบัติสืบต่อกันมาว่าการปักปิ่นให้สตรีคือสัญลักษณ์ของความรักใคร่ระหว่างสามีภรรยา
มู่อวี้หงที่เห็นเหตุการณ์นี้ถึงกับโกรธจนแทบกระอักเลือด
เสิ่นหรูเนี่ยนได้รับความโปรดปรานจากฟู่เฉิงเยี่ยนจริงๆ หรือนี่?
อย่างไรเสีย นางก็ยังเป็นคู่หมั้นคู่หมายที่ยังไม่ได้แต่งเข้าบ้านของเขา แต่นี่กลับกล้าทำรุ่มร่ามกับบุรุษอื่นต่อหน้าต่อตาเขาครั้งแล้วครั้งเล่า เห็นเขาตายไปแล้วหรือไร!
“ที่เจ้าวางแผนถอนหมั้นกับข้าขนาดนี้ ที่แท้ก็เพราะอยากจะไปเกาะกิ่งไม้ใหญ่สินะ!” มู่อวี้หงกัดฟันกรอด แววตาแดงฉานด้วยความโกรธแค้น
สิ้นคำพูดนี้ เสิ่นสือซวี้ก็หน้าเปลี่ยนสีทันที มู่ซิวหย่วนเองก็รู้ดีว่าคำพูดนี้จาบจ้วงเพียงใด เขาจึงตะโกนด่าทันที “ไอ้ลูกไม่รักดี!”
“ท่านพ่อของข้าเป็นถึงอัครเสนาบดี ข้าจำเป็นต้องเกาะกิ่งไม้ใหญ่อะไรอีก? หรือคุณชายมู่คิดว่าท่านพ่อของข้าเป็นพวกขายลูกสาวกินเพื่อลาภยศ?” แววตาของเสิ่นหรูเนี่ยนเย็นเยียบลง นางรวบรวมความแค้นจากชาติก่อนส่งผ่านสายตาประดุจใบมีดพุ่งตรงไปที่มู่อวี้หง
มู่อวี้หงไม่คาดคิดว่าเสิ่นหรูเนี่ยนที่เคยเห็นเขาเป็นที่หนึ่งเสมอ จะกลายมาเป็นคนบีบคั้นเขาเช่นนี้
เมื่อถูกตอกกลับหน้าหงายเช่นนี้ เขาก็ทำได้เพียงอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ฟู่เฉิงเยี่ยนที่ยืนดูงิ้วอยู่ข้างๆ เอ่ยเสริมขึ้นมาได้จังหวะพอดี “ถ้าจะพูดถึงการเกาะกิ่งไม้ใหญ่ คุณชายมู่เองนั่นแหละที่ได้กำไรไปเต็มๆ ไม่แน่ว่าถ้าเจ้าทำตัวดีๆ ให้แม่นางเสิ่นพอใจ นางอาจจะไม่ถอนหมั้นก็ได้นะ”
น้ำเสียงเย้ยหยันและเสียดสีนั้นดังก้องอยู่ในหูของมู่อวี้หง
เขากำมือแน่น อับอายจนลำคอแดงก่ำ
“ไอ้ลูกโง่ ยังไม่รีบขอโทษอีก!” มู่ซิวหย่วนขยิบตาให้มู่อวี้หงไม่หยุด
“คำขอโทษไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ ท่านลุงมู่ การหมั้นครั้งนี้ ข้าถอนแน่นอน” เสิ่นหรูเนี่ยนไม่อยากเสียเวลากับคนพวกนี้อีกต่อไป
มู่ซิวหย่วนได้ยินดังนั้นก็ร้อนรน รีบให้สัญญากับเสิ่นหรูเนี่ยนทันที “หรูเนี่ยน เจ้าวางใจเถอะ วันนี้กลับไปลุงจะสั่งคนให้ส่งตัวแม่นางซ่งไปที่อื่นทันที วันหน้าถ้าพวกเจ้าแต่งงานกัน อวี้หงจะไม่รับอนุแน่นอน...”
เมื่อได้ยินว่ามู่ซิวหย่วนจะส่งตัวซ่งหวยโหรวไปเพื่อเอาใจสกุลเสิ่น มู่อวี้หงก็เปลี่ยนสีทันที “ท่านพ่อ! ข้าจะไม่มีวันทิ้งโหรวเอ๋อร์เด็ดขาด!”
“ในเมื่อลูกชายท่านมีคนในใจอยู่แล้ว งั้นงานแต่งนี้ก็ยกเลิกไปเสียเถอะ ลูกสาวของข้า เสิ่นสือซวี้ ไม่มีเหตุผลที่ต้องไปเสนอตัวให้ใครเขาเหยียดหยามถึงที่” เสิ่นสือซวี้เอ่ยเสียงแข็งด้วยความโมโห
สิ้นคำพูดนั้น มู่ซิวหย่วนและมู่อวี้หงก็ถูกพ่อบ้านลากตัวออกไปจากจวนสกุลเสิ่นทันที
เมื่อดูงิ้วจบแล้ว ฟู่เฉิงเยี่ยนกลับยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับ
“เสนาบดีเสิ่น ไม่ทราบว่าข้าจะขอคุยกับลูกสาวท่านเป็นการส่วนตัวสักประโยคสองประโยคได้หรือไม่?” แม้ฟู่เฉิงเยี่ยนจะถามแบบนั้น แต่น้ำเสียงกลับไม่มีความเคารพแม้แต่น้อย
อวิ๋นชินได้รายงานเรื่องที่เสิ่นหรูเนี่ยนต้องเจอตอนกลับถึงจวนให้เขาฟังหมดแล้ว
ยังไม่ทันที่เสิ่นสือซวี้จะได้ตอบ เสิ่นหรูเนี่ยนก็เดินตามฟู่เฉิงเยี่ยนออกจากจวนไปพร้อมกัน
ในห้องรับรองของโรงเตี๊ยม
หลังจากให้คนอื่นออกไปแล้ว เสิ่นหรูเนี่ยนก็เป็นฝ่ายเปิดฉากก่อน “ท่านกั๋วกงคงเชื่อคำพูดของข้าแล้วสินะเจ้าคะ”
ที่ฟู่เฉิงเยี่ยนยอมลำบากขนาดนี้ แสดงว่าเขาต้องได้อะไรบางอย่างไปแล้วแน่นอน ไม่อย่างนั้นวันนี้คงไม่หอบเครื่องประดับทองเงินมาให้ถึงที่หรอก
ฟู่เฉิงเยี่ยนยักคิ้ว ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ
“ในเมื่อข้าช่วยท่านกั๋วกงครั้งใหญ่ขนาดนี้ ข้าควรจะได้ผลประโยชน์อะไรบ้างไหมคะ?” เสิ่นหรูเนี่ยนเอ่ยทวงรางวัลอีกครั้ง
“ผลประโยชน์ก็ให้ไปแล้วไม่ใช่หรือ?”
เสิ่นหรูเนี่ยนยกมือลูบปิ่นนกกระเรียนที่ปักเอียงๆ อยู่บนหัว นางสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมความกล้าสบตาเขาก่อนจะเอ่ยอย่างจริงจังว่า “ท่านก็รู้ว่าสิ่งที่ข้าต้องการไม่ใช่ของพวกนี้”
ฟู่เฉิงเยี่ยนเท้าคาง เลิกเปลือกตาขึ้นมองนางแวบหนึ่งแล้วแกล้งถาม “แล้วเจ้าต้องการผลประโยชน์อะไรล่ะ?”
“ร่วมมือกับข้า ข้าจะเป็นดาบที่เหมาะมือที่สุดให้ท่านเอง”
.
