ตอนที่ 4 กลิ่นเลือดกลางไพร (ต่อ)
หลังจากนั้นสิ่งที่ซานเหยาต้องทำตั้งแต่ตื่นนอนก็คือ ก่อไฟต้มยา เช็ดตัวเพื่อลดความร้อนจากไข้ที่ไม่เคยลดลง เปลี่ยนผ้าพันแผลที่ชุ่มด้วยหนองและเลือดทุกวัน จนกลิ่นยาต้มที่ขมฉุน กลิ่นคาวเลือด และกลิ่นอับชื้นคละคลุ้งอยู่ทั่วกระท่อมแคบ ๆ การป้อนยาให้แก่คนที่ไร้สตินั้นมันช่างยากเย็นแสนเข็ญ นางต้องงัดปากเขาเล็กน้อยแล้วใช้ช้อนค่อย ๆ กรอกยาลงไปทีละนิด กว่ายาจะหมดถ้วยก็หกเลอะเทอะไปกว่าครึ่งถ้วย
สิ่งที่ลำบากที่สุดอีกอย่างคือการพลิกร่างที่ทั้งใหญ่และหนักเพื่อทำความสะอาดและป้องกันแผลกดทับนั้น ทำให้กล้ามเนื้อบนแขนและหลังของนางต้องปวดร้าวอยู่ตลอดเวลา ซานเหยาทอดมองใบหน้าที่ซีดเซียวและร้อนผ่าวของชายหนุ่ม นางทำได้เพียงภาวนา... ให้เขารอดพ้นจากความตายมาได้
หลายวันผ่านไป... วงจรแห่งความเป็นความตายค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นกิจวัตร ตอนนี้ไข้ของชายแปลกหน้าได้ลดลงแล้ว บาดแผลเริ่มสมานตัวดีขึ้น กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นอับไข้ในกระท่อมเริ่มจางหายไป แต่ก็ยังมีของกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ อยู่ ตอนนี้ซานเหยาก็คุ้นชินกับสิ่งเหล่านี้แล้ว
เมื่อว่างเว้นจากงาน ซานเหยาก็มักจะมานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ข้างเตียง และในเวลาเช่นนี้เอง ที่สายตาของนางมักจะเผลอไล่มองใบหน้าของชายแปลกหน้าที่หลับใหลอยู่เสมอ
'บ้าจริง… คนอะไรขนาดเจ็บปางตายยังดูดีขนาดนี้' ความคิดนั้นผุดขึ้นในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางมองสำรวจไปตามสันกรามแข็งแรง สันจมูกโด่งได้รูป และริมฝีปากที่ยังคงซีดแต่ได้รูปสวย ไรหนวดเคราที่ขึ้นเป็นตอสั้น ๆ ทำให้ใบหน้าคมคายนั้นดูดิบเถื่อนไปอีกแบบ
ปลายนิ้วของนางเคลื่อนไหวไปเองอย่างห้ามไม่ได้ ยื่นออกไปสัมผัสกับผิวแก้มสากอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกระคายที่ปลายนิ้วนั้นกลับทำให้หัวใจของนางสั่นไหวและขนลุกอย่างประหลาด
ซานเหยายิ้มกับตนเอง ก่อนจะโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า "นี่...พี่ชาย... ท่านรีบฟื้นขึ้นมานะ… ไม่งั้นข้าก็จะลวนลามท่านไปเรื่อย ๆ"
นางหัวเราะคิกกับคำพูดของตนเอง ขณะที่สายตายังคงไล่มองไปตามโครงหน้าของชายหนุ่ม จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ริมฝีปากแห้งผาก มันทำให้นางรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งหน้า ก่อนความคิดแปลก ๆ จะเข้ามาในหัว นางหลับตาลงแล้วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
ก่อนจะโน้มใบหน้าลงช้า ๆ กดริมฝีปากของตนลงบนริมฝีปากนั้นอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าสัมผัสนั้นกลับส่งความร้อนแล่นปราดไปทั่วร่าง หัวใจในอกพลันเต้นรัวแรงจนแทบกระเด็นออกมา ความร้อนแล่นจากลำคอขึ้นไปถึงใบหู ก่อนจะยกมือขึ้นปิดหน้าของตนที่ร้อนผ่าว ไม่อาจสู้หน้าคนที่ยังหลับใหลอยู่ได้
เมื่อถึงเวลาต้องทำความสะอาดให้คนเจ็บ ผ้าชุบน้ำอุ่นในมือของซานเหยาก็เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วและคุ้นชิน ช่างแตกต่างจากวันแรกเหลือเกิน วันนั้นแค่ต้องเปลื้องผ้าส่วนล่างของชายหนุ่มออก ใบหน้าของนางก็ร้อนผ่าวราวกับจับไข้ ดวงตาหลุกหลิกไม่รู้จะมองไปทางไหน มือไม้สั่นจนทำผ้าหลุดมือไปหลายครั้ง
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ตนได้เห็นร่างกายของบุรุษเพศทุกสัดส่วนอย่างชัดเจนถึงเพียงนี้ และร่างกายนั้นก็ช่างใหญ่โตแข็งแรงเสียจนนางใจสั่น
โดยเฉพาะส่วนนั้น 'ไม่ยักรู้ว่า... ตอนที่ยังหลับใหล... มันจะใหญ่ถึงเพียงนี้' ความคิดนั้นผุดขึ้นในหัว ขณะที่มือกำลังทำความสะอาด นางก็ต้องกลืนน้ำลายไปหลายอึก ก่อนความคิดที่บ้ายิ่งกว่าจะแวบเข้ามา 'แล้วถ้า... ถ้ามันตื่นขึ้นมาเล่า...'
ซานเหยาสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่านของตนเองออกทันที ก่อนจะรีบเช็ดถูส่วนนั้นอย่างลวก ๆ ให้เสร็จสิ้น แล้วรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมทับจนถึงอก ราวกับกลัวว่าเขาจะลืมตาขึ้นมาเห็น
นางไม่ใช่คนทะลึ่งตึงตัง เพียงแต่กระท่อมหลังนี้มีแค่ห้องเดียว ตอนที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งสามต้องนอนรวมกันในห้องนี้ หลายครั้งที่เด็กหญิงซานเหยาในตอนนั้นต้องแกล้งหลับตาปี๋ เมื่อได้ยินเสียงแปลก ๆ หรือเห็นเงาตะคุ่มไหววูบจากมุมห้อง แม้ไม่ได้ตั้งใจ แต่ภาพและเสียงเหล่านั้นมันก็ซึมซับเข้ามาในความทรงจำอย่างช่วยไม่ได้
เกือบหนึ่งเดือนเต็มแล้วที่ซานเหยาเฝ้าดูแลชายผู้นี้ ร่างกายแข็งแกร่งก็ไม่ได้ซูบผอมลงไปมากนัก เพราะนางคอยป้อนยาและอาหารเหลวอยู่ไม่เคยขาด จนตอนนี้บาดแผลบนร่างก็เริ่มแห้งตกสะเก็ดเกือบทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงแผลฉกรรจ์ที่หน้าท้องที่ยังต้องดูแลเป็นพิเศษ นางคอยใส่สมุนไพรป้องกันการอักเสบให้เป็นอย่างดี จนอาการโดยรวมดีขึ้นมาก
จนกระทั่งวันหนึ่ง...
