บทที่7 ผัวชั่วกับชู้สารเลว
ในขณะที่พายุฝนกำลังโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งที่ท้ายค่ายทหาร ราวกับจะกลืนกินชีวิตของสองแม่ลูกให้จมดิ่งลงสู่ห้วงมรณะ
ทว่า... ณ อีกฟากหนึ่งของกำแพงค่าย ภายใน ‘บ้านพักนายทหารสัญญาบัตร’ ที่โอ่อ่าและสะดวกสบาย บรรยากาศกลับอบอุ่นและหอมหวานราวกับอยู่คนละโลก
แสงไฟสีส้มนวลจากโคมไฟระย้าส่องสว่างไสว ขับไล่ความมืดมิดของราตรีกาลออกไปจนหมดสิ้น เตาผิงที่มุมห้องถูกจุดจนไฟลุกโชน ส่งไออุ่นแผ่ซ่านไปทั่วห้อง ผ้าม่านกำมะหยี่สีแดงเข้มถูกปิดสนิท กั้นเสียงฟ้าผ่าและเสียงลมกรรโชกให้เหลือเพียงเสียงแว่วเบาๆ ที่ไม่อาจทำลายความสุนทรีย์ภายในห้องได้
บนโต๊ะอาหารตัวเตี้ยกลางห้อง จานกระเบื้องเคลือบวางเรียงราย เต็มไปด้วยอาหารรสเลิศที่ส่งกลิ่นหอมฉุย ทั้ง ‘เกี๊ยวหมูไส้กุยช่าย’ ที่เพิ่งลวกมาร้อนๆ ควันฉุย และ ‘ไก่ตุ๋นโสม’ ที่เคี่ยวจนเปื่อยนุ่ม น้ำซุปสีทองลอยฟ่องด้วยน้ำมัน
‘ร้อยเอกเฉินหมิง’ นั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้นวมบุผ้าฝ้ายเนื้อดี ในมือถือถ้วยชาผู่เอ๋อร์ชั้นเยี่ยม จิบเบาๆ อย่างสุนทรีย์ ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะฉาบด้วยรอยยิ้มอบอุ่นต่อหน้าผู้คน บัดนี้ดูผ่อนคลายและเปี่ยมไปด้วยความสุขสม
ตรงข้ามเขา คือ ‘ซูเจิน’ หญิงสาวในชุดเดรสเข้ารูปสีครีมที่ดูทันสมัยสมกับเป็นสาวชาวเมือง เธอกำลังใช้ตะเกียบคีบเกี๊ยวชิ้นโตป้อนเข้าปากเฉินหมิงด้วยท่วงท่าออดอ้อน
“พี่เฉิน... อ้าปากสิคะ เกี๊ยวร้านนี้อร่อยมากเลยนะ น้องอุตส่าห์ให้คนไปซื้อมาจากในเมือง”
เฉินหมิงอ้าปากรับเกี๊ยว เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย ดวงตาเป็นประกายหวานเชื่อมมองหญิงสาวตรงหน้า
“อร่อยจริงๆ... แต่สู้น้องซูเจินป้อนไม่ได้หรอก หวานกว่าเยอะ”
ซูเจินหัวเราะคิกคัก ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความขัดเขิน แต่ลึกๆ ในแววตาของเธอกลับมีความกังวลบางอย่างฉายชัดจนปิดไม่มิด
เธอวางตะเกียบลง หันไปมองที่หน้าต่างซึ่งมีเสียงลมพายุพัดกระแทกกระจกดัง กุกกัก
“พี่เฉินคะ...” ซูเจินเอ่ยขึ้นเสียงเบา คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากัน “ฝนตกหนักขนาดนี้... ฟ้าก็ร้องน่ากลัวจังเลยนะคะ”
“หืม? กลัวเหรอ?” เฉินหมิงวางถ้วยชาลง เอื้อมมือไปกุมมือเธอ “ไม่ต้องกลัวนะ มีพี่อยู่ทั้งคน พายุแค่นี้ทำอะไรเราไม่ได้หรอก บ้านพักนี้โครงสร้างแข็งแรงจะตาย”
“เปล่าค่ะ... น้องไม่ได้กลัวเรื่องนั้น” ซูเจินกัดริมฝีปากล่าง ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูดความจริง “คือน้อง... น้องกังวลเรื่องผู้หญิงคนนั้นกับลูกน่ะค่ะ”
เฉินหมิงชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าเปลี่ยนเป็นเบื่อหน่ายทันทีเมื่อได้ยินเรื่องของภรรยาเก่า
“หลินหว่านน่ะเหรอ? ทำไม? ยัยนั่นสร้างปัญหาอะไรอีก?”
“ไม่ใช่ค่ะ... คือเมื่อเย็นนี้” ซูเจินสูดลมหายใจลึก “ตอนที่เธอกับลูกมาถึงหน้าค่าย น้อง... น้องเป็นคนออกไปรับหน้าเอง น้องกลัวว่าถ้าให้เธอเข้ามาโวยวายข้างใน จะทำให้พี่เสียชื่อเสียง โดยเฉพาะช่วงนี้ที่พี่กำลังจะได้รับการพิจารณาเลื่อนยศเป็นพันตรี”
เฉินหมิงพยักหน้าเห็นด้วย “น้องทำถูกแล้วเสี่ยวซู... ยัยผู้หญิงบ้านนอกคนนั้นไม่รู้กาละเทศะ ขืนปล่อยให้เข้ามาเพ่นพ่าน พาลูกสกปรกๆ มาเกาะแข้งเกาะขา มีหวังอนาคตพี่พังแน่ๆ... แล้วน้องไล่หล่อนกลับไปแล้วเหรอ?”
“เปล่าค่ะ...” ซูเจินก้มหน้าลง เสียงแผ่วเบา “น้อง... น้องหลอกเธอว่าพี่ติดภารกิจลับ แล้วพาเธอไปรอที่ ‘โรงเก็บฟืนเก่า’ ท้ายค่ายน่ะค่ะ น้องสั่งกำชับทหารยามไว้ว่าห้ามใครเข้าไปยุ่ง”
“โรงเก็บฟืนท้ายค่าย?” เฉินหมิงทวนคำ นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแสยะยิ้มออกมา “อ้อ... ตรงที่รกร้างๆ ใกล้ป่าไผ่นั่นน่ะเหรอ? ฉลาดมากเสี่ยวซู! ตรงนั้นไม่มีใครผ่านไปมา ห่างไกลผู้คน ต่อให้ยัยนั่นร้องโวยวายยังไงก็ไม่มีใครได้ยิน”
“แต่ว่า... พี่เฉิน” ซูเจินเงยหน้ามองด้วยความกังวล “ฝนตกหนักขนาดนี้ ลมแรงมาก แถมอากาศก็เย็นจัด... น้องกลัวว่า... กลัวว่าพวกเธอจะเป็นอะไรไป”
เธอไม่ได้กังวลเพราะความสงสารหรือรู้สึกผิด แต่กังวลเพราะกลัวว่า ‘หากมีคนตาย’ เรื่องราวจะบานปลายจนเดือดร้อนมาถึงตัวเธอและพ่อของเธอต่างหาก
เฉินหมิงได้ยินดังนั้นกลับหัวเราะในลำคอ เขาหยิบเหล้าเหมาไถขึ้นมารินใส่แก้วใบเล็ก ยกขึ้นจิบอย่างไม่ยี่หระ
“โธ่เอ๊ย... เสี่ยวซูคนดีของพี่ น้องนี่ช่างจิตใจอ่อนโยนเสียจริง” เฉินหมิงพูดกลั้วหัวเราะ ราวกับเรื่องที่ได้ยินเป็นเพียงเรื่องตลกขบขัน
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า... คนบ้านนอกน่ะหนังหนาจะตายไป เคยชินกับความลำบากตรากตรำอยู่แล้ว หลินหว่านน่ะทึกทึนยิ่งกว่าควายถึกเสียอีก แค่โดนฝนโดนลมนิดหน่อย ไม่ตายง่ายๆ หรอก”
“แต่... เด็กนั่นดูเหมือนจะไม่สบายนะคะ” ซูเจินแย้ง “ตัวร้อนจี๋เลย หน้าซีดมาก”
“เด็กบ้านนอกก็เลี้ยงกันแบบอดทนทั้งนั้นแหละ” เฉินหมิงโบกมืออย่างรำคาญ “ป่วยนิดป่วยหน่อย เดี๋ยวก็หายเอง ทนทายาดจะตาย... อีกอย่างนะ ถ้ามันจะตายจริงๆ ก็ถือว่าช่วยไม่ได้ มันเป็นกรรมของพวกมันเองที่ดันทุรังมาหาเรื่องใส่ตัวถึงที่นี่”
คำพูดของเฉินหมิงช่างเย็นชาและเลือดเย็นจนน่าขนลุก เขาพูดถึงลูกเมียตัวเองราวกับพูดถึงสุนัขจรจัดข้างถนนที่ไร้ค่า
ซูเจินมองชายหนุ่มตรงหน้า แม้ลึกๆ จะรู้สึกหวาดหวั่นในความใจดำของเขา แต่ความรักและความหลงในยศถาบรรดาศักดิ์ ก็ทำให้เธอเลือกที่จะมองข้ามมันไป เธอพยักหน้าเออออห่อหมก
“นั่นสินะคะ... พี่พูดถูก พวกเขาคงไม่เป็นไรหรอก”
“เลิกพูดเรื่องน่ารำคาญพวกนี้เถอะ” เฉินหมิงวางแก้วเหล้าลง ขยับตัวเข้าไปโอบไหล่ซูเจิน ดึงร่างนุ่มนิ่มของเธอเข้ามาแนบชิด “เรามาคุยเรื่องของเราดีกว่า... ถ้าพี่ได้เลื่อนยศเป็นพันตรีเมื่อไหร่ พี่จะรีบทำเรื่องหย่ากับหลินหว่าน แล้วไปสู่ขอน้องกับท่านพ่อตาอย่างสมเกียรติ”
“จริงเหรอคะพี่เฉิน?” ซูเจินตาเป็นประกาย ลืมเรื่องแม่ลูกในโรงเก็บฟืนไปจนหมดสิ้น
“จริงสิจ้ะ... พี่จะรักแต่เสี่ยวซูคนเดียว ผู้หญิงบ้านนอกพรรค์นั้น เทียบกับน้องไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บ”
เฉินหมิงก้มลงหอมแก้มซูเจินฟอดใหญ่ มือไม้เริ่มซุกซนลูบไล้ไปตามเรือนร่างของหญิงสาว
“คืนนี้... อากาศหนาวจัง น้องซูเจินช่วยทำให้พี่อบอุ่นหน่อยได้ไหม?”
ซูเจินหัวเราะคิกคัก ตีแขนเขาเบาๆ “บ้า... คนทะลึ่ง”
เสียงหัวเราะหยอกล้อและเสียงดนตรีจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงดังแว่วหวานกังวานอยู่ในห้องที่อบอุ่น ทั้งคู่พลอดรักกันอย่างดูดดื่ม มีความสุขสำราญบนกองเงินกองทองและยศศักดิ์ โดยไม่แยแสเลยว่า...
ห่างออกไปเพียงไม่กี่กิโลเมตร...
ภายใต้พายุฝนที่โหมกระหน่ำ หญิงสาวคนหนึ่งกำลังกอดร่างลูกชายที่ยังไม่หายป่วย สายตามองไปยังท้องฟ้า ร้องไห้เจียนขาดใจจนน้ำตาแทบจะเป็นสายเลือดกับโชคชะตาที่ต้องเผชิญ ขณะที่พ่อของลูกกำลังเสวยสุข... ลูกชายกำลังดิ้นทุรนทุรายกับความตาย ขณะที่สามีกำลังกอดชู้รัก... ภรรยากำลังหนาวสั่นสะท้านอยู่ในโคลนตม
ความเหลื่อมล้ำนี้ช่างน่ารังเกียจ ความเห็นแก่ตัวนี้ช่างน่าขยะแขยง
เสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาอีกครั้ง ดังสนั่นหวั่นไหวจนบ้านพักสั่นสะเทือนเล็กน้อย ซูเจินสะดุ้งตกใจซุกหน้าลงกับอกเฉินหมิง
“ว้าย! ฟ้าผ่าใกล้จังเลยค่ะ”
“ไม่ต้องกลัว...” เฉินหมิงลูบหัวปลอบโยน “ฟ้าคงแค่ผ่าลงต้นไม้แห้งๆ แถวนั้นแหละ... ไม่มีอะไรต้องกังวล”
หารู้ไม่ว่า... สายฟ้านั้นไม่ได้ผ่าลงต้นไม้ แต่เป็นเหมือนอาณัติสัญญาณจากสวรรค์ ที่กำลังจดบัญชีหนี้แค้นเล่มใหญ่ บัญชีหนี้เลือดที่เฉินหมิงและซูเจิน จะต้องชดใช้คืนอย่างสาสม... ในอีกไม่ช้า!
