บทที่2 : ความจริงหน้าประตูค่าย
การเดินทางออกจากชนบทที่ห่างไกลความเจริญไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลยสำหรับสตรีตัวคนเดียวและเด็กป่วย
รถโดยสารประจำทางคันเก่าคร่ำคร่าที่วิ่งระหว่างอำเภอมีสภาพไม่ต่างอะไรกับกระป๋องเหล็กบุบๆ ที่แออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คน กลิ่นน้ำมันดีเซลเหม็นฉุนผสมปนเปไปกับกลิ่นเหงื่อไคล กลิ่นยาสูบราคาถูก และกลิ่นมูลไก่ที่ชาวบ้านหิ้วขึ้นมาด้วย อบอวลอยู่ในอากาศที่แทบจะไม่มีช่องระบาย
'หลินหว่าน' นั่งตัวลีบอยู่ตรงเบาะหลังสุดที่แข็งกระด้าง แรงสั่นสะเทือนจากถนนลูกรังที่เป็นหลุมเป็นบ่อทำให้เครื่องในแทบจะกองรวมกัน เธอกอด 'อาเป่า' ไว้แน่นในอ้อมอก พยายามใช้ร่างกายผอมบางของตนเป็นเบาะรองรับแรงกระแทกให้ลูกชาย
“อึก.. แม่จ๋า อาเป่าเวียนหัว จะอ้วก”
เด็กน้อยหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแห้งแตกเม้มเข้าหากันแน่น ร่างกายเล็กจ้อยสั่นเทาด้วยความทรมานจากอาการเมารถและพิษไข้ที่ยังไม่จางหาย
“อดทนหน่อยนะลูก อีกนิดเดียวก็จะถึงแล้ว” หลินหว่านกระซิบปลอบโยน มือข้างหนึ่งลูบหลังลูกชายเบาๆ อีกข้างหยิบขวดน้ำเก่าๆ ขึ้นมาจ่อที่ปากลูก “จิบน้ำหน่อยนะ จะได้สดชื่นขึ้น”
ทันใดนั้น รถก็กระเด้งตกหลุมขนาดใหญ่ อาเป่าทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาอาเจียนออกมา เป็นเพียงน้ำย่อยสีเหลืองใส เพราะในท้องไม่มีอาหารตกถึงมาตั้งแต่เมื่อวาน
“โอ๊ย! เหม็นจริง! นังหนู ดูแลลูกยังไง ปล่อยให้อ้วกเลอะเทอะแบบนี้!” ป้าวัยกลางคนที่นั่งข้างๆ ร้องโวยวายด้วยความรังเกียจ ขยับตัวหนีจนชิดหน้าต่าง
“ขอโทษจ้ะป้า ขอโทษจริงๆ” หลินหว่านรีบควักผ้าเช็ดหน้าผืนเก่าออกมาเช็ดทำความสะอาดอย่างลนลาน เธอก้มหัวขอโทษปลกๆ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและเกรงใจ
ตลอดการเดินทางหลายชั่วโมง หลินหว่านต้องคอยรองรับอารมณ์หงุดหงิดของผู้โดยสารคนอื่น และคอยปลอบประโลมลูกชายที่ร้องไห้งอแงด้วยความไม่สบายตัว เธอไม่ได้หลับตาลงเลยแม้แต่วินาทีเดียว ความเหนื่อยล้าสะสมทำให้ขอบตาของเธอดำคล้ำ ร่างกายปวดร้าวไปทุกส่วน แต่จิตใจที่มุ่งมั่นยังคงเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่คอยขับเคลื่อนเธอไปข้างหน้า
ในที่สุด รถโดยสารก็พาพวกเธอมาถึงจุดหมายปลายทาง
'ค่ายทหารมณฑลจี๋หลิน' ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า กำแพงอิฐสูงใหญ่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ประตูเหล็กสีเขียวเข้มบานมหึมาดูน่าเกรงขาม ธงแดงรูปดาวห้าแฉกโบกสะบัดอยู่บนยอดเสาสูงเสียดฟ้า ท่ามกลางลมหนาวที่พัดกรรโชกแรงกว่าในหมู่บ้านหลายเท่า
หลินหว่านก้าวลงจากรถด้วยขาที่สั่นเทา เธอจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่ พยายามปัดฝุ่นออกจากผมเผ้าที่ยุ่งเหยิง แม้สภาพของเธอและลูกในตอนนี้จะดูไม่ต่างจากขอทานพเนจร เสื้อนวมตัวเก่าปะชุนจนลายพร้อย รองเท้าผ้าใบขาดๆ ที่เห็นนิ้วเท้า แต่แววตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความหวัง
“อาเป่า ดูนั่นสิ นั่นคือที่ทำงานของพ่อ” หลินหว่านชี้มือไปที่ประตูค่าย
อาเป่าเงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาที่เริ่มมีประกายสดใส “พ่อรอเราอยู่ข้างในเหรอจ๊ะแม่?”
“ใช่จ้ะ พ่อต้องรอเราอยู่แน่ๆ”
หลินหว่านสูดลมหายใจลึก รวบรวมความกล้าจูงมือลูกชายเดินตรงไปยังป้อมยามหน้าประตู ทหารยามสองนายในชุดเครื่องแบบสีเขียวมะกอกยืนถือปืนยาวด้วยท่าทางขึงขัง ใบหน้าเรียบตึงไร้อารมณ์
เมื่อเห็นหญิงสาวแต่งตัวซอมซ่อจูงเด็กมอมแมมเดินเข้ามา ทหารยามนายหนึ่งก็ยกมือขึ้นห้ามทันที
“หยุด! นี่เป็นเขตทหาร ห้ามบุคคลภายนอกเข้า!” เสียงตวาดห้วนๆ ดังขึ้น
หลินหว่านสะดุ้งโหยง เธอรีบก้มหัวทักทายอย่างนอบน้อม “สวัสดีจ้ะสหายทหาร ฉัน..ฉันมาขอพบคนจ้ะ”
ทหารยามกวาดสายตามองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาประเมิน “มาพบใคร? มีหนังสือแนะนำตัวไหม?”
“ฉันมาพบ 'ร้อยเอกเฉินหมิง' จ้ะ” หลินหว่านตอบเสียงสั่นเครือ “ฉันเป็นภรรยาของเขา ส่วนนี่ลูกชายของเขา ชื่อเฉินเป่า เราเดินทางมาจากบ้านเกิดที่หมู่บ้านตระกูลเฉิน”
ทหารยามหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น หันไปมองหน้าเพื่อนทหารอีกคน ก่อนจะหันกลับมาถามย้ำ “ร้อยเอกเฉินหมิง? หัวหน้าหมวดกองพันที่ 3 น่ะเหรอ?”
“ใช่จ้ะ! ใช่แล้ว!” หลินหว่านรีบพยักหน้า รอยยิ้มแห่งความหวังปรากฏขึ้นบนใบหน้า อย่างน้อยพวกเขาก็รู้จักสามีของเธอ
“รอเดี๋ยว” ทหารยามบอกเสียงห้วน ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในป้อม ยกหูโทรศัพท์ขึ้นหมุนติดต่อภายใน
หลินหว่านยืนกอดอาเป่ารออยู่ท่ามกลางลมหนาว หัวใจเต้นตึกตัก อีกไม่กี่อึดใจ เธอจะได้เจอหน้าสามี จะได้ถามเขาให้รู้ดำรู้แดงว่าทำไมถึงทิ้งเธอกับลูกไว้แบบนั้น
ผ่านไปครู่ใหญ่ ทหารยามคนเดิมก็เดินกลับออกมา สีหน้าของเขาดูบึ้งตึงและดุดันกว่าเดิม
“สหายหญิง กลับไปซะ อย่ามาสร้างเรื่องวุ่นวายที่นี่”
หลินหว่านชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไป “คะ? หมายความว่าอย่างไรจ๊ะ? ฉันมาหาเฉินหมิง สามีของฉัน”
“ฉันตรวจสอบทะเบียนประวัติแล้ว” ทหารยามพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงรำคาญ “ประวัติของร้อยเอกเฉินหมิงระบุสถานะชัดเจนว่า 'โสด' ไม่มีภรรยา ไม่มีบุตร! คุณคงจำคนผิด หรือไม่ก็ตั้งใจมาแอบอ้างเพื่อหวังผลประโยชน์!”
เหมือนโลกทั้งใบถล่มลงตรงหน้า หลินหว่านยืนนิ่งงันราวกับถูกสาป หูอื้ออึงไปหมด
'โสด?'
เฉินหมิงแจ้งกับทางกองทัพว่าเขาเป็นโสด? ลบตัวตนของเธอและลูกทิ้งไปอย่างเลือดเย็นเพียงนี้เชียวหรือ?
“ไม่จริง เป็นไปไม่ได้!” หลินหว่านละล่ำละลัก เสียงเริ่มดังขึ้นด้วยความตื่นตระหนก “ฉันเป็นเมียเขาจริงๆ! เราแต่งงานกันมาห้าปีแล้ว จดทะเบียนสมรสที่อำเภอถูกต้อง นี่ลูกของเขา หน้าตาเหมือนเขาขนาดนี้ จะไม่ใช่ลูกเขาได้อย่างไร!”
เธอพยายามดันตัวอาเป่าไปข้างหน้า “ดูหน้าลูกสิพี่ชาย! ดูหน้าแก!”
“ถอยไป!” ทหารยามยกปืนขึ้นกันทางไว้ “หลักฐานราชการระบุไว้ชัดเจน ถ้าคุณยังขืนโวยวายอีก ผมจะจับคุณส่งฝ่ายรักษาความปลอดภัยข้อหาก่อกวนสถานที่ราชการ!”
“แต่เขาเป็นสามีฉันจริงๆ!” น้ำตาแห่งความคับแค้นพรั่งพรูออกมาอาบแก้ม หลินหว่านทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าทหารยาม “สหายทหาร ได้โปรดเถอะ ไปตามเขาออกมาหน่อย บอกเขาว่าหลินหว่านมาหา ให้เขามาเห็นหน้าฉันกับลูก แล้วเขาจะปฏิเสธไม่ได้!”
“แม่จ๋า อย่าร้อง” อาเป่าตกใจร้องไห้จ้า กอดคอแม่แน่น
ภาพของหญิงสาวมอมแมมคุกเข่าร้องไห้กอดลูกอยู่หน้าค่ายทหารเริ่มดึงดูดสายตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมาและทหารเวรคนอื่นๆ แต่ทหารยามหน้าประตูยังคงยึดถือระเบียบเคร่งครัด
“ผมทำตามหน้าที่ สหายเฉินหมิงเป็นนายทหารอนาคตไกล ประวัติขาวสะอาด ไม่เคยมีเรื่องชู้สาวหรือซุกซ่อนภรรยา คุณอย่ามาใส่ร้ายคนดีๆ เลย กลับไปซะ!”
คำว่า 'นายทหารอนาคตไกล' และ 'ประวัติขาวสะอาด' กระแทกใจหลินหว่านอย่างจัง เธอเข้าใจแล้ว เข้าใจอย่างถ่องแท้ในวินาทีนี้เอง
ที่เขาไม่เคยกลับบ้าน ที่เขาส่งเงินมาให้น้อยนิด ที่เขาไม่เคยพูดถึงเธอให้ใครฟัง
ก็เพราะเขาต้องการสร้างภาพลักษณ์ 'หนุ่มโสดมีเสน่ห์' เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และเพื่อเปิดทางให้ตัวเองได้คบหากับลูกสาวผู้มีอิทธิพลในกองทัพ การมีเมียบ้านนอกและลูกติดรังแต่จะเป็นตัวถ่วงความเจริญของเขา
เลือดในกายของหลินหว่านเย็นเฉียบยิ่งกว่าหิมะที่โปรยปราย
“เลว” เธอพึมพำเสียงสั่น
“ว่าอะไรนะ?” ทหารยามเลิกคิ้ว
หลินหว่านปาดน้ำตาทิ้ง ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ แม้ขาจะสั่น แต่แววตาของเธอกลับลุกโชนไปด้วยไฟโทสะ
“ฉันบอกว่า ถ้าเขาบริสุทธิ์ใจจริง ทำไมถึงไม่กล้าออกมาเจอหน้าฉัน!” หลินหว่านตะโกนลั่น เสียงของเธอดังก้องไปทั่วบริเวณหน้าค่าย “เฉินหมิง! คนสารเลว! แกหลอกทางการว่าโสด ทิ้งลูกทิ้งเมียให้ตกระกำลำบาก แกยังมีหน้าใส่ชุดทหารอ้างคุณธรรมอยู่อีกเหรอ!”
“เฮ้ย! หยุดนะ! หุบปาก!” ทหารยามตกใจ รีบเข้ามาจะล็อกตัวเธอ
“ฉันไม่หยุด! ให้คนทั้งโลกได้รู้ว่าร้อยเอกเฉินหมิงมันเป็นคนยังไง!”
ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังโกลาหล ทันใดนั้น รถจิ๊บ ทหารคันหนึ่งก็แล่นออกมาจากประตูค่ายและชะลอความเร็วลงเมื่อเห็นเหตุการณ์วุ่นวาย
ที่เบาะหลังของรถจิ๊บ หญิงสาวหน้าตาสะสวย แต่งตัวด้วยชุดทหารหญิงที่ตัดเย็บเข้ารูปพอดีตัว เผยให้เห็นสัดส่วนงดงาม ผมดัดลอนทันสมัย นั่งมองเหตุการณ์ผ่านกระจกด้วยสายตาเย็นชา
'ซูเจิน' หรี่ตามองหญิงบ้านนอกที่กำลังอาละวาด เธอจำชื่อ 'เฉินหมิง' ที่หญิงคนนั้นตะโกนได้แม่นยำ
“หยุดรถ” ซูเจินสั่งพลขับ
เธอเปิดประตูลงมาจากรถ รองเท้าบูทหนังขัดมันกระทบพื้นดังตึกตัก เธอเดินตรงเข้าไปหากลุ่มคนมุงด้วยท่วงท่าสง่างามดุจเธอพญา
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น? เสียงดังเอะอะไปถึงข้างใน” ซูเจินถามเสียงเรียบ ทหารยามรีบทำวันทยหัตถ์
“รายงานสหายพยาบาลซู! หญิงสติไม่ดีคนนี้มาแอบอ้างว่าเป็นภรรยาร้อยเอกเฉิน และกำลังก่อความวุ่นวายครับ!”
ซูเจินปรายตามองหลินหว่านและอาเป่าด้วยสายตาเหยียดหยามแวบหนึ่ง ก่อนจะซ่อนมันไว้อย่างรวดเร็วภายใต้รอยยิ้มที่ดูเหมือนจะเมตตาอารี
“ภรรยาสหายเฉินหมิงงั้นเหรอ?” ซูเจินเดินเข้าไปใกล้หลินหว่าน เอียงคอมอง “พี่สาว คุณคงเข้าใจผิดแล้วล่ะ สหายเฉินหมิงเขาโสดสนิท ใครๆ ในค่ายก็รู้กันทั้งนั้น”
