7
ทุกอย่างเป็นไปตามสัญชาตญาณ เขาไม่เคยไว้ใจผู้ใด มันคือกฎที่ตั้งเอาไว้ แผ่นดินต้าอันล้วนดูหมิ่นชาวชิงเสมอมา อีกทั้งก่อนมารดาสิ้นใจ ยังย้ำเตือนว่า คนที่ต้องระวังให้มากที่สุดก็คือจักรพรรดิจ้าว
เด็กหญิงไม่ได้ตื่นตกใจ เพียงแค่ทำตาโต แล้วไอโขลกๆ ติดกัน พลอยให้เฉิงป๋อหยางรู้สึกผิด เขาปล่อยมือจากลำคอนาง ที่ดูเหมือนว่ากระดูกอาจหักได้ทุกเมื่อ ขณะเดียวกันก็รู้สึกผิดจากใจจริง
ฝ่ายนางพอเป็นอิสระ ก็มองเขาอย่างพินิจ เฉิงป๋อหยางสวมหน้ากากครึ่งหน้าบนเอาไว้ และเขาช่างองอาจ มีไอสังหารอย่างที่นางไม่เคยสัมผัสได้จากผู้อื่นแม้แต่พี่ชายคนรอง ที่ชอบกลั่นแกล้งนาง
“เคี้ยวสิ่งใด น่าเกลียดยิ่งนัก” เขาส่งเสียงแหบพร่าออกมา
เด็กหญิงไม่ได้ตอบในทันที ริมฝีปากนางกำลังเคี้ยวบางอย่างด้วยความเร็วยิ่งขึ้น พอมันละเอียดจึงเอ่ยว่า
“กิน...ขะ ข้าปรุงอาหารให้พี่ชาย หวาน...ขะ ข้าอมน้ำตาลกรวดด้วย หวาน หอม ชะ ชื่นใจ”
เขาแทบจะไม่มีแรงเหลือแล้ว และพอเห็นว่านางคายบางอย่างออกจากปาก และกำลังจะส่งให้เขา ความรู้สึกพะอืดพะอมก็เกิดขึ้น
“เจ้าเป็น คะ ใคร ไฉนถึงเข้ามาด้านในนี้ได้”
เด็กหญิงมองเฉิงป๋อหยาง ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ และไม่ได้ตอบคำเขา แต่กลับถามว่า
“สะ เสี่ยวเหมยงาม ใช่หรือไม่”
เฉิงป๋อหยางอึ้ง เจ็บแผลอยู่มาก และตอนแรกไม่มีอารมณ์ขัน หากยิ้มขึ้นมาได้ เด็กน้อยเพียงเท่านี้ หากรู้จักชื่นชมตนเอง “เจ้าไม่ใช่คนอัปลักษณ์ แต่ฟันน่าเกลียด”
เขาเอ่ย และมองฟันของนางที่มีผลซานจาติดอยู่ และมีสองซี่ที่หลอ
“เช่นนั้น ข้าก็งาม... คนงามเป็นเทพธิดา กำลังปรุงอาหารป้อนพี่ชาย”
“เจ้าล้อผู้อื่นเล่นเช่นนี้หรือ”เฉิงป๋อหยางกล่าวจบ มือเล็กๆ ที่มีผลซานจาที่เคี้ยวจนละเอียดมีทั้งเนื้อ และน้ำก็ถูกส่งเข้าปากเขา
องค์ชายต่างแคว้นปฏิเสธไม่ทัน แต่พอได้ลิ้มรสชาติซานจา ทั้งเปรี้ยวหวานด้วยธรรมชาติผลมน้ำตาลกรวด เขาก็รู้สึกดีขึ้นอย่างประหลาด ท้องไม่มีเสียงร้องดังโครกคราก ศีรษะไม่หนักอึ้ง “เจ้าเป็นผู้ใดกันแน่เด็กน้อย”
นางยิ้มแล้วก็หัวเราะ กำลังจะตอบเฉิงป๋อหยาง หากด้านนอกมีเสียงเรียกให้ออกไป
เมื่อเฉิงป๋อหยางจะขยับตัวจึงพบว่า แผลที่หัวไหล่ใส่ยาสมานแบบผงกับสมุนไพรวางโป๊ะไว้ นั่นย่อมหมายความว่า เด็กหญิงมากับผู้อื่น ส่วนนางเป็นใครกันนั้น เขาเชื่อว่าในภายหน้าย่อมต้องตามหาตัวได้ไม่ยาก ด้วยแผ่นดินต้าอัน จะมีสักกี่คนที่ยื่นมือช่วยเหลือเขา ทั้งยังแสดงออกด้วยความบริสุทธิ์ และในใจลึกๆ เขาขอให้เทพธิดาน้อยผลซานจาผู้นี้ ไม่เกี่ยวข้องกับจักรพรรดิจ้าว
********************
ตำหนัก จิ่งกง (เหลียนผิน-เจ้าตำหนัก)
สายลมพัดผ่านเข้ามาในห้องพักส่วนตัวขององค์หญิงหก ซึ่งเย็นสบายไม่หนาวเหน็บจนเกินไป ขณะนั้นเป็นช่วงเวลาต้นยามอิ๋น(03.00-04.59น.) เรือนกายงดงามผิวขาวละเอียดเคลื่อนไหวตามแรงสัมผัสที่จากเนิบช้า เปลี่ยนเป็นรุนแรงและรุกเร้าไม่หยุดราวกับต้องการให้นางก้าวสู่ปลายทางแห่งความซาบซ่าน โดยมีร่างสูงใหญ่ซึ่งบุกเข้ามาทางหน้าต่าง คนผู้นั้น มิเคยยอมรับว่าตนเป็นโจรปล้นสวาท ทั้งที่พฤติกรรมแจ้งชัดเหลือเกิน
และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้เป็นการกระทำหยาบโลน หรือป่าเถื่อนอย่างเช่นที่ผ่านมา... จ้าวรั่วเหมยทั้งซ่านสยิว และรัญจวนใจ
สำหรับผู้ที่มายามวิกาล ชาติก่อนเขาทำสิ่งผิดต่อนางด้วยการขโมยกินปาก ดื่นด่ำรสหวานจากเกรสฉ่ำเยิ้ม ในชาติใหม่นี้ ทั้งที่สติมีอยู่ครบ แทนที่จะหักห้ามใจได้ หากมีอาการหนักกว่าเดิม ร่างกายร้อนรุ่ม หัวใจก็โหยหาเรียกร้องอยากพบหน้าจ้าวรั่วเหมยทุกลมหายใจเข้าออก ซึ่งเขามักจะแสร้งสร้างเรื่องว่า นางตกอยู่ในช่วงเวลากึ่งหลับกึ่งตื่น เป็นโรคนอนละเมอ
บุรุษเช่นเขาเหตุใดทำเรื่องเหลวไหล อย่างคนไร้ยางอาย นั่นคงเป็นเพราะรู้ดีว่า ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน ก็ไม่อาจอดที่จะปล้นสวาทร่างกายนุ่มนิ่มหอมหวานของจ้าวรั่วเหมยได้
อื้อ... อ๊ะ...เกิดสิ่งใดขึ้น ร่างกายจ้าวรั่วเหมยร้อนวูบวาบ บางคราขนอ่อนที่หลังต้นคอลุกชัน ยามนี้รู้สึกคล้ายต้องพิษที่อาจส่งผลให้นางตกอยู่ในอำนาจของผู้อื่น จ้าวรั่วเหมยอ่อนไหวต่อการรุกรานนี้ แทนที่จะต่อต้าน กลับกลายเป็นว่าหญิงสาวอยากเข้าร่วมกับอีกฝ่าย
กายแกร่งที่อุ่นจัดเบียดแทรกเนื้อนุ่มนิ่ม ทั้งมีการสูดกลิ่นหอมจากส่วนที่ไวต่อความรู้สึกอย่างคลั่งไคล้
เกิดคำถามในหัวดังย้ำย้อนไปมา มีผู้บ้าบิ่นบุกรุกเข้ามาในห้องหับและกำลังทำสิ่งต้องห้ามระหว่างชายหญิงทั้งที่ไม่ได้เป็นสามีและภรรยากันใช่หรือไม่ เขาคือใคร วิญญาณร้ายจากเรือนป่าสนสินะ...
ยามนี้ แพขนตาหนาหนักอึ้ง ส่วนร่างกายกับตรงกันข้ามกัน ด้วยเริ่มร้อนรุ่มในพื้นที่อ่อนนุ่มซึ่งกำลังเรียกร้องให้ความใหญ่โตแสนอัดอัดแทรกตัวเข้าไป
