บท
ตั้งค่า

บทที่ 10 ผู้สนับสนุนหน้าหนา

เหลาสุราอวิ๋นไหลตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางย่านการค้าที่คึกคักที่สุดของเมืองหลวง ทว่าต้นยามเซินวันนี้

ห้องหับส่วนตัวชั้นสามถูกสงวนไว้สำหรับแขกกระเป๋าหนักและผู้มีอำนาจ บานประตูไม้สลักลายบุด้วยวัสดุซับเสียงอย่างดี ตัดขาดความวุ่นวายจากเบื้องล่างจนเหลือเพียงความเงียบสงบ

เสิ่นหรูอิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เนื้อแข็งเคลือบเงา ปลายนิ้วเรียวเคาะลงบนสมุดบัญชีที่กางเปิดไว้เป็นจังหวะเชื่องช้า

การเจรจาเพื่อขอเปิดทางให้ขบวนเกวียนเสบียงไม่ใช่เรื่องง่าย อู๋เทียนรุ่ยเป็นขุนนางที่ไต่เต้าขึ้นมาด้วยเล่ห์เหลี่ยมและเงินตรา การจะหาขุนนางฝั่งตรงข้ามที่มีอำนาจมากพอจะงัดข้อกับเขาย่อมต้องใช้ผลประโยชน์มหาศาลเข้าแลกเปลี่ยน

นางกำลังคำนวณส่วนแบ่งการค้าที่ยอมเสียได้เพื่อรักษาข้าวสารรอบนี้เอาไว้

เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากโถงทางเดินด้านนอก ทว่ามันกลับไม่ใช่จังหวะการเดินของสวีซิ่วหรือบ่าวรับใช้ในเหลาสุรา บานประตูห้องถูกผลักออกโดยไร้เสียงเคาะบอกกล่าว

เงาร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา บรรยากาศภายในห้องที่เคยเงียบสงบพลันถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายคุกคามอันคุ้นเคย

เซี่ยจื่อเยวียนอยู่ในชุดลำลองสีเทาเข้มขลิบดิ้นเงิน ปราศจากกวานหรูหราหรือเสื้อเกราะประจำตำแหน่ง ท่วงท่าการขยับตัวกลับแผ่อำนาจกดดันราวกับกำลังเดินอยู่ในค่ายทหารของตนเอง

เสิ่นหรูอิงชะงักปลายนิ้วที่กำลังเคาะโต๊ะ ดวงตาดอกท้อหลุบมองผู้มาเยือนเพียงชั่วครู่ ก่อนจะดึงสายตากลับมาที่หน้ากระดาษบัญชีตามเดิม ปราศจากท่าทีตื่นตระหนกหรือแปลกใจ

"ท่านโหวช่างมีเวลาว่างมากนัก ถึงได้มาเดินเล่นไกลถึงเหลาสุราอวิ๋นไหล" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ไม่ได้เชื้อเชิญให้อีกฝ่ายนั่งลง

"เมืองหลวงกว้างใหญ่ ข้าเพียงออกมาตรวจตราความเรียบร้อยตามหน้าที่" เซี่ยจื่อเยวียนตอบกลับด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขาก้าวเดินอาด ๆ เข้ามาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างถือวิสาสะ รวบชายเสื้อขึ้นเล็กน้อยด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน ก่อนจะรินชาจากป้านกระเบื้องเคลือบให้ตนเอง

"และเหตุบังเอิญมักเกิดขึ้นเสมอ เมื่อข้าได้ยินข่าวลือแว่วมาว่า สตรีบางคนกำลังปวดหัวกับสุนัขรับใช้ของรองเสนาบดีอู๋ที่หน้าด่านทิศใต้"

เสิ่นหรูอิงปิดสมุดบัญชีลงเชื่องช้า นางเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษตรงหน้าตรง ๆ สายตาของนางคมกริบราวกับใบมีดที่พยายามชำแหละหาเจตนาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังท่าทีผ่อนคลายนั้น

"ท่านโหวส่งคนติดตามข้า"

"ข้าเพียงแต่ปกป้องทรัพย์สินของจวนโหว" เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ รอยยิ้มบางเบาผุดขึ้นที่มุมปากทว่าไม่ถึงดวงตา

"ฮูหยินเอกของข้าก้าวเท้าออกจากจวนมาดูแลกิจการใหญ่โตเพียงลำพัง หากเกิดเรื่องอันตรายขึ้น ผู้ใดจะรับผิดชอบ"

"ข้าดูแลตนเองได้ ไม่รบกวนท่านโหวต้องมาใส่ใจ" นางโต้กลับทันควัน

"เรื่องที่หน้าด่าน ข้ามีวิธีเจรจาเปิดทางของข้า ท่านโหวไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยว"

"ด้วยการนำตั๋วเงินไปยัดไส้พวกสวะหน้าประตูกระนั้นหรือ" เซี่ยจื่อเยวียนเลิกคิ้วขึ้น วางถ้วยชาลงบนโต๊ะด้วยน้ำหนักที่มากพอจะทำให้เกิดเสียงดัง

"การค้าของตระกูลเสิ่นยิ่งใหญ่มาหลายชั่วอายุคน หากใช้วิธีตื้นเขินเช่นนั้น ย่อมเท่ากับมอบด้ามดาบให้อู๋เทียนรุ่ยนำไปฟันคอเจ้าในภายหลัง ข้าจำได้ว่าเมื่อสามวันก่อน ข้าเคยเสนอตัวเป็นโล่กำบังให้เจ้า เหตุใดมีเรื่องเดือดร้อนจึงไม่คิดจะหันมาเรียกใช้งานผู้สนับสนุนผู้นี้เล่า"

"ข้อตกลงในห้องหนังสือลับวันนั้น ข้ายังไม่ได้ตอบรับอย่างเป็นทางการ" เสิ่นหรูอิงเชิดหน้าขึ้น นางไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างในกระดานสนทนา

"การรับความช่วยเหลือจากท่าน ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย ข้าเป็นแม่ค้า ไม่นิยมสร้างหนี้สินที่ประเมินมูลค่าไม่ได้"

"แต่เจ้าก็ใช้สิทธิ์ความเป็นฮูหยินเอกจัดการคนในโถงโซ่วคังเสียจนราบคาบ ซ้ำยังขนย้ายสมุดบัญชีและตั๋วเงินออกมาตั้งฐานที่มั่นใหม่โดยที่ข้าช่วยปิดตาข้างหนึ่งไปแล้ว" เขายกแขนขึ้นกอดอก เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าของผู้คุมหมากกระดานนี้

"การค้าระหว่างเราเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันที่ที่เจ้าฉีกกฎเรือนหลังทิ้ง เสิ่นหรูอิง"

วาจาของเขาตอกย้ำความจริงที่นางไม่อาจปฏิเสธ การที่นางสามารถปรับปรุงเรือนซิ่งฮวาและดึงตัวสวีซิ่วกลับมาทำงานได้อย่างราบรื่น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอำนาจของแม่ทัพทักษิณที่กดทับฮูหยินผู้เฒ่าเอาไว้ หากไม่มีเขาเป็นเกราะกำบัง มารดาเลี้ยงของสามีย่อมต้องหาทางขัดขวางทุกวิถีทาง

เสิ่นหรูอิงสูดลมหายใจเข้าลึก นางปรับสีหน้าให้กลับมาเยือกเย็นตามเดิม เมื่อไม่สามารถบ่ายเบี่ยงได้ การเจรจาต่อรองซึ่งหน้าย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด

"เช่นนั้นท่านโหวลองเสนอราคามา ขบวนเกวียนห้าสิบเล่มที่ถูกกักไว้หน้าด่าน ท่านต้องการส่วนแบ่งการค้ากี่ส่วนเพื่อแลกกับการเปิดทาง"

เซี่ยจื่อเยวียนมองสตรีตรงหน้าที่พร้อมจะใช้เงินแก้ปัญหาทุกสิ่ง เขาล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อคลุม หยิบแผ่นป้ายสี่เหลี่ยมสีดำสนิทออกมาวางลงบนโต๊ะ

ป้ายหยกเนื้อเย็นเยียบสลักลวดลายพยัคฆ์หมอบอย่างวิจิตรบรรจง ตรงกลางสลักตัวอักษรสีชาดคำว่า 'ทักษิณ' บ่งบอกถึงอำนาจทางการทหารที่สูงส่งที่สุดของกองทัพชายแดนใต้

"ป้ายหยกดำบัญชาการทหารทักษิณ" เซี่ยจื่อเยวียนเอ่ยเสียงเรียบ ปลายนิ้วแกร่งเลื่อนแผ่นป้ายนั้นไปตรงหน้าเสิ่นหรูอิงอย่างช้าๆ

"หากมีสิ่งนี้เบิกทาง ทหารยามหน้าด่านย่อมต้องเปิดประตูกว้างต้อนรับขบวนเกวียนของเจ้าโดยไม่ต้องปริปากถาม แม้แต่อู๋เทียนรุ่ยมายืนอยู่ตรงหน้า ก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องกระสอบข้าวของเจ้าแม้แต่ปลายเล็บ"

เสิ่นหรูอิงมองป้ายหยกดำตรงหน้า มูลค่าของมันไม่อาจประเมินเป็นตัวเงิน การใช้ป้ายทหารระดับสูงมาเบิกทางให้สินค้าการค้า ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมในราชสำนักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

"การใช้ป้ายทหารเบิกทางให้สินค้าการค้า ย่อมเท่ากับประกาศตัวเป็นศัตรูกับรองเสนาบดีอู๋อย่างเปิดเผย ท่านโหวไม่กลัวถูกขุนนางบุ๋นถวายฎีกาเอาผิดหรือ"

"อู๋เทียนรุ่ยตั้งตัวเป็นศัตรูกับข้ามานานแล้ว การเพิ่มข้อหาให้เขาขุ่นเคืองใจอีกสักข้อ ย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่" แม่ทัพหนุ่มตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ

"ซ้ำข้ายังได้ประกาศให้คนทั้งเมืองหลวงรู้ว่า กิจการของตระกูลเสิ่นอยู่ภายใต้การคุ้มครองของข้า ผู้ใดกล้ายื่นมือเข้ามาสอด ย่อมต้องผ่านคมดาบของข้าไปก่อน"

ถ้อยคำนั้นแฝงความปกป้องอย่างโจ่งแจ้งจนเสิ่นหรูอิงรู้สึกสะดุดในใจ นางยื่นมือออกไปหมายจะหยิบป้ายหยกดำขึ้นมาพิจารณา

ในจังหวะที่ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนเนื้อหยก เซี่ยจื่อเยวียนกลับจงใจขยับมือเข้ามาใกล้ ปลายนิ้วหยาบกร้านของเขาเฉียดผ่านหลังมือของนางอย่างแผ่วเบา

สัมผัสเพียงเสี้ยวเวลานั้นคล้ายมีกระแสความร้อนแล่นผ่านผิวหนัง เสิ่นหรูอิงชะงักและชักมือกลับอย่างรวดเร็ว แววตาที่เคยเยือกเย็นปรากฏรอยสั่นไหวเล็กน้อย หากนางซ่อนมันไว้อย่างมิดชิดภายใต้ใบหน้าเรียบตึง

เซี่ยจื่อเยวียนลอบสังเกตปฏิกิริยานั้น รอยยิ้มมุมปากของเขาลึกซึ้งขึ้น เขาดึงมือกลับไปวางบนหน้าตักอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับสัมผัสเมื่อครู่เป็นเพียงความบังเอิญที่ไม่ได้ตั้งใจ

"ท่านโหวต้องการสิ่งใดตอบแทน" นางถามย้ำอีกครั้งเพื่อดึงบทสนทนากลับเข้าสู่การค้า

"ข้าไม่เชื่อว่าป้ายหยกดำนี้จะได้มาเปล่า โดยไม่ต้องจ่ายผลประโยชน์"

"ข้าเป็นทหาร หาใช่พ่อค้าหน้าเลือด" เขามองสบตานาง แววตาคมกริบแฝงความหยอกเย้าที่ยากจะได้เห็น

"ร่วมโต๊ะอาหารกับข้าสักมื้อ เป็นข้อแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรมหรือไม่"

เสิ่นหรูอิงขมวดคิ้ว นางมองบุรุษตรงหน้าด้วยความหวาดระแวง การเจรจาธุรกิจที่เดิมพันด้วยขบวนเกวียนห้าสิบเล่มและป้ายบัญชาการทหาร กลับถูกแลกด้วยข้อเสนอที่เรียบง่ายจนน่าขัน คนอย่างเซี่ยจื่อเยวียน จะทำการสิ่งใดที่ปราศจากแผนการซ่อนเร้น

"อาหารเพียงมื้อเดียว ท่านโหวคิดจะให้ข้าเลี้ยงสุราอาหารเลิศรสที่สุดในเหลาสุราอวิ๋นไหลกระนั้นหรือ"

เซี่ยจื่อเยวียนเอนกายมาข้างหน้า ท้าวคางลงบนโต๊ะไม้เพื่อลดระยะห่างระหว่างเขากับนางลงอีกนิด แววตาดุดันของแม่ทัพทักษิณทอประกายเจ้าเล่ห์อย่างที่ไม่มีผู้ใดในค่ายทหารเคยเห็น

"ป้ายนี้มีค่าควรเมือง ฮูหยินคิดจะตอบแทนผู้สนับสนุนรายนี้ด้วยอาหารเพียงมื้อเดียวจริง ๆ หรือ"

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel