ตอนที่ 4
ตอนนี้นางกำลังทำให้ฉินหร่วนเหอผู้นี้กลายเป็นสตรีที่โง่งมที่สุดในสำนักปราชญ์ คราแรกไม่ว่าผู้ใดล้วนสนใจในตัวนาง ด้วยนางเป็นถึงหลานสาวของปราชญ์แห่งยุค ก่อนที่ทุกคนจะตระหนักว่านางก็อาศัยเพียงฐานะหลานสาวของสวีเซิ่ง ความจริงนางก็เป็นเพียงแค่สตรีโง่งมที่ไม่มีใจใฝ่รู้เรื่องใดเลย
เสี่ยวชวนเดินตามนางไปยังโต๊ะเขียนหนังสือ มองอักษรคัดลายมือของนางด้วยสายตาแดงก่ำ “ทั้งอักษร วาดภาพ ท่านล้วนทำได้อย่างยอดเยี่ยม เหตุใดท่านต้องแสดงให้คนอื่นเห็นว่าท่านทำไม่ได้สักเรื่องเจ้าคะ”
ฉินหร่วนเหอลงมือฝนหมึกแต่เสี่ยวชวนรีบแย่งมาทำเอง “เสี่ยวชวน ข้างนอกนั่นเราไม่รู้ว่าผู้ใดคือมิตรแท้หรือผู้ใดคือศัตรู ยิ่งไม่อาจมั่นใจได้ว่ามิตรข้างกายจะกลายเป็นศัตรูหรือไม่ เช่นนี้เพราะเหตุใดเราจะต้องเผยตัวตนให้ผู้อื่นล่วงรู้เล่า มิสู้เรามองให้ทะลุแต่ซ่อนตัวตนของเราไว้ ดังคำกล่าวที่ว่ารู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง โดดเด่นเกินไปบางครั้งก็เป็นภัยรู้หรือไม่”
เสี่ยวชวนมองนางด้วยสายตาเทิดทูนบูชา “เจ้าค่ะคุณหนู ท่านฉลาดเหลือเกิน ดังนั้นท่านจึงรู้ได้ว่าคุณชายเซี่ยดีกับท่านที่สุดใช่หรือไม่เจ้าคะ ผู้อื่นมองว่าท่านไม่มีความสามารถ แต่คุณชายเซี่ยก็ไม่ถือสายังคงเข้าข้างท่านเสมอ”
นางลอบกลอกตา... “เสี่ยวชวนเจ้าช่างใสซื่อเหลือเกิน”
อีกฝ่ายกะพริบตามองนาง ฉินหร่วนเหอหัวเราะ “ช่างเถิด เอาเป็นว่าเรื่องนี้ห้ามให้ผู้ใดล่วงรู้ มีเพียงข้ากับเจ้า แม้แต่ท่านตาก็ห้ามพูด”
เสี่ยวชวนแม้ไม่เข้าใจนักแต่ก็พยักหน้าอย่างจริงจัง “ข้าน้อยทราบแล้วเจ้าค่ะ จะเก็บเป็นความลับไม่ให้ผู้ล่วงรู้เด็ดขาด!” แม้สาวใช้ของนางจะไร้เดียงสาแต่ก็เป็นคนซื่อสัตย์ ไม่ว่านางพูดอะไรล้วนเชื่อฟังและทำตามโดยไม่อิดออด
ฉินหร่วนเหอยิ้มจากนั้นหยิบพู่กันแล้วลงมือวาดรูป วันนี้นางตัดสินใจวาดภาพล้อเลียนของตัวเองที่มีสองหน้า ซีกหน้าหนึ่งยิ้มแย้มดูไร้เดียงสาแต่อีกซีกหน้าดวงตาของนางเย็นชาเรียบเฉย... ถึงอย่างนั้นเพราะเป็นการวาดรูปล้อเลียน ตัวนางในภาพทั้งอ้วนท้วน ลำตัวเล็กแต่ใบหน้าใหญ่ไม่สมส่วน ภาพที่ออกมาจึงดูน่าขบขันจนแม้แต่เสี่ยวชวนเห็นแล้วยังหัวเราะออกมา
สายลมเย็นพัดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง นางมองออกไปยังทะเลสาบยามค่ำคืนที่มีดวงดาวเต็มท้องฟ้า ที่นี่อากาศดีและเงียบสงบไม่วุ่นวาย นางจำได้ว่าฉินหร่วนเหอจะรั้งอยู่ที่นี่ถึงสามปีเพื่อไว้ทุกข์ จากนั้นหลายๆ สิ่งจึงจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง
“เซี่ยเฉิน...” บุรุษสารเลวที่มีความทะเยอทะยานทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองก้าวขึ้นไปยังจุดสูงสุด ฟังว่าท่านตาของนางพบเขากำลังถูกทุบตีอยู่หน้าโรงเตี๊ยม เซี่ยเฉินตอนนั้นอายุได้เพียงสิบสี่ เดินทางมาที่เมืองหลวงเพียงลำพังเพื่อหาทางเข้าสอบ เขาไม่มีเงิน ไม่มีที่พัก ไร้ญาติ ไร้ที่พึ่งพิง เช่นนี้ท่านตาของนางจึงให้ความช่วยเหลือ น่าเสียดาย...แม้มีพื้นฐานและความตั้งใจแต่เซี่ยเฉินกลับสอบไม่ผ่าน ท่านตาเห็นถึงความมุมานะของอีกฝ่ายจึงรับเอาไว้ สั่งสอนและให้อยู่ข้างกายอีกทั้งยังสนับสนุนให้ได้เข้าเรียนในสำนักปราชญ์
ฉินหร่วนเหอที่ใฝ่รู้จนโดดเด่นขึ้นมาทำให้เขาเกิดความคิดใฝ่สูงทะเยอทะยาน บวกกับนางมีท่านตาที่เป็นถึงปราชญ์อาวุโสซึ่งคนทั้งแคว้นนับถือ เช่นนี้แล้วเซี่ยเฉินจะไม่เกิดความละโมบในใจได้อย่างไร...
นางยอมรับ...เซี่ยเฉินเป็นคนหล่อเหลาทั้งยังอ่อนโยน สำหรับสตรีที่อ่อนต่อโลกแล้วย่อมไม่มีทางต้านทานเขาได้ บวกกับเขาเองก็เป็นคนใฝ่รู้และมีความสามารถ ทำให้การส่งเสริมเขาราบรื่นและส่งผลอย่างรวดเร็ว ทว่าคนเราเมื่อได้ในสิ่งที่ปรารถนาแล้ว สิ่งที่ผลักดันเขาไปยังจุดสูงสุดก็ไร้ความหมายทันที ฉินหร่วนเหอเป็นหลักฐานยืนยันว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นเพียงคนที่ไร้ที่พึ่งพิง กระทั่งต้องหยิบยืมอำนาจของผู้อื่นเพื่อให้ได้รับการยอมรับ เช่นนี้การมีอยู่ของฉินหร่วนเหอจึงยิ่งตอกย้ำถึงอดีตอันน่าอับอายที่เขาไม่อยากนึกถึง
ในแง่ของฐานะนางเหมาะสมที่สุดที่จะยกฐานะของเขาขึ้น ในแง่ของความรู้สึกของคนในแคว้นนางเป็นหลานสาวของสวีเซิ่งยิ่งส่งเสริมให้เขาได้รับการยอมรับ และหากนางเป็นยอดสตรีในหมู่สตรีด้วยกัน ทุกอย่างก็จะยิ่งช่วยปูทางให้อนาคตของเซี่ยเฉินสดใสไร้อุปสรรค หมากกระดานนี้นับว่าถูกคำนวณเอาไว้อย่างไร้ที่ติจริงๆ
เช้าวันต่อมาเสียงถอนหายใจของเสี่ยวชวนทำให้หญิงสาวสงสัย “อะไรหรือ”
“ได้ยินมาว่ามีคนจากหลายจวนส่งเทียบเชิญมาเจ้าค่ะ ช่างไม่รู้อะไรควรไม่ควรเอาเสียเลย คุณหนูมาที่นี่ก็เพื่อไว้ทุกข์ พวกเขาจงใจส่งเทียบเชิญมาให้ท่านไปร่วมงานเลี้ยง นี่ไม่เท่ากับจงใจทำให้ท่านขายหน้าหรอกหรือ”
ฉินหร่วนเหอเลิกคิ้ว “เจ้าไปรู้มาจากที่ใด”