บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4: สัญชาตญาณสัตว์ป่าและผู้ล่า

แสงตะวันแรกของวันใหม่สาดส่องลอดผ่านรอยแยกของโขดหิน ขับไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกินกระดูกมาตลอดทั้งคืน หลินเฟยขยับตัวอย่างระมัดระวัง ร่างกายที่ซูบผอมปวดร้าวไปทุกสัดส่วนจากการนั่งขดตัวในพื้นที่แคบๆ ทว่าเมื่อเห็นน้องชายและน้องสาวยังคงนอนหลับตาพริ้มอยู่ซอกอก ความเหนื่อยล้าก็คล้ายจะทุเลาลงไปบ้าง

นางค่อยๆ ดันกิ่งไม้และรากไม้แห้งที่ปิดปากรอยแยกออกทีละน้อย กวาดสายตามองซ้ายขวาเพื่อความแน่ใจ เมื่อพบเพียงความเงียบสงัดและลานหินที่ว่างเปล่า จึงหันกลับไปปลุกเด็กทั้งสอง

“ซวนเอ๋อร์ เหยาเอ๋อร์ ตื่นเถิด ฟ้าสางแล้ว”

หลินซวนงัวเงียลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เด็กชายทำคือการผวาเข้ามากอดแขนพี่สาวแน่น แววตายังคงมีร่องรอยของความหวาดกลัวจากเหตุการณ์เมื่อคืน หลินเหยาร้องไห้กระซิกบ่นว่าหิวน้ำ หลินเฟยจึงต้องยอมเฉือนรากหนามโลหิตชิ้นสุดท้ายที่เก็บไว้ในอกเสื้อ ให้น้องสาวเคี้ยวกลืนเอาน้ำหล่อเลี้ยงเพียงน้อยนิดประทังไปก่อน

“ท่านพี่ พวกเราจะไปที่ใดต่อ” หลินซวนเอ่ยถามพลางลูบท้องที่ร้องโครกคราก

หลินเฟยไม่ได้ตอบในทันที นางล้วงหยิบมีดพร้าบิ่นๆ ออกมาจากตะกร้า นิ้วเรียวที่เต็มไปด้วยรอยถลอกลูบไปตามคมมีดที่ทื่อจนแทบจะหั่นผักไม่ขาด อาวุธเพียงชิ้นเดียวที่มีอยู่สภาพย่ำแย่เกินไป หากต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มโจรหรือสัตว์ป่าจริงๆ มีดเล่มนี้คงทำได้แค่เกาหนังพวกมันเท่านั้น

“ก่อนจะออกเดินทาง เราต้องเตรียมตัวเสียก่อน” หลินเฟยลุกขึ้นยืน กวาดสายตาหาวัสดุรอบกาย

นางเดินไปเก็บกิ่งไม้เนื้อแข็งที่แห้งตายแล้วขนาดเท่าข้อมือมาสองสามท่อน จากนั้นก็เลือกก้อนหินริมลำธารแห้งที่มีขอบคมกริบมานั่งกะเทาะกับโขดหินใหญ่ เสียง ‘เป๊าะ แป๊ะ’ ดังก้องเบาๆ ท่ามกลางความเงียบ หลินซวนมองการกระทำของพี่สาวด้วยความประหลาดใจ

ไม่นานนัก หินก้อนหนึ่งก็แตกออกเป็นรูปทรงคล้ายใบหอกที่มีปลายแหลมเฟี้ยว หลินเฟยฉีกชายเสื้อที่ขาดวิ่นของตนเองออก นำมาพันผูกก้อนหินแหลมนั้นเข้ากับปลายท่อนไม้เนื้อแข็งอย่างแน่นหนา แม้จะดูหยาบกระด้าง แต่มันก็กลายเป็นหอกหินที่สามารถเจาะทะลุผิวหนังมนุษย์ได้หากออกแรงพุ่งแทง

นางทำเช่นเดียวกันกับท่อนไม้ที่สั้นกว่าอีกอันหนึ่ง แต่ครั้งนี้เพียงแค่ใช้มีดพร้าค่อยๆ เหลาปลายไม้ให้แหลมที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะยื่นมันส่งให้หลินซวน

“ถือมันไว้ ซวนเอ๋อร์”

เด็กชายรับไม้ปลายแหลมมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทา เขามองหน้าพี่สาวอย่างไม่เข้าใจ “ท่านพี่ ข้า... ข้าไม่เคยตีผู้ใด”

หลินเฟยคุกเข่าลง จับบ่าทั้งสองข้างของน้องชายแน่น แววตาของนางจริงจังและดุดันเสียจนหลินซวนต้องกลืนน้ำลาย “ฟังพี่ให้ดีซวนเอ๋อร์ โลกที่พวกเรากำลังยืนอยู่นี้ ไม่ใช่หมู่บ้านสกุลหลินที่เจ้าเคยวิ่งเล่นอีกต่อไปแล้ว กฎของโลกภายนอกมีเพียงข้อเดียวคือ ‘ปลาใหญ่กินปลาเล็ก’ หากเจ้ามัวแต่อ่อนแอ เจ้าและเหยาเอ๋อร์ก็จะกลายเป็นชิ้นเนื้อบนเขียงของผู้อื่น”

นางชี้ไปที่รอยเลือดสีคล้ำบนก้อนหินไกลๆ “จำเสียงหัวเราะของคนพวกนั้นเมื่อคืนได้หรือไม่ ในสายตาของพวกมัน พวกเราไม่ใช่คน แต่เป็นเพียง ‘เสบียง’ หากมีใครหน้าไหนพุ่งเข้ามาหมายจะเอาชีวิตน้องสาวเจ้า เจ้าจะทำเพียงยืนร้องไห้ แล้วปล่อยให้เหยาเอ๋อร์ถูกลากไปกินงั้นหรือ!”

คำพูดที่แทงใจดำราวกับเข็มแหลมทำให้หลินซวนสะดุ้งเฮือก ภาพของป้าสะใภ้ที่เคยทุบตี ภาพของแม่สื่อที่หวังจะลากพี่สาวไปขาย และภาพของชายฉกรรจ์เมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัว ดวงตาที่เคยสั่นไหวของเด็กวัยแปดขวบเริ่มมีหยาดน้ำตารื้น แต่คราวนี้มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความหวาดกลัว ทว่ากลับเป็นความโกรธแค้นและสัญชาตญาณการปกป้องที่ถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้น

มือน้อยๆ กำไม้ปลายแหลมในมือแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด หลินซวนสูดลมหายใจลึก “ข้าเข้าใจแล้วท่านพี่ ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายท่านกับเหยาเอ๋อร์เด็ดขาด ใครกล้าเข้ามา ข้าจะแทงมัน!”

หลินเฟยลูบศีรษะน้องชายอย่างเบามือ ความเวทนาตีตื้นขึ้นมาในอก ยุคสมัยบัดซบเช่นนี้บังคับให้เด็กไร้เดียงสาต้องเรียนรู้ที่จะฆ่าเพื่อเอาชีวิตรอด แต่นางไม่มีทางเลือก หากไม่สอนให้เขารู้จักเขี้ยวเล็บ วันข้างหน้าผู้ที่จะต้องตายก็คือพวกเขาเอง

“ดีมาก จำไว้ว่าไม้ปลายแหลมนี่คือชีวิตของเจ้า อย่าให้ห่างตัวเด็ดขาด” นางกำชับ ก่อนจะหันไปอุ้มหลินเหยาขึ้นมาขี่หลัง เพราะเด็กน้อยหมดเรี่ยวแรงจะเดินต่อแล้ว มือขวากระชับหอกหินยาวไว้มั่น แล้วเริ่มออกเดินเท้าอีกครั้ง

ดวงอาทิตย์เคลื่อนคล้อยขึ้นสู่กลางหัว อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นริ้วๆ พื้นที่ที่พวกเขาเดินผ่านเริ่มเปลี่ยนจากเนินดินแห้งเป็นโตรกผาหินที่สลับซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้ใหญ่เริ่มหนาตาขึ้น แม้ใบจะร่วงหล่นจนหมด แต่มันก็ยังพอให้ร่มเงาได้บ้าง

กรี๊ดดดด!

จู่ๆ เสียงกรีดร้องแหลมยาวของสตรีก็ดังแหวกอากาศขึ้นมาจากหุบเขาเบื้องล่าง มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวังถึงขีดสุด ฝูงอีกาที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้แห้งตกใจบินว่อนขึ้นสู่ท้องฟ้า

หลินเฟยชะงักฝีเท้า สัญชาตญาณเตือนภัยในหัวดังลั่น นางรีบดึงแขนหลินซวนให้หมอบลงหลังโขดหินก้อนใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมหน้าผา บังคับให้น้องชายหมอบราบไปกับพื้น ส่วนตัวนางค่อยๆ ชะโงกหน้ามองลงไปยังเบื้องล่างผ่านช่องว่างของก้อนหิน

ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาเลือดในกายของอดีตนักวิจัยสาวเย็นเฉียบ

ที่ลานหินกว้างด้านล่าง ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งที่มีสภาพมอมแมมราวกับขอทานกำลังวิ่งไล่ล่าครอบครัวผู้ลี้ภัยกลุ่มเล็กๆ อย่างสนุกสนาน สตรีที่กรีดร้องเมื่อครู่ถูกชายหัวโล้นคนหนึ่งกระชากผมจนล้มกลิ้งไปกับพื้น ฝุ่นทรายฟุ้งกระจาย ชายวัยกลางคนที่คาดว่าเป็นสามีพยายามจะถือท่อนไม้พุ่งเข้าไปช่วย แต่กลับถูกชายอีกคนใช้ดาบขึ้นสนิมฟันเข้าที่กลางหลังจนล้มลงไปนอนจมกองเลือด

“หนีสิ! วิ่งให้เร็วกว่านี้สิเว้ย ฮ่าๆๆ” เสียงหัวเราะเหี้ยมเกรียมดังขึ้น ชายหัวโล้นนั่นคือคนเดียวกับหัวหน้าโจรที่หลินเฟยได้ยินเสียงเมื่อคืนอย่างไม่ต้องสงสัย

เด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่วิ่งตามบิดามารดามานั่งทรุดลงข้างร่างของบิดา ร้องไห้จ้าอย่างน่าเวทนา ทว่ากลุ่มโจรกลับไม่มีทีท่าเห็นใจแม้แต่น้อย พวกมันเดินล้อมกรอบเข้ามาด้วยสายตาที่หิวกระหาย ราวกับฝูงหมาป่าที่กำลังมองดูเนื้อแกะอันโอชะ

“หัวหน้า วันนี้สวรรค์เข้าข้าง พวกเราได้เสบียงสดๆ ถึงสามชีวิต รสชาติคงดีกว่าเนื้อเหนียวๆ ของตาแก่เมื่อวานเป็นไหนๆ” ลูกน้องคนหนึ่งเอ่ยพลางเลียริมฝีปากที่แห้งแตก

“ผู้ชายตายแล้ว เอาเลือดไปรองใส่กระติกไว้ดื่มแทนน้ำ ส่วนนังผู้หญิงกับเด็กนั่น มัดมือมัดเท้าเอาไว้ คืนนี้พวกเราจะได้มีเนื้อหวานๆ ย่างกินแก้หนาว” ชายหัวโล้นสั่งการอย่างเลือดเย็น

หลินเฟยรีบยกมือขึ้นปิดตาหลินเหยาที่อยู่บนหลัง และกดศีรษะหลินซวนให้ก้มต่ำลงแนบกับพื้นดินที่สุด มืออีกข้างอุดหูของน้องชายเอาไว้แน่นเพื่อไม่ให้ได้ยินเสียงร้องโหยหวนของการถูกชำแหละที่กำลังจะเกิดขึ้นเบื้องล่าง นางกัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเลือด รสฝาดเฝื่อนของสนิมเหล็กแผ่ซ่านในโพรงปาก

ความโกรธแค้นและความรังเกียจขยะแขยงตีตื้นขึ้นมาจนแทบจะอาเจียน นี่หรือคือมนุษย์ประเสริฐ? ความหิวโหยสามารถดึงเอาความดำมืดในก้นบึ้งจิตใจคนออกมาได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ

นางอยากจะพุ่งลงไปเอาหอกหินเจาะกะโหลกพวกมันทีละคน แต่นางรู้ดีว่าด้วยร่างกายที่อ่อนแอนี้ การทำเช่นนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการกระโดดลงไปเป็นอาหารจานที่สี่ให้พวกมัน หลินเฟยสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามดับไฟโทสะในใจ และท่องจำไว้เพียงอย่างเดียวว่า ‘ต้องรอด’

เวลาผ่านไปเนิ่นนานราวกับนับกัปนับกัลป์ เสียงกรีดร้องและเสียงหัวเราะเบื้องล่างค่อยๆ เงียบหายไป เหลือเพียงเสียงสับเนื้อและเสียงฝีเท้าที่เดินห่างออกไป หลินเฟยรอจนแน่ใจว่าไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แล้ว จึงค่อยๆ คลายมือที่ปิดหูและตาน้องๆ ออก

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งลอยตามลมหุบเขาขึ้นมาเตะจมูก มันรุนแรงและชวนสะอิดสะเอียนยิ่งกว่ากลิ่นใดๆ ในโลก

“พวกมันไปแล้วใช่หรือไม่ท่านพี่” หลินซวนกระซิบถามเสียงสั่น ใบหน้าของเด็กชายซีดเผือด แม้จะไม่ได้เห็นภาพด้วยตาตนเอง แต่เสียงที่ลอดผ่านนิ้วมือพี่สาวเข้ามาก็เพียงพอจะทำให้เขารับรู้ถึงความวิปริตของเหตุการณ์

“ไปแล้ว” หลินเฟยตอบสั้นๆ นางลุกขึ้นยืนแล้วมองทอดสายตาไปยังเทือกเขาสูงชันที่ทอดตัวอยู่เบื้องหน้า มันคือเขตป่าลึกที่ชาวบ้านต่างหวาดกลัว เล่าขานกันว่ามีสัตว์ร้ายและหมอกพิษ ไม่มีใครกล้าเฉียดกรายเข้าไปแม้แต่ในยามปกติ

แต่นางตัดสินใจแล้ว

“เราจะเปลี่ยนเส้นทาง” หลินเฟยหันมาบอกน้องชาย แววตาของนางเด็ดเดี่ยว “เราจะไม่เดินเลียบชายป่าเพื่อหาทางไปเมืองหลวงอีกต่อไป ป่าชั้นนอกนี่เต็มไปด้วยเดรัจฉานในคราบมนุษย์ หากพวกเรายังวนเวียนอยู่แถวนี้ ไม่ช้าก็เร็วต้องถูกพวกมันเจอตัวแน่ เราจะมุ่งหน้าขึ้นเขา เข้าไปในป่าลึก”

“ป่าลึกหรือท่านพี่ แต่ลุงต้าเคยบอกว่าในนั้นมีหมีป่ากับเสือโคร่ง มันกินคนนะ” หลินซวนเบิกตากว้าง

หลินเฟยแค่นยิ้มเย็นชา “สัตว์ป่ากินคนเพราะมันหิว มันล่าเพื่อเอาชีวิตรอด กฎของพวกมันเรียบง่ายและคาดเดาได้ แต่คนพวกนั้น... มันล่าเพราะความละโมบและความวิปริต สันดานมนุษย์ที่หิวโหยน่ากลัวกว่าเขี้ยวเสือร้อยเท่า ซวนเอ๋อร์ เชื่อพี่ เข้าป่าลึกยังพอมีโอกาสรอด แต่ถ้าเจอคนพวกนี้ เราตายสถานเดียว”

เมื่อเห็นความมุ่งมั่นในดวงตาของพี่สาว หลินซวนก็พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เขาใช้มือเล็กๆ กำไม้แหลมในมือให้แน่นขึ้นอีกนิด ราวกับจะดึงความกล้าหาญจากมันมาสู่ตัวเอง

หลินเฟยกระชับร่างของน้องสาวบนหลังให้เข้าที่ แล้วก้าวเดินนำขึ้นสู่ทางลาดชันที่มุ่งตรงเข้าสู่ใจกลางหุบเขา ภูมิประเทศเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ก้อนหินมีขนาดใหญ่ขึ้น ต้นไม้บางต้นแม้จะทิ้งใบแต่ก็มีลำต้นที่ใหญ่โตจนต้องใช้สามคนโอบ แสงแดดที่เคยแผดเผาเริ่มถูกบดบังด้วยเงื้อมผาสูงชัน ทำให้อากาศรอบตัวเริ่มเย็นเยียบขึ้นมาอย่างประหลาด

ยิ่งเดินลึกเข้าไป ความเงียบก็ยิ่งปกคลุม มันไม่ใช่ความเงียบแบบวังเวงของป่าแห้งแล้งด้านนอก แต่มันเป็นความเงียบสงัดที่แฝงไปด้วยแรงกดดันบางอย่าง คล้ายกับมีสายตานับร้อยคู่กำลังจับจ้องมองผู้บุกรุก

ขณะที่ทั้งสามกำลังปีนป่ายข้ามรากไม้ขนาดใหญ่ จู่ๆ สายลมเย็นยะเยือกก็พัดวูบลงมาจากยอดเขาด้านบน หอบเอาเศษใบไม้แห้งและฝุ่นผงปลิวว่อน ทว่าสิ่งที่ทำให้หลินเฟยต้องหยุดชะงักจนตัวแข็งทื่อ ไม่ใช่ความหนาวเย็นของลม... แต่เป็นกลิ่นที่มากับลมต่างหาก

มันคือกลิ่นคาวเลือด

แต่มันไม่ใช่กลิ่นเลือดเหม็นคาวคละคลุ้งแบบพวกโจรชั่วด้านล่าง มันเป็นกลิ่นเลือดที่สดใหม่ เข้มข้น และแฝงไปด้วยกลิ่นอายของจิตสังหารที่รุนแรงจนทำให้ผู้ที่สูดดมเข้าไปรู้สึกอึดอัดแทบหายใจไม่ออก

หลินเฟยกำหอกหินในมือแน่น สัญชาตญาณสัตว์ป่าในตัวนางกรีดร้องเตือนภัยอย่างบ้าคลั่ง เลือดสดๆ ปริมาณมากขนาดนี้ หากไม่ใช่สัตว์ร้ายขนาดใหญ่ที่เพิ่งถูกล่า ก็ต้องเป็นการต่อสู้ของยอดฝีมือที่ดุเดือดแทบเอาชีวิตเข้าแลก

“ระวังตัว ซวนเอ๋อร์ ตามหลังพี่ไว้” นางกระซิบเสียงเครียด

เบื้องหน้าของพวกเขา คือแนวหน้าผาสูงชันที่มีรอยแตกเป็นทางยาวคล้ายถูกดาบยักษ์ฟาดฟัน และที่โคนหินก้อนใหญ่ใต้หน้าผานั้นเอง ร่องรอยของเลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นติดอยู่บนหินสีขาวซีด ลากยาวเข้าไปในดงหญ้าแห้งราวกับเป็นเส้นทางสู่ขุมนรก

ชะตาชีวิตของสามพี่น้องกำลังจะถูกผูกเข้ากับวังวนแห่งการเข่นฆ่าที่เหนือความคาดหมาย โดยที่พวกเขาไม่อาจหลีกหนีได้อีกต่อไป
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel