ตอนที่ 3: ก้าวแรกสู่นรกภัยแล้ง
ดวงอาทิตย์ยามบ่ายคล้อยสาดแสงแผดเผาลงมาบนแผ่นดินประดุจเตาหลอมเหล็กขนาดยักษ์ ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงบนผืนดินแตกระแหง ฝุ่นทรายสีคล้ำจะฟุ้งกระจายขึ้นมาเกาะกุมผิวหนังที่แห้งกร้าน รอยแยกบนพื้นดินกว้างพอที่จะกลืนกินเท้าของเด็กเล็กๆ ได้อย่างง่ายดาย มันทอดยาวสลับซับซ้อนราวกับกระดองเต่าที่ถูกไฟสุมจนปริแตก
หลินเฟยกระชับสายตะกร้าบนหลัง อาศัยท่อนไม้ในมือค้ำยันร่างกายที่ซูบผอมให้ก้าวเดินต่อไป เหงื่อที่ควรจะไหลซึมตามไรผมถูกความร้อนระเหยไปจนแห้งผาก ทิ้งไว้เพียงคราบเกลือจางๆ และความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะ นางหันมองน้องชายและน้องสาวที่เดินจูงมือกันตามมาติดๆ ใบหน้าเล็กๆ ของทั้งสองแดงก่ำจากเปลวแดด ริมฝีปากแห้งแตกระแหงจนมีเลือดซึมออกมาบางๆ
สองข้างทางที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าลึกเข้าไปคือเขตชายป่าที่ไร้ซึ่งสีเขียว ต้นไม้ใหญ่ยืนต้นตายซาก กิ่งก้านของมันชี้ตระหง่านขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างไร้จุดหมาย คล้ายกับมือของโครงกระดูกที่กำลังพยายามไขว่คว้าหาความเมตตาจากสวรรค์เบื้องบน ไม่มีเสียงนกร้อง ไม่มีแมลงขยับปีก ทุกสรรพสิ่งเงียบสงัดราวกับโลกใบนี้ได้ตายลงไปแล้วจริงๆ
ยิ่งเดินลึกห่างออกจากถนนสายหลัก ความวิเวกวังเวงก็ยิ่งทวีความรุนแรง หลินเฟยพยายามกวาดสายตามองหาแหล่งน้ำตามสัญชาตญาณ แต่สิ่งที่พบมีเพียงร่องรอยของลำธารที่เหือดแห้งไปจนเหลือแต่โขดหินสีขาวซีด เมื่อเดินผ่านคุ้งน้ำแห้งขอดแห่งหนึ่ง กลิ่นเหม็นเน่าที่ลอยมาตามลมร้อนทำให้นางต้องหยุดชะงัก
เบื้องหน้าห่างออกไปไม่ไกล มีกองผ้าขี้ริ้วเก่าๆ กองหนึ่งตกอยู่ แต่เมื่อมองดูให้ดี มันคือซากศพของชายชราที่แห้งกรังติดกระดูก ดวงตาเบิกโพลงยุบจมลงไปในเบ้า แต่สิ่งที่ทำให้หลินเฟยรู้สึกเย็นวาบไปถึงไขสันหลัง ไม่ใช่สภาพศพที่น่าเวทนา ทว่าคือรอยของมีคมและรอยฟันที่แทะเล็มอยู่บนกระดูกท่อนแขนและหน้าแข้งของศพนั้นต่างหาก
มันไม่ใช่รอยเขี้ยวของสัตว์ป่า แต่เป็นรอยฟันของมนุษย์
หลินซวนที่เดินตามมาเกือบจะชะโงกหน้าไปดู แต่หลินเฟยรีบขยับบังสายตาของน้องชายไว้ นางเอื้อมมือไปดึงตัวเด็กชายให้เดินเบี่ยงออกไปอีกทางหนึ่ง
“อย่ามอง ซวนเอ๋อร์ มองแค่ทางที่เจ้ากำลังจะก้าวเดินก็พอ” นางเอ่ยเสียงเรียบ แม้ภายในใจจะบีบรัดอย่างรุนแรง
นี่สินะคือนรกบนดินที่แท้จริง ยุคสมัยที่ความหิวโหยเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นอสุรกาย ศีลธรรมและจารีตประเพณีถูกฉีกทึ้งทำลายลงจนหมดสิ้น หากนางตัดสินใจพาน้องๆ เดินตามถนนสายหลักไปพร้อมกับกลุ่มผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ สภาพของพวกเขาสามพี่น้องคงไม่ต่างอะไรกับเนื้อแกะอันโอชะที่เดินเข้าปากฝูงหมาป่า
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ แสงแดดเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง หลินเหยาที่เดินเตาะแตะมาตลอดทางเริ่มก้าวขาไม่ออก ร่างเล็กจ้อยสะดุดก้อนหินล้มล้มคลุกฝุ่น
“ฮึก... พี่ใหญ่ เหยาเอ๋อร์เจ็บ ขาของข้าหนักเหลือเกิน ข้าหิวน้ำ” เสียงสะอื้นไห้ของเด็กหญิงวัยห้าขวบดังขึ้นแผ่วเบา ร่างกายของนางถึงขีดจำกัดแล้ว
หลินซวนรีบเข้าไปประคองน้องสาว เขามองดูริมฝีปากที่แห้งผากของน้องแล้วเงยหน้ามองพี่สาวด้วยแววตาเว้าวอน “ท่านพี่ พวกเราพักกันก่อนเถิด เหยาเอ๋อร์เดินไม่ไหวแล้ว ข้าเองก็...” เด็กชายกลืนคำพูดที่เหลือลงคอ ไม่ยอมบอกว่าตนเองก็หน้ามืดจนแทบจะยืนไม่อยู่เช่นกัน
หลินเฟยรีบปลดตะกร้าลงจากหลังแล้วพุ่งตัวเข้าไปกอดน้องสาวไว้ นางใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดคราบฝุ่นและน้ำตาบนแก้มตอบๆ นั้นอย่างเบามือ ผิวเนื้อของเด็กน้อยร้อนรุมๆ สัญญาณของภาวะขาดน้ำขั้นรุนแรงกำลังจะเริ่มขึ้น หากไม่ได้น้ำดื่มภายในครึ่งชั่วยามนี้ อวัยวะภายในของเด็กๆ อาจจะเริ่มล้มเหลว
สมองของอดีตนักวิจัยพันธุ์พืชทำงานอย่างหนัก นางกวาดสายตามองไปรอบบริเวณที่แห้งแล้งอย่างบ้าคลั่ง ในป่าที่ตายซากเช่นนี้ หากเป็นคนทั่วไปคงถอดใจยอมรับความตายไปแล้ว แต่นางรู้ดีว่าธรรมชาติมักจะซ่อนทางรอดเอาไว้เสมอ พืชบางชนิดมีกลไกการเอาชีวิตรอดที่น่าทึ่ง พวกมันจะสลัดใบทิ้งจนดูเหมือนต้นไม้ตาย แต่รากของมันจะหยั่งลึกลงไปใต้ดินหลายฉื่อเพื่อเก็บสะสมหยดน้ำที่เหลืออยู่
“รอพี่ประเดี๋ยวเดียว ซวนเอ๋อร์ เฝ้าน้องไว้ให้ดี” หลินเฟยผุดลุกขึ้น นางเดินสำรวจไปตามซอกหินและโคนต้นไม้ใหญ่ที่ตายแล้ว ดวงตาจดจ่ออยู่กับการค้นหาสัญลักษณ์บางอย่าง
จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับพุ่มไม้หนามแห้งกรอบกอหนึ่งที่ซอกหลืบของหินผา มองเผินๆ มันคือวัชพืชที่ตายแล้ว แต่หลินเฟยสังเกตเห็นว่าโคนต้นของมันยังมีสีน้ำตาลอมเขียวจางๆ ซ่อนอยู่ใต้ชั้นฝุ่น นางจำได้ทันที นี่คือ ‘ต้นหนามโลหิต’ พืชป่าที่มักจะเติบโตในพื้นที่แห้งแล้งจัด รากของมันมีลักษณะเป็นกระเปาะขนาดใหญ่คล้ายหัวไชเท้า ทำหน้าที่กักเก็บน้ำฝนเอาไว้ใช้ในยามหน้าแล้ง
ไม่รอช้า หลินเฟยชักมีดพร้าบิ่นๆ ที่ได้มาจากบ้านสกุลหลินออกมา นางทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า แล้วเริ่มลงมือขุดดินรอบๆ กอหนามนั้นทันที ดินที่แห้งแล้งแข็งราวกับแผ่นหินคมกริบ ทุกครั้งที่สับมีดลงไป แรงสะท้อนกลับทำเอาง่ามมือของนางชาหนึบ ทว่านางไม่สนใจ เล็บที่เต็มไปด้วยคราบดินเริ่มฉีกขาดและมีเลือดซึมออกมา แต่มือที่จับมีดยังคงขุดลึกลงไปอย่างไม่ลดละ
“ท่านพี่ มือของท่านเลือดออกแล้ว” หลินซวนร้องบอกด้วยความตกใจเมื่อเห็นเลือดหยดลงบนผืนดิน
“ไม่เป็นไร แค่หนังถลอก” หลินเฟยกดเสียงต่ำ เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผาก ขุดลึกลงไปได้ประมาณหนึ่งช่วงแขน ปลายมีดก็กระทบเข้ากับวัตถุบางอย่างที่ให้ความรู้สึกยืดหยุ่นต่างจากก้อนหิน
นางใช้มือสองข้างตะกุยดินที่เหลือออกอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็นรากไม้ขนาดเท่าท่อนแขนเด็กที่มีเปลือกสีน้ำตาลเข้มซ่อนอยู่ นางออกแรงดึงมันขึ้นมาจนสุดความสามารถ ทันทีที่รากนั้นหลุดพ้นจากผิวดิน หลินเฟยก็ใช้มีดบิ่นๆ ปาดเปลือกของมันออก
เนื้อในของรากต้นหนามโลหิตมีสีขาวอมชมพู ทันทีที่ถูกตัด หยดน้ำใสๆ ที่ชุ่มฉ่ำก็ซึมซาบออกมาให้เห็นประจักษ์แก่สายตา มันไม่ใช่แค่น้ำ แต่มันคือแป้งและสารอาหารที่ต้นไม้สะสมไว้
“ซวนเอ๋อร์ เอาชามดินเผามาเร็วเข้า!” นางหันไปสั่งน้องชาย
หลินซวนรีบวิ่งไปค้นชามบิ่นๆ ออกมาจากตะกร้า หลินเฟยใช้มือที่สั่นเทาบีบคั้นน้ำจากรากไม้นั้นลงในชาม น้ำสีขุ่นเล็กน้อยหยดลงกระทบก้นชามทีละหยดๆ จนได้ปริมาณประมาณครึ่งถ้วยชา แม้จะดูน้อยนิด แต่มันมีค่ามากกว่าทองคำร้อยตำลึงในเวลานี้
“เหยาเอ๋อร์ ดื่มนี่เสีย” หลินเฟยประคองศีรษะน้องสาวขึ้นมา แล้วค่อยๆ แตะขอบชามเข้าที่ริมฝีปากที่แตกแห้ง
เด็กน้อยกลืนน้ำรสชาติเฝื่อนอมหวานลงคออย่างตะกละตะกลาม ทันทีที่ของเหลวไหลผ่านลำคอ แววตาที่เลื่อนลอยก็เริ่มกลับมามีประกายชีวิตชีวาอีกครั้ง หลินเฟยแบ่งน้ำที่เหลือในชามให้หลินซวนดื่ม เด็กชายลังเลเล็กน้อย พยายามจะดันชามกลับไปให้พี่สาว “ท่านพี่ดื่มเถิด ข้ายังทนไหว”
“อย่าดื้อ ซวนเอ๋อร์ ดื่มเข้าไป ร่างกายของเจ้าต้องมีแรงเดินต่อ ส่วนเนื้อรากไม้นี่ข้าจะเคี้ยวกินเอง” หลินเฟยดุเสียงเข้มแต่นัยน์ตาแฝงความอ่อนโยน นางเฉือนเนื้อรากไม้ส่วนที่เหลือเข้าปากเคี้ยว รสชาติของมันทั้งฝาดและขมปร่าจนแทบจะอาเจียน แต่นางก็ฝืนกลืนมันลงไปจนหมด เพื่อรีดเค้นความชื้นและกากใยเข้าสู่กระเพาะที่ว่างเปล่า
เมื่อความกระหายได้รับการบรรเทาชั่วคราว ดวงอาทิตย์ก็เริ่มทอดตัวต่ำลงจนแตะขอบฟ้า อากาศที่เคยร้อนระอุราวกับเตาหลอมเริ่มเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว นี่คือความโหดร้ายของภูมิประเทศที่แห้งแล้งจัด กลางวันร้อนจนแทบไหม้ กลางคืนกลับหนาวเหน็บจนกระดูกสั่น หากพวกเขานอนพักอยู่ในที่โล่งแจ้งคืนนี้ ไม่ถูกหนาวตายก็คงถูกสัตว์ร้ายหรือคนพเนจรลากไปกิน
“พวกเราต้องหาที่ซ่อนตัวก่อนมืด” หลินเฟยลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองไปรอบๆ สภาพภูมิประเทศเริ่มเปลี่ยนเป็นเนินหินสลับซับซ้อน
เดินลัดเลาะไปตามแนวหินก้อนใหญ่ได้ไม่นาน จมูกของหลินเฟยก็ได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยมาตามลมหุบเขา นางชะงักเท้าทันที ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้น้องๆ หยุดเดินและเงียบเสียงลง
เบื้องหน้าห่างออกไปราวๆ ห้าสิบก้าว มีซากเกวียนเข็นพังยกระเนระนาดอยู่ รอยเลือดสีคล้ำสาดกระเซ็นติดอยู่บนก้อนหิน ข้าวของกระจัดกระจาย แต่ไม่มีร่องรอยของศพมนุษย์หรือเสบียงอาหารหลงเหลืออยู่เลย รอยเท้าจำนวนมากย่ำเหยียบไปมาบ่งบอกว่าการปล้นสะดมเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ชั่วยามที่ผ่านมา
พวกคนหิวโซที่ผันตัวเป็นโจรภูเขากำลังออกลาดตระเวนอยู่ในบริเวณนี้
ความรู้สึกหวาดระแวงพุ่งสูงขึ้น หลินเฟยรู้ดีว่านางในสภาพนี้ไม่มีทางสู้แรงชายฉกรรจ์ได้แม้แต่คนเดียว นางรีบกวาดสายตาหาที่ซ่อน จนกระทั่งเห็นรอยแยกเล็กๆ ระหว่างโขดหินใหญ่สองก้อนที่ถูกบดบังด้วยรากไม้แห้งขนาดใหญ่ มันเป็นช่องแคบๆ ที่พอจะให้เด็กสามคนมุดเข้าไปซ่อนตัวได้พอดี
“ซวนเอ๋อร์ พาเหยาเอ๋อร์เข้าไปซ่อนในนั้น ห้ามส่งเสียงเด็ดขาด ไม่ว่าพี่จะสั่งอะไร เจ้าต้องทำตาม เข้าใจหรือไม่” หลินเฟยกระซิบสั่งเสียงเฉียบขาด
เด็กชายพยักหน้ารับอย่างรู้ความ เขาดึงมือน้องสาวมุดเข้าไปในซอกหินนั้น หลินเฟยจัดการกวาดเศษใบไม้และฝุ่นทรายลบรอยเท้าของพวกเขาก่อนจะมุดตามเข้าไป แล้วดึงรากไม้และกิ่งไม้แห้งมาปิดปากถ้ำไว้อย่างมิดชิด
พื้นที่ด้านในคับแคบจนพวกเขาต้องนั่งขดตัวเบียดกัน หลินเฟยหยิบผ้าห่มผืนเก่าที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนออกมาคลุมร่างของน้องๆ ไว้เพื่อกักเก็บความอบอุ่น ความมืดมิดโรยตัวลงมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับความหนาวเย็นที่แทรกซึมผ่านเสื้อผ้าบางๆ
ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามราตรี เสียงกิ่งไม้หักดัง ‘เป๊าะ’ ขึ้นจากที่ไกลๆ
หลินเฟยกลั้นหายใจ มือขวากำด้ามมีดพร้าแน่นจนข้อขาว นางกดศีรษะของหลินซวนและหลินเหยาให้ซุกลงกับอกตนเอง ดวงตาพยายามเพ่งมองผ่านช่องว่างของกิ่งไม้ที่ปิดปากรอยแยกไว้
แสงคบเพลิงสลัวๆ ปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่งที่เดินย่ำใบไม้แห้งเข้ามาใกล้ เสียงพูดคุยที่หยาบกระด้างดังแว่วมาตามลม
“บัดซบเอ๊ย! เกวียนคันเมื่อครู่มีแต่เสื้อผ้าเก่าๆ ข้าวสารสักกำก็ไม่มี พวกเจ้าค้นดูดีแล้วใช่หรือไม่” เสียงของชายคนหนึ่งสบถขึ้นด้วยความหงุดหงิด
“หัวหน้า พวกเราค้นจนทั่วแล้ว ไม่มีของกินเลยจริงๆ ส่วนศพของตาแก่นั่น อาหลิวก็ชำแหละเอาเนื้อส่วนขาไปย่างกินแล้ว แข็งเหนียวเคี้ยวยากสิ้นดี หวังว่าพรุ่งนี้พวกเราจะเจอลูกแกะสองขาสายเลือดใหม่ๆ บ้าง เนื้อเด็กๆ ย่อมหวานนุ่มกว่าเป็นไหนๆ” อีกเสียงหนึ่งตอบกลับ ตามมาด้วยเสียงหัวเราะแหบแห้งที่น่าสะอิดสะเอียน
คำว่า ‘ลูกแกะสองขา’ เป็นคำแสลงที่ใช้เรียกมนุษย์ที่ถูกนำมาเป็นอาหารในยุคข้าวยากหมากแพง
หลินซวนที่ซุกอยู่ใต้อกพี่สาวตัวสั่นเทิ้มด้วยความกลัวจนไม่อาจควบคุมได้ เขาพยายามยกมือขึ้นปิดปากตนเองแน่นเพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกไป หลินเฟยโอบกอดร่างของน้องชายไว้แน่น ริมฝีปากของนางเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง ดวงตาที่จับจ้องไปยังเงาของกลุ่มโจรที่เดินผ่านไปภายนอกนั้นเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟันที่เย็นเยียบ
หากพวกมันบังเอิญเจอที่ซ่อนนี้ นางจะพุ่งออกไปแทงลูกกระเดือกของคนที่อยู่ใกล้ที่สุดเป็นอันดับแรก ต่อให้ต้องตาย นางก็จะไม่ยอมให้น้องๆ ต้องตกเป็นอาหารของเดรัจฉานพวกนี้เด็ดขาด
โชคยังเข้าข้างที่ความมืดและกิ่งไม้แห้งช่วยพรางตาได้เป็นอย่างดี กลุ่มโจรเดินผ่านโขดหินของพวกเขาไปโดยไม่ได้เอะใจ แสงคบเพลิงและเสียงพูดคุยค่อยๆ ห่างออกไปจนจางหายไปในความมืดมิดของหุบเขา
หลินเฟยค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างเชื่องช้า แผ่นหลังของนางชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบแม้อากาศจะหนาวเหน็บ นางกระชับผ้าห่มที่คลุมร่างน้องๆ ให้แน่นขึ้น
“ไม่เป็นไรแล้ว ซวนเอ๋อร์ เหยาเอ๋อร์ พวกมันไปแล้ว” นางกระซิบปลอบโยนเบาๆ ในความมืด
“ท่านพี่... พวกเราจะตายหรือไม่” เสียงเล็กๆ ของหลินเหยาดังขึ้นอย่างน่าสงสาร
หลินเฟยจุมพิตลงบนหน้าผากของน้องสาวอย่างทะนุถนอม “ไม่หรอกเหยาเอ๋อร์ ตราบใดที่พี่ยังอยู่ตรงนี้ พี่จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพวกเจ้า พรุ่งนี้พอฟ้าสาง เราจะหาทางเดินลึกเข้าไปในภูเขาให้ไกลกว่านี้ ที่นั่นจะต้องมีแหล่งน้ำ มีที่ปลอดภัยสำหรับพวกเราแน่นอน”
นางกล่าวคำสัญญาออกไป แม้ในใจจะรู้ดีว่าหนทางข้างหน้าอาจจะโหดร้ายยิ่งกว่าสิ่งที่เพิ่งเผชิญมา แต่ในยุคกลียุคเช่นนี้ ความหวังคือสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงให้มนุษย์ยังคงความเป็นมนุษย์เอาไว้ได้
คืนแรกของการหนีตายผ่านพ้นไปอย่างเชื่องช้าท่ามกลางความหนาวเหน็บและความหวาดระแวง หลินเฟยนั่งเบิกตาโพลงอยู่ในความมืด นางไม่กล้าแม้แต่จะหลับตาลงพักผ่อน สัญชาตญาณของการเป็นผู้ล่าและผู้ถูกล่าถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ ในหัวของนางเริ่มคำนวณและวางแผนการเดินทางสำหรับวันรุ่งขึ้น
นางจะต้องหาน้ำ หาสถานที่หลบภัยที่ถาวรกว่านี้ และเหนือสิ่งอื่นใด นางต้องการอาวุธที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่มีดพร้าบิ่นๆ เล่มนี้
แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า ขับไล่ความมืดมิดของค่ำคืนที่แสนยาวนานออกไป หลินเฟยไม่รู้เลยว่า การตัดสินใจเดินลึกเข้าไปในหุบเขาเบื้องหน้านั้น จะนำพานางไปพบกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะพลิกชะตาชีวิตของพวกเขาสามพี่น้องไปตลอดกาล จุดเปลี่ยนที่มาในรูปแบบของชายหนุ่มปริศนาที่กำลังจมกองเลือดอยู่เบื้องหน้าความตาย