ตอนที่ 5: ชายหนุ่มปริศนาในกองเลือด
กลิ่นคาวเลือดที่ลอยวนอยู่ในอากาศเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะทางที่ก้าวเดิน หลินเฟยยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้น้องชายหยุดฝีเท้า นางปลดร่างของหลินเหยาที่หลับสนิทลงจากหลังอย่างระมัดระวัง จัดให้น้องสาวนั่งพิงโขดหินก้อนใหญ่ในมุมอับสายตา
“ซวนเอ๋อร์ เฝ้าเหยาเอ๋อร์ไว้ตรงนี้ หากเกิดเรื่องไม่คาดฝัน ให้พาเหยาเอ๋อร์หนีไปซ่อนในซอกหินทันที เข้าใจหรือไม่” นางกระซิบสั่งเสียงเฉียบขาด
หลินซวนพยักหน้ารับ มือเล็กๆ กำไม้ปลายแหลมไว้แน่นจนสั่นระริก เด็กชายรับรู้ได้ถึงอันตรายจากแววตาของพี่สาว
หลินเฟยกระชับหอกหินในมือ ย่อตัวลงต่ำแล้วค่อยๆ ย่องไปตามรอยเลือดที่หยดเป็นทางยาวบนพื้นหิน ทุกย่างก้าวแผ่วเบาราวกับแมวป่า นางลัดเลาะผ่านพุ่มไม้แห้งจนกระทั่งมาถึงหลังโขดหินใหญ่ใต้หน้าผา ภาพเบื้องหน้าทำให้นางต้องหยุดชะงักและกลั้นหายใจโดยสัญชาตญาณ
ร่างของชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าจมกองเลือดอยู่บนพื้นดิน อาภรณ์สีเข้มที่สวมใส่ขาดวิ่นและชุ่มโชกไปด้วยโลหิตจนมองไม่ออกถึงสีเดิม รอยดาบฟันเป็นทางยาวตั้งแต่หัวไหล่พาดเฉียงลงมาถึงกลางหลัง บาดแผลลึกจนเห็นชั้นเนื้อสีขาวซีดและกระดูกที่ปริแตก เลือดสดๆ ยังคงไหลซึมออกมาไม่หยุด หยดลงบนผืนดินที่แห้งแล้งจนกลายเป็นแอ่งสีแดงคล้ำ
หากเป็นคนธรรมดาโดนฟันปางตายถึงเพียงนี้ คงสิ้นใจไปตั้งแต่ครึ่งชั่วยามแรกแล้ว ทว่าแผ่นหลังของชายผู้นี้ยังคงขยับขึ้นลงแผ่วเบา เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขายังมีลมหายใจรวยรินอยู่
หลินเฟยไม่ได้ผลีผลามเข้าไปช่วยในทันที นางยังคงหมอบซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้ กวาดสายตาประเมินสถานการณ์รอบด้านอย่างละเอียด เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ติดตามหรือมือสังหารซุ่มซ่อนอยู่บริเวณนี้ นางจึงเบนสายตากลับมาสำรวจชายแปลกหน้าอีกครั้ง
สมองของอดีตนักวิจัยสาวเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว ในสถานการณ์ที่อาหารและน้ำมีค่าดั่งทองคำ การช่วยเหลือคนแปลกหน้าที่บาดเจ็บสาหัสไม่ต่างอะไรกับการหาเหาใส่หัว ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดแทบจะไม่พอประทังชีวิตสามพี่น้อง หากเพิ่มภาระมาอีกคน พวกนางอาจจะพากันตายหมู่
‘ข้าควรปล่อยเขาไว้เช่นนี้’ เสียงความคิดในใจดังขึ้นอย่างเยือกเย็น นางหมุนตัวเตรียมจะหันหลังกลับ
ทว่าหางตาของนางกลับไปสะดุดเข้ากับวัตถุบางอย่างที่ตกอยู่ห่างจากมือของชายผู้นั้นเพียงคืบ
กระบี่ยาวเล่มหนึ่ง ฝักกระบี่ทำจากไม้เนื้อแข็งสีดำขลับประดับด้วยโลหะสลักลวดลายพยัคฆ์เหิน แม้จะเปรอะเปื้อนคราบฝุ่นและเลือด แต่มองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นอาวุธชั้นเลิศที่หาไม่ได้ตามร้านตีเหล็กทั่วไป สายตาของนางเลื่อนไปมองฝ่ามือที่กร้านแดดของเขา รอยด้านหนาบริเวณง่ามนิ้วและฝ่ามือบ่งบอกถึงการจับอาวุธฝึกปรือวรยุทธ์มาอย่างหนักยาวนานนับสิบปี ไม่ใช่มือของชาวนาหรือพ่อค้าทั่วไป
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยบาดแผลและซูบผอมลงบ้างจากสภาพอากาศ แต่มัดกล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่ใต้รอยขาดของเสื้อผ้ากลับสมส่วนและอัดแน่นไปด้วยพลัง
หลินเฟยก้มมองมือที่สั่นเทาและผอมแห้งเป็นโครงกระดูกของตนเอง ความเป็นจริงอันโหดร้ายแล่นปราดเข้ามาในหัว ร่างกายของเด็กสาววัยสิบห้าปีที่ขาดสารอาหารมานาน ต่อให้นางมีทักษะความรู้การเอาชีวิตรอดมากเพียงใด มีมันสมองที่เป็นเลิศแค่ไหน แต่นางไม่อาจต่อสู้กับชายฉกรรจ์หรือสัตว์ร้ายด้วยพละกำลังที่มีอยู่ได้เลย หากเจอพวกโจรป่าอย่างเมื่อวานอีกครั้ง นางคงปกป้องน้องๆ ไว้ไม่ได้
หมากกระดานนี้จำเป็นต้องมี ‘ผู้คุ้มกัน’ ที่แข็งแกร่ง
การช่วยชีวิตคนผู้นี้คือการเดิมพันครั้งใหญ่ หากเขาเป็นโจรป่า นางอาจจะถูกฆ่าทิ้งเมื่อเขาฟื้น แต่จากลักษณะเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าไหมเนื้อดีและกระบี่ชั้นเลิศ เขาไม่น่าใช่พวกปลายแถว หากเขารอดชีวิตและเป็นชาวยุทธ์ที่รู้คุณคน นางจะได้ขุมกำลังชั้นยอดมาไว้ในมือ
‘ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ก็ลองดูสักตั้ง’
หลินเฟยตัดสินใจเด็ดขาด นางวางหอกหินลงข้างตัว แล้วเดินเข้าไปคุกเข่าลงข้างร่างที่ไร้สติ กลิ่นคาวเลือดตีรวนขึ้นมาจนต้องขมวดคิ้ว นางจับพลิกร่างของชายหนุ่มให้นอนหงายเพื่อประเมินบาดแผลทั้งหมด
ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับกระดาษ ทว่ากลับหล่อเหลาคมคายอย่างประหลาด คิ้วเข้มพาดเฉียงดั่งกระบี่ จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางเฉียบปิดสนิท แม้จะอยู่ในสภาพใกล้ตาย แต่กลิ่นอายความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมากลับไม่ลดน้อยลงเลย
บาดแผลที่สาหัสที่สุดคือรอยฟันที่กลางหลังและรอยถูกลูกธนูถากที่หัวไหล่ เลือดไหลออกมามากจนทำให้เขาช็อก นางต้องห้ามเลือดเดี๋ยวนี้
หลินเฟยหันซ้ายแลขวา กวาดสายตามองหาพืชสมุนไพรตามสัญชาตญาณ โชคดีที่บริเวณนี้เป็นซอกหินที่มีความชื้นหลงเหลืออยู่บ้าง นางสายตาไวเหลือบไปเห็นกอหญ้าเตี้ยๆ ใบมีขนสากๆ ขยี้ดูแล้วมีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว มันคือ ‘หญ้าสาบเสือ’ หรือในยุคนี้อาจเรียกชื่ออื่น แต่นางรู้ดีว่าสรรพคุณของมันคือยาห้ามเลือดชั้นยอดที่ธรรมชาติประทานให้
นางรีบดึงใบของมันมาหนึ่งกำมือใหญ่ ล้างฝุ่นออกด้วยน้ำจากรากหนามโลหิตหยดสุดท้ายที่เหลือติดชามดินเผา ก่อนจะนำใบหญ้าทั้งหมดเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างรวดเร็ว รสขมปร่าและเฝื่อนจัดทำเอาลิ้นชา แต่นางฝืนทนจนสมุนไพรแหลกละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน
หลินเฟยคายสมุนไพรใส่มือ แล้วหันมากระชากเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นของชายหนุ่มออกให้กว้างขึ้น เผยให้เห็นแผลที่เปิดอ้า นางก้มลงเป่าเศษฝุ่นดินที่ติดปากแผลออกเบาๆ จากนั้นจึงโปะสมุนไพรที่เคี้ยวจนแหลกทับลงไปบนบาดแผลลึกนั้นโดยตรง
ความแสบร้อนของสมุนไพรที่แทรกซึมเข้าสู่ปากแผลสดๆ กระตุ้นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย ร่างที่นอนแน่นิ่งสะดุ้งเฮือก กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนเกร็งสั่นด้วยความเจ็บปวด
ฟึ่บ!
ก่อนที่หลินเฟยจะทันระวังตัว มือใหญ่ที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งก็พุ่งพรวดขึ้นมาคว้าหมับเข้าที่ลำคอของนาง แรงบีบมหาศาลจากสัญชาตญาณการป้องกันตัวทำให้นางหายใจไม่ออกในทันที หอกหินที่วางอยู่ข้างตัวอยู่ไกลเกินกว่าจะคว้าถึง
ดวงตาคมกริบของชายหนุ่มเบิกโพลง นัยน์ตาสีดำสนิทลึกล้ำราวกับก้นบึ้งของมหาสมุทรฉายแววฆ่าฟันรุนแรง เขามองสตรีแปลกหน้าที่อยู่เหนือร่างตนด้วยสายตาของพญัจฆ์บาดเจ็บที่พร้อมจะขย้ำคอศัตรู
“เจ้า... เป็นใคร” น้ำเสียงแหบพร่าและเย็นเยียบดังลอดไรฟัน ร่างกายของเขาสั่นเทาจากพิษบาดแผล แต่แรงที่บีบลำคอของนางกลับไม่ลดลงเลย
หลินเฟยหน้าแดงก่ำจากการขาดอากาศ นางไม่ได้ดิ้นรนโวยวายหรือแสดงความหวาดกลัวออกมาให้เห็น กลับจ้องลึกลงไปในดวงตาของเขาด้วยแววตาที่เยือกเย็นไม่แพ้กัน สองมือของนางจับข้อมือของเขาไว้แน่น พยายามเค้นเสียงพูดออกมาช้าๆ ชัดๆ
“คนที่... กำลังยื้อชีวิตท่าน... กลับมาจากปรโลก”
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย สายตาของเขาเลื่อนต่ำลงมามองรอยเลือดที่เปื้อนมือของนาง และสมุนไพรที่โปะอยู่บนบาดแผลของตนเอง กลิ่นฉุนของหญ้าป่าและความแสบร้อนที่ค่อยๆ ทุเลาลงเปลี่ยนเป็นความชา บ่งบอกว่าสตรีตรงหน้าไม่ได้โกหก นางไม่ได้กำลังลอบสังหารเขา แต่กำลังช่วยชีวิตเขาจริงๆ
ความระแวดระวังที่ตึงเครียดถึงขีดสุดเริ่มผ่อนคลายลง พร้อมๆ กับสติสัมปชัญญะที่กำลังจะหลุดลอยไปอีกครั้งจากความเหนื่อยล้าและสูญเสียเลือด มือที่บีบลำคอของนางค่อยๆ คลายออก เลื่อนตกลงมาจับที่ข้อมือเล็กๆ ของนางแทน
“อย่า... ไว้ใจใคร” เขากระซิบเสียงแผ่วเบา คล้ายบอกตัวเองมากกว่าบอกนาง ก่อนที่เปลือกตาจะปิดสนิทลง ลมหายใจกลับมาเข้าออกสม่ำเสมออีกครั้ง เขาหมดสติไปแล้ว แต่ฝ่ามือใหญ่ยังคงกำข้อมือของนางไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก
หลินเฟยสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ ไอโขลกๆ สองสามครั้ง พลางลูบลำคอที่ปรากฏรอยแดงช้ำเป็นรูปนิ้วมือ นางถอนหายใจยาว ชายผู้นี้อันตรายเกินไปจริงๆ แค่ปางตายยังเกือบหักคอนางได้ หากเขาฟื้นฟูพลังกลับมาได้เต็มที่ การจะควบคุมเขาคงไม่ใช่เรื่องง่าย
“บุญคุณต้องทดแทน ข้าช่วยท่านไว้แล้ว ท่านอย่าทำให้ข้าผิดหวังก็แล้วกัน” นางพึมพำกับร่างที่ไร้สติ
นางพยายามแกะมือของเขาออก แต่มันแน่นเกินไป จึงปล่อยเลยตามเลย หลินเฟยใช้มือข้างที่ว่างจัดการดึงชายเสื้อที่ยังสะอาดของเขา ฉีกเป็นริ้วยาว แล้วนำมาพันรอบบาดแผลเพื่อตรึงสมุนไพรให้อยู่กับที่ การห้ามเลือดเบื้องต้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาและกำลังภายในของเขาแล้วว่าจะฟื้นฟูร่างกายได้เร็วเพียงใด
“ท่านพี่!” เสียงเรียกเบาๆ ดังมาจากโขดหินด้านหลัง หลินซวนชะโงกหน้าออกมามองด้วยความกังวล เมื่อเห็นว่าพี่สาวยังปลอดภัยและชายแปลกหน้านอนนิ่งไปแล้ว เขาจึงวิ่งเตาะแตะเข้ามาหาพร้อมกับจูงมือหลินเหยามาด้วย
เด็กชายเบิกตากว้างเมื่อเห็นกองเลือดและสภาพของชายหนุ่ม “เขาตายแล้วหรือท่านพี่”
“ยัง แค่หลับไปเท่านั้น” หลินเฟยตอบ พยายามดึงมือตัวเองออกจากการเกาะกุมของชายหนุ่มอีกครั้ง คราวนี้เขาคงหมดสติลึกแล้วจริงๆ มือใหญ่จึงยอมคลายออกอย่างง่ายดาย
“แล้วเราจะทำอย่างไรกับเขาดี ปล่อยเขาทิ้งไว้ตรงนี้หรือ” หลินซวนถามพลางมองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง กลัวว่าคนร้ายที่ฟันชายผู้นี้จะตามมา
หลินเฟยส่ายหน้า “เราจะพาเขาไปด้วย”
“พาไป? แต่เขาตัวใหญ่กว่าท่านพี่อีกนะ เราจะแบกเขาไปได้อย่างไร และถ้าพวกคนไม่ดีตามเขามา พวกเราจะไม่ซวยไปด้วยหรือ” เด็กชายตั้งคำถามอย่างมีเหตุผล สมกับที่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน
“ซวนเอ๋อร์ เจ้าจำเรื่องชายหัวโล้นเมื่อเช้าได้หรือไม่” หลินเฟยเอ่ยถามเรียบๆ
เด็กชายพยักหน้า สีหน้าสลดลงทันที
“ถ้าเราเจอคนแบบนั้นอีก พวกเราสามคนสู้พวกมันไม่ได้แน่ แต่ชายผู้นี้...” นางชี้ไปที่ร่างของชายหนุ่ม “เขามีวรยุทธ์ เขามีกระบี่ หากเขารอดตาย เขาจะกลายเป็นเกราะคุ้มกันให้พวกเรา นี่คือการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า ส่วนเรื่องแบก... เราคงต้องพึ่งพาสติปัญญาของมนุษย์สักหน่อย”
หลินเฟยลุกขึ้นยืน นางสั่งให้หลินซวนช่วยเก็บรวบรวมท่อนไม้ขนาดกลางที่มีความยาวพอๆ กันมาสองท่อน และเถาวัลย์เส้นใหญ่เหนียวๆ อีกหลายเส้น นางใช้ทักษะการผูกเงื่อนของพรานป่า นำเสื้อผ้าเก่าๆ ที่ขาดวิ่นจากตะกร้ามาปูรอง ผูกท่อนไม้และเถาวัลย์เข้าด้วยกันจนกลายเป็นเปลลากเลื่อนแบบง่ายๆ
จากนั้นก็อาศัยจังหวะที่พื้นที่ตรงนั้นเป็นเนินลาดเอียง ค่อยๆ กลิ้งร่างของชายหนุ่มที่ไม่ได้สติขึ้นไปนอนราบบนเปลลากอย่างทุลักทุเล เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผากของนาง ร่างกายของเด็กสาวเหนื่อยล้าจนแทบจะขาดใจ แต่นางก็กัดฟันสู้
“ซวนเอ๋อร์ เจ้าจูงมือเหยาเอ๋อร์เดินตามพี่ให้ติด ส่วนพี่จะลากเขาไปเอง เราต้องหาที่พักสำหรับคืนนี้ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะตกดิน และต้องเป็นที่หลบซ่อนที่ปลอดภัยที่สุด”
หลินเฟยจับปลายเปลลากเลื่อน ออกแรงดึงสุดกำลัง น้ำหนักของชายฉกรรจ์บวกกับแรงเสียดทานของพื้นดินทำให้นางก้าวเดินได้ช้ากว่าเดิมมาก แต่สัญชาตญาณบอกนางว่า หากข้ามพ้นหุบเขาลูกนี้ไปได้ ภูมิประเทศด้านหน้าจะต้องเปลี่ยนไป และอาจจะมีแหล่งน้ำหรือถ้ำให้หลบภัย
ดวงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ เงาของเทือกเขาทอดตัวยาวปกคลุมร่างของคนทั้งสี่ที่กำลังมุ่งหน้าลึกเข้าไปในดินแดนที่ไม่รู้จัก ชายหนุ่มปริศนาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเปลลากเลื่อน ไม่รู้เลยว่าชีวิตของตนเองได้ถูกผูกติดกับเด็กสาวชาวบ้านผู้มีดวงตาเยือกเย็นผู้นี้เสียแล้ว
และหลินเฟยเองก็ไม่รู้เช่นกัน ว่าการตัดสินใจช่วยเหลือชายหนุ่มที่อาบชโลมไปด้วยเลือดในวันนี้ จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานการสร้างตัวที่สะเทือนไปทั่วทั้งแผ่นดินต้าฉู่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า