บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2: พลิกกระดานเจรจาตัดขาด

ความเงียบที่โรยตัวลงมากลางลานบ้านบีบคั้นจนผู้คนแทบหายใจไม่ออก หวังซื่อเบิกตากว้าง ริมฝีปากสั่นระริกไร้คำพูดใดเล็ดลอดออกมา แม่สื่อหลี่และชายฉกรรจ์อีกสองคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สัญชาตญาณเอาตัวรอดบอกพวกเขาว่าเรื่องนี้ชักจะบานปลายเกินกว่าค่านายหน้าไม่กี่อีแปะเสียแล้ว

“แม่สื่อหลี่...” ชายร่างใหญ่คนหนึ่งกระซิบเสียงเครียด “ข้าว่าพวกเรากลับกันก่อนดีหรือไม่ ข้าวสารครึ่งกระสอบนั่นคงไม่มีวาสนาได้แตะแล้วล่ะ”

แม่สื่อหลี่พยักหน้ารัวราวกับไก่จิกข้าว นางเป็นคนหาเช้ากินค่ำ ย่อมไม่อยากเอาคอไปพาดเขียงกับคดีขโมยเสบียงหลวง นางหันไปหาหวังซื่อพร้อมส่งยิ้มเจื่อน “เอ้อ... พี่สะใภ้หวัง ดูเหมือนครอบครัวท่านจะมีเรื่องต้องสะสางกันเอง เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน สัญญานี่ข้าถือว่ายังไม่ได้ทำก็แล้วกัน”

พูดจบนางก็ฉีกสัญญาซื้อขายทิ้งลงพื้น แล้วรีบจ้ำอ้าวออกจากลานบ้านไปพร้อมกับชายสองคนนั้นราวกับหนีผี

เมื่อคนนอกไปหมดแล้ว ความหวาดกลัวบนใบหน้าของหวังซื่อก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยว นางก้าวสามขุมเข้ามาหมายจะคว้าผมของหลินเฟย “นังเด็กสารเลว ข้าจะฉีกปากเจ้า ดูสิว่าเจ้าจะเอาเรื่องโกหกพรรค์นี้ไปป่าวประกาศได้อย่างไร”

หลินเฟยถอยหลังไปครึ่งก้าว อาศัยจังหวะที่หวังซื่อพุ่งเข้ามา ใช้ปลายไม้เท้ากระทุ้งเข้าที่ข้อพับเข่าของป้าสะใภ้อย่างแม่นยำ

ตุบ!

ร่างอวบอ้วนของหวังซื่อล้มกระแทกพื้นฝุ่นตลบ นางร้องโอดครวญพลางด่าทอไม่หยุด ทว่าเสียงด่านั้นกลับหยุดชะงักลงเมื่อมีเสียงฝีเท้าเร่งรีบของชายวัยกลางคนเดินเข้ามาทางประตูหน้าบ้าน

หลินต้า ลุงแท้ๆ ของหลินเฟยเพิ่งกลับมาจากทุ่งนาที่แห้งแล้ง เขาเห็นภรรยาล้มอยู่บนพื้นและหลานสาวที่ผอมเป็นโครงกระดูกยืนถือไม้เท้าค้ำยันอยู่ ใบหน้าของเขาพลันถมึงทึง “เกิดเรื่องอันใดขึ้น นังเด็กนี่ฟื้นแล้วหรือ ทำไมไม่รีบมัดส่งไปบ้านซุนเล่า”

“ตาเฒ่า นังเด็กนี่มันผีเข้า มันขู่ว่าจะเอาเรื่องเสบียงไปป่าวประกาศ” หวังซื่อรีบคลานไปเกาะขาผู้เป็นสามี ฟ้องร้องด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

หลินต้าชะงักงัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก เขามองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอื่นนอกจากพวกเขาสี่คน จึงหันมากดเสียงต่ำตวาดใส่หลานสาว “นังเฟย เจ้าอย่ามาพูดจาเหลวไหล เสบียงอันใดกัน ข้าไม่รู้เรื่อง”

หลินเฟยแค่นยิ้ม แววตาของนางเย็นชาจนหลินต้าถึงกับลอบกลืนน้ำลาย “ใต้ต้นเหมยแห้งหลังเล้าหมู ขุดลงไปสามฉื่อ มีไหดินเผาซ่อนอยู่สองใบ ภายในบรรจุข้าวฟ่างและมันเทศตากแห้งที่ท่านแอบขโมยมาจากเกวียนเสบียงหลวงเมื่อเดือนก่อน ท่านลุง... ท่านคิดว่าหากข้าตะโกนเพียงประโยคเดียว ชาวบ้านที่กำลังแทะเปลือกไม้ประทังชีวิตอยู่ตอนนี้ จะยอมเดินไปขุดดูที่หลังเล้าหมูของท่านหรือไม่”

ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางแสกหน้า หลินต้าหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด เขาก้าวถอยหลังไปสองก้าว ร่างกายสั่นสะท้าน ความลับที่เขาคิดว่าปกปิดไว้อย่างมิดชิด แม้แต่หวังซื่อเองก็ยังไม่รู้ที่ซ่อนแน่ชัด เหตุใดเด็กสาวที่วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่ในห้องเก็บฟืนถึงรู้ได้

ในความทรงจำของร่างเดิม หลินเฟยบังเอิญตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อหาน้ำให้น้องสาวดื่ม และได้เห็นภาพหลินต้ากำลังฝังไหดินเผาด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลนพอดี ร่างเดิมหวาดกลัวเกินกว่าจะปริปากบอกใคร แต่นางในตอนนี้ไม่ใช่คนขลาดเขลาเช่นนั้น ข้อมูลนี้คือไพ่ตายใบเดียวที่จะช่วยให้รอดพ้นจากนรกขุมนี้

“เจ้า... เจ้าต้องการอะไร” หลินต้ากัดฟันถาม น้ำเสียงแหบแห้งไร้ความหยิ่งผยองดังเช่นเมื่อครู่

“เรียกผู้ใหญ่บ้านมา” หลินเฟยเอ่ยเรียบๆ “ข้าต้องการทำหนังสือตัดขาด แยกบ้านอย่างเป็นทางการ นับจากนี้ไป ข้าและน้องๆ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับบ้านสกุลหลินสายหลักอีก ไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดี ล้วนไม่เกี่ยวข้องกัน”

“แยกบ้าน” หวังซื่อแผดเสียงขึ้นมาทันที “เจ้าฝันไปเถอะ เด็กเมื่อวานซืนอย่างเจ้าจะรอดชีวิตไปได้กี่วัน สุดท้ายก็ต้องซมซานกลับมาขอข้าวกินอยู่ดี”

หลินเฟยมองข้ามหวังซื่อไป ราวกับนางเป็นเพียงอากาศธาตุ สายตายังคงจับจ้องไปที่หลินต้าอย่างกดดัน “เลือกเอาเถิดท่านลุง จะยอมเขียนหนังสือตัดขาด หรือจะให้ข้าเดินไปตะโกนที่กลางหมู่บ้าน ข้าเพิ่งฟื้นจากความตาย ย่อมไม่เสียดายชีวิต แต่ท่านและครอบครัวเล่า... พร้อมจะตายตกไปตามกันหรือไม่”

หลินต้าขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน เขารู้ดีว่าเด็กสาวตรงหน้าไม่ได้ล้อเล่น แววตาที่เด็ดเดี่ยวและเย็นเยียบนั้นทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวจากก้นบึ้งของหัวใจ ท่ามกลางยุคทุพภิกขภัยเช่นนี้ ความอดอยากทำให้คนกลายเป็นเดรัจฉานได้ หากชาวบ้านรู้เรื่องไหเสบียง ครอบครัวเขาต้องถูกรุมทึ้งจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกแน่นอน

“ได้ ข้าจะไปตามผู้ใหญ่บ้าน” หลินต้ากระแทกเสียงตอบ ก่อนจะหันหลังเดินตึงตังออกไป

ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป หลินต้าก็กลับมาพร้อมกับผู้ใหญ่บ้านหวัง ชายชราผู้มีใบหน้าเหี่ยวย่นและอิดโรยไม่ต่างจากชาวบ้านคนอื่นๆ ผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาด้วยท่าทีเบื่อหน่าย เขาปรายตามองสภาพซอมซ่อของสามพี่น้อง แล้วถอนหายใจยาว

“หลินต้า เจ้าแน่ใจแล้วใช่หรือไม่ ยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ การขับไล่เด็กสามคนออกจากบ้านก็ไม่ต่างอะไรกับการส่งพวกเขากลับปรโลก” ผู้ใหญ่บ้านหวังเอ่ยถามตามหน้าที่ แม้ลึกๆ เขาจะพอเดาสันดานของครอบครัวหลินต้าออก แต่ก็ไม่อยากสอดมือเข้าไปยุ่งเรื่องในมุ้งของผู้อื่นมากนัก

“ข้าตัดสินใจแล้วท่านผู้ใหญ่บ้าน นังเด็กนี่มันหัวแข็ง เลี้ยงไม่เชื่อง ในเมื่อมันอยากออกไปตายดาบหน้า ข้าก็จะสนองให้” หลินต้าพูดพลางลอบมองหลินเฟยอย่างหวาดระแวง

ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้าช้าๆ สั่งให้หลินต้าฝนหมึกและกางกระดาษราคาถูกออกบนโต๊ะหินหน้าบ้าน หลินเฟยประคองร่างที่อ่อนแรงเดินเข้าไปใกล้ สายตาจ้องมองปลายพู่กันที่ตวัดลงบนกระดาษอย่างไม่ลดละ

“เขียนให้ชัดเจน” หลินเฟยเอ่ยเสียงเรียบ “นับตั้งแต่วันนี้ ทรัพย์สิน หนี้สิน และความผูกพันทางสายเลือดระหว่างข้า หลินเฟย หลินซวน และหลินเหยา กับบ้านสกุลหลินสายหลัก ถือเป็นอันสิ้นสุด ห้ามผู้ใดมาอ้างสิทธิ์ในตัวพวกข้าอีก และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการที่พวกข้าทำงานหนักมาตลอดสองปี ข้าขอของใช้ส่วนตัวคืน... หม้อดินเผาใบเก่า มีดพร้าบิ่นๆ หนึ่งเล่ม ผ้าห่มเก่าสองผืน และแป้งมันเทศครึ่งชั่ง”

“แป้งมันเทศครึ่งชั่ง เจ้ารบกวนปล้นข้าเถอะ” หวังซื่อกระโดดขึ้นมาทันที แป้งมันเทศครึ่งชั่งในเวลานี้มีค่าราวกับทองคำ

หลินเฟยเพียงแค่ปรายตามองไปทางกำแพงหลังบ้าน ทิศทางที่ตั้งของเล้าหมู หลินต้ารีบดึงแขนภรรยาไว้แน่น ก่อนจะกัดฟันพูด “ให้มันไป ถือว่าทำทานให้ผีตายโหง”

กระบวนการเขียนหนังสือตัดขาดดำเนินไปอย่างรวดเร็ว หลินต้าและหลินเฟยประทับรอยนิ้วมือด้วยชาดสีแดง ผู้ใหญ่บ้านหวังประทับตราประจำตำแหน่งเป็นพยาน กระดาษสองแผ่นถูกแบ่งให้แต่ละฝ่ายเก็บไว้คนละแผ่น

เมื่อกระดาษแผ่นนั้นมาอยู่ในมือ หลินเฟยก็ลอบถอนหายใจยาว ความหนักอึ้งในอกที่ตกค้างมาจากความรู้สึกของร่างเดิมถูกปลดเปลื้องไปจนหมดสิ้น ตอนนี้นางเป็นอิสระแล้ว แม้จะเป็นอิสรภาพที่แลกมาด้วยความอดอยากและอันตรายที่รออยู่เบื้องหน้า แต่มันก็ยังดีกว่าการถูกขังอยู่ในกรงที่มีแต่สัตว์ร้าย

“เก็บของ ซวนเอ๋อร์ เหยาเอ๋อร์ พวกเราจะไปจากที่นี่” หลินเฟยหันไปบอกน้องชายและน้องสาว

เด็กทั้งสองไม่ได้ถามอะไรให้มากความ หลินซวนรีบวิ่งเข้าไปในห้องเก็บฟืน รวบรวมข้าวของที่พี่สาวเรียกร้องมาได้ใส่ลงในตะกร้าไม้ไผ่สานสานเก่าๆ ใบหนึ่ง หม้อดินเผาบิ่นๆ ผ้าห่มปะชุนจนมองไม่เห็นเนื้อผ้าเดิม และถุงผ้าใบเล็กที่บรรจุแป้งมันเทศสีคล้ำครึ่งชั่ง นั่นคือสมบัติทั้งหมดที่พวกเขามีในโลกใบนี้

หลินเฟยรับตะกร้ามาสะพายขึ้นหลัง น้ำหนักเพียงไม่กี่ชั่งกลับทำให้ร่างที่ผอมโซโอนเอนไปมา นางสูดลมหายใจลึก รวบรวมพลังใจทั้งหมด ยื่นมือข้างหนึ่งไปจับมือหลินซวน ส่วนหลินซวนก็จับมือน้องสาวไว้แน่น

สามชีวิตเดินย่ำเท้าเปล่าออกจากลานบ้านสกุลหลิน โดยไม่เหลียวหลังกลับไปมองหวังซื่อที่ยืนด่าทอสาปแช่งอยู่เบื้องหลัง

“ขอให้พวกแกถูกหมาป่าคาบไปกิน ขอให้พวกแกอดตายอยู่ข้างถนน นังพวกตัวซวย”

เสียงด่าทอค่อยๆ ห่างออกไปจนจางหายไปกับสายลมร้อน เมื่อพ้นเขตหมู่บ้าน ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือความโหดร้ายของธรรมชาติอย่างแท้จริง ผืนดินสีน้ำตาลแตกระแหงเป็นร่องลึก ต้นไม้ใหญ่สองข้างทางแห้งกรอบเหลือเพียงกิ่งก้านที่ชี้ตระหง่านราวกับมือของโครงกระดูกที่พยายามไขว่คว้าหาความเมตตาจากผืนฟ้า ไม่มีเสียงนกร้อง ไม่มีแมลงขยับปีก ทุกสรรพสิ่งเงียบสงัดราวกับโลกนี้ได้ตายลงไปแล้ว

แสงแดดยามบ่ายแผดเผาลงมาบนผิวเนื้อ หลินเฟยรู้สึกได้ถึงเหงื่อที่ซึมชื้นตามหน้าผาก นางหยุดเดินชั่วครู่เพื่อกวาดสายตาประเมินสถานการณ์ ถนนสายหลักเส้นนี้ทอดยาวไปสู่เมืองหลวง เป็นเส้นทางที่ชาวบ้านส่วนใหญ่อพยพไปเพื่อขอรับเสบียงปันส่วนจากทางการ แต่จากประสบการณ์การเอาชีวิตรอดของนาง การเดินตามฝูงชนที่กำลังหิวโซคือการฆ่าตัวตายชัดๆ ในสถานการณ์ที่ทรัพยากรมีจำกัด มนุษย์จะเผยสัญชาตญาณดิบออกมา กฎหมายย่อมไร้ความหมาย

“ท่านพี่ พวกเราจะไปที่ใดกัน” หลินซวนกระตุกชายเสื้อพี่สาวเบาๆ ดวงตากลมโตของเด็กชายฉายแววหวาดหวั่น แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความเชื่อใจอย่างเต็มเปี่ยม

หลินเฟยก้มลงมองน้องชายและน้องสาวที่ใบหน้าเปื้อนฝุ่น นางคุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อให้อยู่ในระดับเดียวกันกับเด็กทั้งสอง ยกมือขึ้นลูบผมแห้งกระด้างของหลินเหยาเบาๆ

“เราจะไม่ไปตามถนนใหญ่ ซวนเอ๋อร์ เหยาเอ๋อร์” หลินเฟยชี้มือไปยังเทือกเขาสูงตระหง่านที่เห็นอยู่ไกลลิบๆ ทางทิศตะวันตก “เราจะเข้าป่ากัน ที่นั่นอาจจะอันตรายจากสัตว์ร้าย แต่ก็ยังดีกว่ามนุษย์ด้วยกันในยามนี้ พี่สัญญา... พี่จะหาของกินมาให้พวกเจ้า จะสร้างบ้านใหม่ให้พวกเรา ไม่ให้ใครมารังแกพวกเราได้อีก”

หลินซวนพยักหน้าอย่างแข็งขัน แม้จะไม่รู้ว่าในป่าจะมีอะไรกิน แต่คำพูดของพี่สาวก็เป็นดั่งน้ำทิพย์ชโลมจิตใจ “ข้าจะปกป้องเหยาเอ๋อร์เอง ท่านพี่ไม่ต้องห่วง”

หลินเฟยคลี่ยิ้มบางๆ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ตื่นขึ้นมาในโลกใบนี้ ร่างกายของนางอาจจะอ่อนแอ แต่ทักษะ ความรู้ และสัญชาตญาณของการเป็นผู้รอดชีวิตจากโลกอนาคตยังคงฝังแน่นอยู่ในทุกอณู นางรู้ว่าพืชชนิดใดมีน้ำซ่อนอยู่ รู้ว่ารอยเท้าสัตว์แบบใดควรหลีกเลี่ยง และรู้ว่าจะจุดไฟอย่างไรด้วยหินเพียงสองก้อน

หนทางข้างหน้าคือบททดสอบที่แท้จริง นางปรับสายตะกร้าบนหลังให้กระชับ หยิบไม้เท้าขึ้นมาค้ำยัน แล้วก้าวเดินนำน้องๆ หันเหออกจากเส้นทางหลัก มุ่งหน้าสู่ร่มเงาของแนวป่าที่ทอดตัวยาวอยู่เบื้องหน้า

‘เอาล่ะ สวรรค์... ในเมื่อส่งข้ามาแล้ว ข้าก็จะเล่นเกมรอดชีวิตนี้ให้ดู’ หลินเฟยคิดในใจขณะที่ฝีเท้าก้าวเหยียบลงบนใบไม้แห้งกรอบ เสียงแตกหักของมันดังสะท้อนไปในความเงียบ เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ไม่มีวันหันหลังกลับ
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel