บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 1: ตื่นจากความตายในร่างที่หิวโหย

ความรู้สึกแรกที่ปลุกจิตสำนึกให้ตื่นขึ้นคือความแห้งผาก ลำคอของเธอแสบร้อนราวกับถูกกรอกด้วยทรายร้อนจัด ทุกครั้งที่พยายามกลืนน้ำลายอันน้อยนิด ความเจ็บปวดจะแล่นริ้วลงไปถึงทรวงอก หูสองข้างอื้ออึงคล้ายมีแมลงนับร้อยบินวนอยู่ภายใน ก่อนที่ความรู้สึกหนักอึ้งจะกดทับลงมาบนเปลือกตาจนไม่อาจลืมขึ้นได้ในทันที

หลินเฟยพยายามขยับนิ้วมือ แต่กลับพบว่ามันไร้เรี่ยวแรงอย่างสิ้นเชิง ร่างกายของเธอปวดร้าวไปทุกสัดส่วน ราวกับกระดูกทุกชิ้นถูกทุบจนแหลกละเอียดแล้วนำมาประกอบใหม่ กลิ่นเหม็นอับของฟางแห้งและฝุ่นโคลนลอยเตะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นของห้องพักในศูนย์วิจัยพันธุ์พืชที่เธอคุ้นเคย และไม่ใช่กลิ่นของป่าดิบชื้นที่เธอเพิ่งเข้าไปสำรวจหาพันธุ์ไม้ทนแล้ง

ความทรงจำสุดท้ายก่อนสติจะดับวูบคือเสียงคำรามของภูเขา ดินโคลนถล่มลงมากลบฝังทุกสิ่ง เธอจำได้ว่าตนเองถูกกระแทกอย่างแรงจนสติหลุดลอย แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงยังมีความรู้สึกเจ็บปวดอยู่อีก

ทว่ายังไม่ทันได้หาคำตอบ อาการปวดหัวอย่างรุนแรงก็จู่โจมเข้ามา ความทรงจำแปลกปลอมสายหนึ่งหลั่งไหลเข้าสู่สมองอย่างบ้าคลั่ง ภาพของเด็กสาววัยสิบห้าปีที่มีชื่อเดียวกันกับเธอ ‘หลินเฟย’ แห่งหมู่บ้านสกุลหลิน แคว้นต้าฉู่ ข้อมูลประดังประเดเข้ามาจนเธอแทบจะกัดลิ้นตัวเอง แผ่นดินนี้กำลังเผชิญกับภัยแล้งรุนแรงติดต่อกันมาสามปี ต้นไม้ใบหญ้าแห้งเหี่ยว แม่น้ำเหือดแห้ง ชาวบ้านอดอยากจนต้องกินเปลือกไม้และดินกวนหยินประทังชีวิต

เด็กสาวเจ้าของร่างเดิมสูญเสียบิดามารดาไปเมื่อสองปีก่อน ทิ้งน้องชายวัยแปดขวบและน้องสาววัยห้าขวบไว้ให้ดูแล ทรัพย์สินและที่นาถูกท่านลุงและป้าสะใภ้ยึดครองไปจนหมด อ้างว่าจะช่วยเก็บรักษาไว้ให้ ทว่าความจริงคือการบีบบังคับให้สามพี่น้องต้องไปอาศัยอยู่ในห้องเก็บฟืนซอมซ่อท้ายเรือน ทำงานหนักแลกกับน้ำข้าวใสๆ เพียงวันละมื้อ

สาเหตุที่ร่างนี้สิ้นใจ เป็นเพราะเมื่อสามวันก่อน หลินเฟยแอบขุดรากหญ้าหวานมาได้เล็กน้อย นางยอมอดอาหารและนำส่วนที่กินได้ทั้งหมดไปต้มให้น้องทั้งสองคนกิน ส่วนตัวเองดื่มเพียงน้ำต้มโคลนที่เหลือ ร่างกายที่ซูบผอมขาดสารอาหารเรื้อรังจึงทนรับไม่ไหว ล้มพับและสิ้นลมหายใจไปในค่ำคืนที่ผ่านมา

วิญญาณนักวิจัยสาวจากยุคปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญการเอาชีวิตรอดในสภาวะวิกฤต บัดนี้ได้เข้ามาแทนที่ในร่างของเด็กสาวผู้อาภัพอย่างสมบูรณ์แบบ

หลินเฟยค่อยๆ ปรือตาขึ้น แสงแดดลอดผ่านรอยแตกของหลังคามุงแฝกส่องกระทบใบหน้า เธอหรี่ตาปรับแสง ก่อนจะพบว่าข้างกายมีร่างเล็กจ้อยสองร่างกำลังนอนขดตัวกอดกันอยู่ เด็กชายตัวผอมจนหัวโต ผิวคล้ำแดด แขนขาลีบเล็กกำลังโอบกอดน้องสาวที่ซุกหน้าอยู่กับอกของเขา ลมหายใจของเด็กทั้งสองแผ่วเบาจนน่าใจหาย

“ท่านพี่...” เสียงแหบพร่าของเด็กชายดังขึ้นเบาๆ เมื่อรู้สึกถึงการขยับตัวของคนข้างๆ หลินซวนขยี้ตาที่บวมช้ำ ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าพี่สาวที่นอนนิ่งไปทั้งคืนฟื้นขึ้นมาแล้ว “ท่านพี่ ท่านยังไม่ตายจริงๆ ด้วย ข้าคิดว่าท่านจะทิ้งพวกเราไปแล้ว”

หยดน้ำตาร้อนๆ ร่วงแหมะลงบนหลังมือของหลินเฟย เธอมองดูเด็กชายวัยแปดขวบที่พยายามกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้ดังรบกวนน้องสาวที่กำลังหลับ ความรู้สึกผูกพันและหวงแหนจากสายเลือดของร่างเดิมปะทุขึ้นในอก มันรุนแรงเสียจนหลินเฟยคนใหม่ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบนี้ได้

เธอพยายามอ้าปากพูด แต่เสียงที่ออกมากลับแหบแห้งคล้ายกระดาษทรายเสียดสีกัน “น้ำ... มีน้ำหรือไม่”

หลินซวนพยักหน้ารัว รีบคลานไปหยิบชามดินเผาบิ่นๆ ที่มุมห้อง ภายในมีน้ำขุ่นๆ เหลืออยู่เพียงก้นชาม เขาประคองศีรษะพี่สาวขึ้นอย่างระมัดระวัง แล้วค่อยๆ ป้อนน้ำนั้นให้ น้ำเพียงไม่กี่หยดไหลผ่านลำคอ แม้จะขมเฝื่อนและมีกลิ่นโคลน แต่มันกลับช่วยต่อชีวิตให้เซลล์ในร่างกายที่กำลังจะตายได้อย่างปาฏิหาริย์

ขณะที่หลินเฟยกำลังสูดลมหายใจเพื่อรวบรวมเรี่ยวแรง หูของเธอกลับได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงพูดคุยดังมาจากลานหน้าบ้าน เสียงนั้นไม่ได้เบาเลย คล้ายกับจงใจให้คนในห้องเก็บฟืนได้ยิน

“แม่สื่อหลี่ ข้าบอกเจ้าแล้วอย่างไรเล่าว่านางเด็กนั่นยังหายใจอยู่ เมื่อคืนข้าเพิ่งให้คนไปดู แม้จะร่อแร่แต่ก็ยังไม่ตายส่งไปเป็นเจ้าสาวแก้เคล็ดให้เศรษฐีเฒ่าหมู่บ้านซุนได้พอดี ท่านรับรองกับข้าว่าหากตกลง จะได้ข้าวสารครึ่งกระสอบกับมันเทศตากแห้งอีกสองชั่งไม่ใช่หรือ”

นั่นคือเสียงของหวังซื่อ ป้าสะใภ้ใหญ่ของบ้าน น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและละโมบ

“นางหวัง เจ้าอย่ามาหลอกข้า ข่าวลือในหมู่บ้านบอกว่าหลานสาวเจ้าป่วยหนักจนลุกไม่ขึ้นมาหลายวันแล้ว เฒ่าซุนต้องการหญิงสาวที่ยังมีชีวิตไปกราบไหว้ฟ้าดินเพื่อต่ออายุ หากข้าแบกคนตายไป มีหวังถูกบ้านซุนตีตายแน่ ข้าวสารครึ่งกระสอบในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ไม่ใช่ของที่จะเอามาล้อเล่นได้นะ” เสียงแหบพร่าของแม่สื่อหลี่ตอบกลับ แฝงความหวาดระแวง

“โธ่เอ๊ย แม่สื่อหลี่ ท่านก็รู้ว่ายุคนี้คนอดตายกันทุกวัน ข้าจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาป้อนข้าวน้ำหลานกตัญญูทุกมื้อ แต่นางไม่ตายง่ายๆ หรอก ดวงแข็งจะตายไป ท่านรีบเอาสัญญามาให้ตาเฒ่าบ้านข้าประทับรอยนิ้วมือเถอะ แล้วท่านจะให้คนมาแบกตัวนางไปเมื่อใดก็ย่อมได้ หรือจะให้มัดใส่เกวียนไปเลยตอนนี้ก็ยังได้”

“แล้วน้องชายกับน้องสาวของนางเล่า ข้าได้ยินมาว่าสามพี่น้องนี่ตัวติดกันเป็นตังเม หากข้าพานางไป เด็กสองคนนั่นไม่แหกปากร้องลั่นหมู่บ้านหรือ”

“เรื่องนั้นท่านไม่ต้องกังวล เมื่อขายหลินเฟยได้ข้าวสารมาแล้ว เด็กสองคนนั่นข้าจะจัดการเอง หากเลี้ยงไม่ไหวจริงๆ ก็แค่ส่งไปแลกกับ... ช่างเถอะ เอาเป็นว่าท่านไม่ต้องห่วง ข้าจัดการได้แน่” หวังซื่อกลืนคำพูดบางอย่างลงคอ แต่หลินเฟยที่อยู่ในห้องฟังออกอย่างชัดเจน

คำว่า ‘แลกกับ...’ ในยุคทุพภิกขภัยเช่นนี้ มีความหมายเพียงอย่างเดียวคือการแลกลูกกันกินเพื่อประทังชีวิต

ความโกรธเกรี้ยวพุ่งปรี๊ดขึ้นมาจุกอยู่ที่อก หลินเฟยกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ ความทรงจำที่ผ่านมาบอกให้รู้ว่าลุงกับป้าสะใภ้คู่นี้เห็นแก่ตัวเพียงใด แต่ไม่คิดว่าจะเดรัจฉานถึงขั้นคิดจะขายหลานสาวไปแต่งงานกับคนใกล้ตายเพื่อเอาข้าวสาร และยังคิดจะเอาหลานชายหลานสาวไปเป็นเสบียงมนุษย์อีก

หลินซวนที่นั่งอยู่ข้างๆ หน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทาเหมือนลูกนกตกน้ำ เขารีบยกมือขึ้นปิดหูน้องสาวที่เพิ่งสะดุ้งตื่น น้ำตาของเด็กชายไหลอาบแก้ม “ท่านพี่... พวกเขาจะขายท่าน พวกเขาจะเอาท่านไป...”

หลินเฟยสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามกดข่มความเจ็บปวดทางกาย เธอมองสบตาเด็กชายด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่แววตาของเด็กสาวผู้อ่อนแอและยอมคนอีกต่อไป แต่เป็นสายตาของหมาป่าจ่าฝูงที่ถูกต้อนให้จนตรอก เยือกเย็น เด็ดขาด และพร้อมจะกัดหลอดลมศัตรูให้ขาดสะบั้น

“ซวนเอ๋อร์ ฟังพี่ให้ดี” เสียงของเธอแม้จะแหบแห้งแต่กลับหนักแน่น “พี่จะไม่ไปไหนทั้งนั้น และจะไม่มีใครเอาพวกเจ้าไปไหนได้ ตราบใดที่พี่ยังมีลมหายใจ พวกเราสามพี่น้องจะต้องรอด”

เด็กชายมองแววตาของพี่สาวด้วยความตกตะลึง เขาไม่เคยเห็นท่านพี่มีท่าทีดุดันเช่นนี้มาก่อน แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด

หลินเฟยพยุงตัวลุกขึ้น ขาทั้งสองข้างสั่นระริกราวกับกิ่งไม้แห้งต้องลม เธอคว้าท่อนไม้แหว่งๆ ที่เคยใช้เป็นขาเก้าอี้มาใช้เป็นไม้เท้าช่วยพยุงตัว น้ำหนักตัวที่เบาหวิวบ่งบอกถึงสภาพโภชนาการที่ย่ำแย่ถึงขีดสุด แต่พลังใจที่มาจากยุคอนาคตทำให้เธอกัดฟันฝืนยืนขึ้นมาได้จนสำเร็จ

ภายนอกห้อง เสียงประทับรอยนิ้วมือลงบนสัญญาซื้อขายคงเสร็จสิ้นลงแล้ว หวังซื่อหัวเราะเสียงแหลม “ดีเลย ดีเหลือเกิน ข้าวสารนี่ข้าขอรับไว้ก่อน ส่วนตัวคน ท่านพาชายฉกรรจ์สองคนเข้าไปแบกออกมาได้เลย มันนอนอยู่ในห้องเก็บฟืนนั่นแหละ”

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของชายสองคนเดินตรงมาที่ประตูห้องเก็บฟืน หลินซวนผวาเข้ามากอดเอวพี่สาวไว้แน่น ส่วนหลินเหยาน้อยก็ร้องไห้จ้าเกาะขากางเกงพี่ชายไว้

ปัง!

ประตูไม้เก่าผุพังถูกถีบเปิดออกอย่างแรง แสงแดดจ้าสาดส่องเข้ามาพร้อมกับฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย ชายร่างใหญ่สองคนชะงักฝีเท้าอยู่ตรงหน้าประตู เมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า

แทนที่จะพบร่างใกล้ตายของเด็กสาวนอนรอความตายอยู่บนกองฟืน พวกเขากลับพบเด็กสาวรูปร่างผอมโซยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคง มือขวากำท่อนไม้แน่นพยุงตัว ใบหน้าที่ซูบตอบจนเห็นโหนกแก้มนั้นไร้ซึ่งสีเลือด ทว่าดวงตาที่จ้องมองมากลับวาวโรจน์และเย็นเยียบจนน่าขนลุก มันเป็นสายตาของคนที่พร้อมจะลากพวกเขาทุกคนลงนรกไปด้วยกัน

แม่สื่อหลี่และหวังซื่อที่เดินตามมาด้านหลังถึงกับผงะ หวังซื่อเบิกตากว้าง ชี้นิ้วสั่นๆ ไปที่หลินเฟย “จะ... เจ้า เจ้ายังไม่ตาย”

“ทำให้ท่านป้าสะใภ้ต้องผิดหวังแล้ว ข้าเพิ่งไปเยือนปรโลกมา แต่ยมบาลบอกว่าอายุขัยของข้ายังไม่สิ้น จึงส่งกลับมาทวงถามความเป็นธรรม” หลินเฟยแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา น้ำเสียงแหบพร่าดังก้องในความเงียบ

“นังเด็กผี ปากดีนักนะ” หวังซื่อได้สติก็แผดเสียงด่าทอ “พ่อแม่เจ้าตายไปหมดแล้ว ข้ากับลุงเจ้าเลี้ยงดูพวกเจ้ามาถึงทุกวันนี้ มีสิทธิ์ขาดในตัวเจ้า สัญญาก็เซ็นไปแล้ว ข้าวสารข้าก็รับมาแล้ว วันนี้ต่อให้เจ้ายังมีชีวิตอยู่ หรือจะกลายเป็นผี ข้าก็จะให้พวกเขามัดเจ้าส่งไปบ้านซุนอยู่ดี”

หลินเฟยไม่สะทกสะท้าน เธอกวาดสายตามองคนพวกนั้นทีละคน ก่อนจะหยุดที่แม่สื่อหลี่ “แม่สื่อหลี่ ท่านเป็นคนกว้างขวางในหมู่บ้านระแวกนี้ ย่อมรู้กฎหมายของแคว้นต้าฉู่ดี การซื้อขายบุตรหลานโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม และพ่อแม่บังเกิดเกล้าไม่ได้เป็นผู้ลงนาม หากทางการล่วงรู้ โทษทัณฑ์คือโบยห้าสิบไม้และเนรเทศไปใช้แรงงานที่ชายแดน ท่านอยากจะลองเสี่ยงเอาชีวิตบั้นปลายไปทิ้งที่นั่นแลกกับค่านายหน้าเพียงเล็กน้อยหรือ”

แม่สื่อหลี่ชะงักไปทันที กฎหมายข้อนี้มีอยู่จริง เพียงแต่ในยุคข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านมักจะละเลยและขายลูกหลานกันอย่างลับๆ แต่หากมีคนหัวหมอนำเรื่องไปฟ้องร้องถึงศาลตำบล ผู้ซื้อและแม่สื่อย่อมมีความผิดไปด้วย นางเริ่มมีสีหน้าลังเล หันไปมองหวังซื่ออย่างตำหนิ

หวังซื่อเห็นท่าไม่ดีจึงรีบก้าวออกไปหมายจะตบหน้าหลินเฟยให้หุบปาก “นังเด็กบัดซบ กล้าเอาทางการมาขู่ข้าหรือ วันนี้ข้าจะตีเจ้าให้ตายแล้วค่อยมัดส่งไป”

หลินเฟยไม่หลบ เธอเพียงแค่ยกไม้เท้าในมือขึ้นชี้หน้าหวังซื่อ พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้ทุกคนในลานบ้านต้องหยุดหายใจ

“หากท่านก้าวเข้ามาอีกเพียงก้าวเดียว ข้าจะตะโกนบอกทุกคนในหมู่บ้าน ว่าเมื่อเดือนก่อน ท่านลุงแอบยักยอกเสบียงปันส่วนของส่วนรวมที่ทางการแจกจ่ายไปซ่อนไว้ที่ใดบ้าง ท่านคิดว่าชาวบ้านที่กำลังหิวโซเหล่านั้น หากรู้ความจริง พวกเขาจะบุกเข้ามาฉีกเนื้อพวกท่านกินประทังหิวหรือไม่”

บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัดลงในพริบตา ราวกับเวลาถูกแช่แข็ง หวังซื่อหน้าซีดเผือดเหมือนกระดาษ มือที่เงื้อขึ้นค้างอยู่กลางอากาศ ขาของนางสั่นจนแทบจะยืนไม่อยู่ ความลับเรื่องการขโมยเสบียงส่วนรวมเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย หากชาวบ้านรู้เข้า ครอบครัวนางไม่เพียงแต่จะถูกไล่ออกจากหมู่บ้าน แต่คงถูกทุบตีจนตายคาที่

“เจ้า... เจ้าพูดเหลวไหลอันใด” หวังซื่อพยายามเค้นเสียงปฏิเสธ แต่น้ำเสียงกลับสั่นเครือจนปิดไม่มิด

หลินเฟยเหยียดยิ้มเย็นชา “ข้าพูดเหลวไหลหรือไม่ ท่านป้าสะใภ้ย่อมรู้ดีแก่ใจที่สุด ในยุคที่คนกินคนเช่นนี้ ท่านคิดว่าชีวิตของท่านและท่านลุง มีค่ามากกว่าข้าวสารครึ่งกระสอบนี้หรือไม่”

สายลมร้อนพัดผ่านลานบ้านหอบเอาฝุ่นทรายคลุ้งขึ้นมา เด็กสาวที่ควรจะตายไปแล้วกลับมายืนอยู่ตรงนี้ พร้อมกับพลิกสถานการณ์ที่เสียเปรียบให้กลับมาอยู่ในกำมือของตนเองได้อย่างหมดจด การเอาตัวรอดในยุคกลียุคเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel