บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 5 กับดักในเงามืด

ตอนที่ 5 กับดักในเงามืด

แสงอาทิตย์ยามบ่ายทอดเงายาวเหยียดผ่านทิวไม้ ปลายฤดูใบไม้ร่วงนำพาอากาศเย็นสบายมาสู่หุบเขาแห่งนี้ได้หลายวันแล้ว หลี่ชิงเหอนั่งอยู่บนขอนไม้หน้ากระท่อม ปลายนิ้วเรียวบรรจงสางผมยาวสลวยของตนด้วยหวีไม้ที่ฉีเฟิงมอบให้อย่างแผ่วเบา ความเรียบง่ายของมันช่างแตกต่างจากเครื่องประดับผมราคาแพงในโลกเดิมของนางโดยสิ้นเชิง แต่นางกลับรู้สึกว่าหวีชิ้นนี้มีค่ามากกว่าสิ่งใดที่เคยครอบครอง

เกือบหนึ่งเดือนแล้วที่นางมาอาศัยอยู่กับเขาในฐานะ คู่หมั้นกำมะลอ ข้อตกลงที่เริ่มต้นจากความเข้าใจผิดกำลังจะสิ้นสุดลงในอีกไม่ช้า ทว่าความคิดเรื่องการ กลับบ้าน กลับเลือนรางลงทุกที ชีวิตในกระท่อมกลางป่าแห่งนี้ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ตรงกันข้าม...นางกลับรู้สึกคุ้นเคยและผูกพันกับมันอย่างน่าประหลาด

นางเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ทักษะการฟอกหนังที่เคยดูเป็นเรื่องยากเย็นก็กลายเป็นเรื่องที่คุ้นมือ นางยังใช้ความรู้จากโลกอนาคตมาปรับปรุงกระบวนการต่าง ๆ ให้ดีขึ้น เช่น การใช้ขี้เถ้ามาช่วยขจัดไขมันออกจากหนังสัตว์ หรือการทำสบู่ก้อนแรกจากไขมันสัตว์ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้ฉีเฟิงเป็นอย่างมาก

"เจ้าไปเรียนรู้วิธีการนี้มาจากที่ใด"

คำถามของเขายังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำ นางได้แต่ตอบเลี่ยงไปว่าอ่านเจอในตำราเก่า ซึ่งนางรู้ดีว่ามันเป็นคำโกหกที่ไม่แนบเนียนนัก แต่นางจะอธิบายเรื่องการข้ามภพข้ามชาติให้คนยุคนี้เข้าใจได้อย่างไร

บางที...การเก็บงำความลับนี้ไว้ อาจเป็นหนทางที่ดีที่สุด

ความคิดของนางถูกขัดจังหวะด้วยเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ที่ดังใกล้เข้ามา ฉีเฟิงกลับมาจากการตรวจดูกับดักสัตว์ในป่าแล้ว บนบ่าของเขาแบกกระต่ายป่าสองสามตัว ใบหน้าคร้ามคมเปื้อนดินเล็กน้อย แต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับทอประกายอบอุ่นเมื่อมองมาที่นาง

"วันนี้ได้มาไม่มากนัก" เขาพูดพลางวางกระต่ายลงบนโต๊ะไม้ "แต่คงพอทำอาหารเย็นให้พวกเราได้"

ชิงเหอยิ้มรับ "เหลือเฟือเสียอีก ท่านไปล้างหน้าล้างตาก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจัดการที่เหลือเอง"

นางลุกขึ้นจัดการกับกระต่ายป่าอย่างคล่องแคล่ว ความรู้ด้านชีววิทยาที่เคยเรียนมาทำให้นางเข้าใจโครงสร้างร่างกายของสัตว์และสามารถชำแหละมันได้อย่างถูกวิธี ความสามารถที่ค่อย ๆ เปิดเผยออกมาทีละน้อยนี้ ทำให้ฉีเฟิงมองนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เขาไม่ได้มองนางเป็นเพียงเด็กสาวกำพร้าที่อ่อนแอและน่าสงสารอีกต่อไป แต่เป็นสตรีที่มีความรู้และความสามารถซ่อนอยู่มากมายอย่างน่าทึ่ง

ขณะที่นางกำลังก่อไฟในเตาเพื่อเตรียมทำอาหารเย็นนั้นเอง ก็มีเสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้นที่หน้ากระท่อม ชิงเหอขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ ปกติแล้วไม่ค่อยมีใครเดินทางลึกเข้ามาในป่าถึงที่นี่ ฉีเฟิงซึ่งเพิ่งล้างหน้าเสร็จเดินออกมาจากหลังกระท่อมพอดี เขาขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นกลุ่มบุรุษฉกรรจ์สี่ห้าคนยืนทำหน้าถมึงทึงอยู่หน้ากระท่อมของเขา

"พวกท่านมีธุระอันใด" ฉีเฟิงถามเสียงเรียบ แต่แววตากลับฉายความระแวดระวังออกมาอย่างชัดเจน

บุรุษที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว เขาคือเถ้าแก่หวัง เจ้าของโรงเตี๊ยมเพียงแห่งเดียวในหมู่บ้าน เป็นคนมีอิทธิพลและไม่ค่อยมีใครอยากมีเรื่องด้วย

"ข้ามาตามหาคน" เขาตอบพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะมาหยุดลงที่ชิงเหอ "นังเด็กคนนี้...ใช่คนที่ขโมยเงินในโรงเตี๊ยมของข้าไปหรือไม่"

ชิงเหอเบิกตากว้าง "ท่านพูดเรื่องอะไร ข้าไม่เคยขโมยอะไรของใคร!"

"อย่ามาทำเป็นไขสือ!" ชายอีกคนตวาดขึ้น "เมื่อหลายวันก่อนมีคนเห็นเจ้าป้วนเปี้ยนอยู่แถวโรงเตี๊ยม แล้วเงินในลิ้นชักของข้าก็หายไปพอดี!"

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! นางยอมรับว่าเคยไปรับจ้างทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ แถวนั้นจริงเพื่อแลกเศษอาหาร แต่นั่นมันก่อนที่นางจะมาอยู่ที่นี่เสียอีก!

ฉีเฟิงก้าวมายืนขวางหน้านางไว้ แผ่นหลังกว้างของเขาบดบังร่างบางของนางจนมิด "นางอยู่กับข้ามาตลอดหลายสัปดาห์ ไม่ได้ออกไปไหนทั้งสิ้น พวกท่านคงเข้าใจผิดแล้ว"

"อยู่กับเจ้า?" เถ้าแก่หวังเลิกคิ้ว "ในฐานะอะไรกัน? หรือว่าเจ้าพรานป่าอัปลักษณ์เช่นเจ้าจะซ่อนเมียเด็กเอาไว้ในกระท่อม"

คำพูดดูถูกเหยียดหยามนั้นทำให้เส้นความอดทนของฉีเฟิงขาดผึง "นางเป็นคู่หมั้นของข้า" เขาประกาศเสียงกร้าว "และข้าไม่ยอมให้ใครมาใส่ร้ายนางเด็ดขาด"

กลุ่มชายฉกรรจ์หัวเราะเยาะออกมาเสียงดัง "คู่หมั้นรึ? เด็กสาวหน้าตาหมดจดเช่นนี้จะยอมแต่งกับคนหน้าผีอย่างเจ้าได้อย่างไรกัน! เห็นทีว่านางคงจะหนีมาซ่อนตัวกับเจ้าหลังจากขโมยของแล้วเป็นแน่!"

"พวกเจ้า...!" ฉีเฟิงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน

"เดี๋ยวก่อนฉีเฟิง" ชิงเหอจับแขนเขาไว้เบา ๆ นางรู้ดีว่าหากมีเรื่องกันตอนนี้ ฝ่ายที่เสียเปรียบคือพวกเขา นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วก้าวออกมาเผชิญหน้ากับกลุ่มคนเหล่านั้น

"พวกท่านมีหลักฐานอะไรว่าข้าเป็นคนขโมยเงินไป" นางถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มให้ราบเรียบที่สุด

"แค่เจ้าหายตัวไปในเวลาไล่เลี่ยกันก็เป็นหลักฐานพอแล้ว!"

"นั่นเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน" นางโต้กลับ "หากพวกท่านมั่นใจนัก ก็ไปแจ้งทางการให้มาตรวจค้นกระท่อมได้เลย หากเจอเงินของพวกท่านแม้แต่อีแปะเดียว ข้าจะยอมรับผิดทุกอย่าง"

ความใจเย็นและมีเหตุผลของนางทำให้กลุ่มชายฉกรรจ์ชะงักไป พวกเขามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ความจริงแล้วพวกเขาไม่มีหลักฐานอะไรเลย เพียงแต่เห็นว่านางเป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีใครปกป้อง จึงคิดจะโยนความผิดให้เพื่อปิดคดีง่าย ๆ

"ว่าอย่างไรเล่า" นางถามย้ำ "จะไปแจ้งทางการ หรือจะกลับไปหาหลักฐานมาให้ได้ก่อน"

เถ้าแก่หวังมองหน้านางด้วยความไม่พอใจ แต่ก็เถียงไม่ออก "ก็ได้! ข้าจะกลับไปหาหลักฐานมามัดตัวเจ้าให้ได้ คราวนี้ต่อให้เจ้าพรานหน้าผีนี่จะช่วยเจ้า ก็ไม่มีทางรอดไปได้แน่!"

พูดจบเขาก็หันหลังเดินจากไปพร้อมกับลูกน้อง ทิ้งให้ชิงเหอกับฉีเฟิงยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน

"ขอบคุณเจ้ามาก" ฉีเฟิงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน "หากเป็นข้าคงได้ลงไม้ลงมือไปแล้ว"

"ความรุนแรงไม่เคยช่วยแก้ปัญหา" นางตอบพลางถอนหายใจ "แต่ข้าก็ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะจบง่าย ๆ "

"ข้าก็คิดเช่นนั้น" เขามองตามหลังกลุ่มคนเหล่านั้นไปด้วยแววตาครุ่นคิด "พวกเขาดูไม่เหมือนคนที่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ "

ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้า แม้จะอยู่ในกระท่อมที่มั่นคงปลอดภัย แต่ในใจของชิงเหอกลับเต็มไปด้วยความกังวล นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้นของปัญหาเท่านั้น เถ้าแก่หวังและพวกจะต้องหาทางกลับมาเล่นงานนางอีกแน่นอน นางไม่กลัวการต่อสู้ แต่สิ่งที่นางกังวลคือ...นางกำลังจะดึงฉีเฟิงเข้ามาพัวพันกับปัญหาที่นางไม่ได้ก่อ

ข้าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี?

ความคิดนั้นทำให้นางนอนไม่หลับไปทั้งคืน นางไม่รู้เลยว่า ภายใต้ความมืดมิดของผืนป่า มีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาที่กระท่อมของพวกเขาอย่างเงียบงัน...เงามืดที่มาพร้อมกับอันตรายที่คาดไม่ถึงกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นทุกขณะ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel