ตอนที่ 6 เปลวไฟแห่งความจริงใจ
ควันไฟสีเทาลอยอ้อยอิ่งขึ้นจากปล่องไฟของกระท่อมไม้กลางป่า กลิ่นสมุนไพรหอมกรุ่นที่ใช้ต้มน้ำอาบผสมกับกลิ่นเนื้อกระต่ายย่างลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ สองสามวันที่ผ่านมาเป็นไปอย่างสงบ แต่ทั้งหลี่ชิงเหอและฉีเฟิงต่างรู้ดีว่ามันเป็นเพียงความสงบก่อนพายุจะมาเยือน
ฉีเฟิงเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น เขาวางกับดักรอบกระท่อมเพิ่มเติมและหมั่นออกตรวจตราความเรียบร้อยบ่อยกว่าเดิม ส่วนชิงเหอก็ใช้เวลาว่างในการเตรียมการป้องกันตัว นางนำความรู้ทางเคมีจากโลกอนาคตมาประยุกต์ใช้ โดยนำพริกป่าและสมุนไพรที่มีฤทธิ์ระคายเคืองมาบดผสมกันเป็นผง เตรียมไว้สำหรับสาดใส่ศัตรูหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
"เจ้าแน่ใจรึว่าของสิ่งนี้จะได้ผล" ฉีเฟิงถามขณะมองนางบรรจุผงสีแดงฉุนลงในถุงผ้าใบเล็ก ๆ
"ท่านลองสูดดูสักนิดไหมเล่า" นางยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย
เขาเพียงส่ายหน้าเบา ๆ พลางอมยิ้ม ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่การได้เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของนางกลายเป็นความสุขเล็ก ๆ ในแต่ละวันของเขา
ความสัมพันธ์ของทั้งสองพัฒนาไปอย่างช้า ๆ แต่ก็มั่นคง พวกเขาเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน แบ่งปันเรื่องราว และดูแลซึ่งกันและกันโดยไม่มีคำพูดหวานซึ้งใด ๆ การกระทำของฉีเฟิงนั้นชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดนับพัน เขาคอยดูแลเรื่องอาหารการกินและความปลอดภัยของนางอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ส่วนนางก็เข้ามาเติมเต็มชีวิตที่เคยเงียบเหงาของเขาให้มีสีสันและความอบอุ่นขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เย็นวันนั้น ขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งกินอาหารเย็นกันอยู่ เสียงเห่าของสุนัขก็ดังขึ้นจากชายป่า ฉีเฟิงชะงักไปทันที เขาวางชามข้าวลงแล้วลุกขึ้นยืน ดวงตาคมกริบจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างระแวดระวัง
"นั่นไม่ใช่เสียงเห่าตามปกติ" เขาพึมพำ
"ท่านหมายความว่าอย่างไร" ชิงเหอถามพลางลุกขึ้นยืนตาม
"มันเป็นสัญญาณเตือนภัย"
สิ้นคำพูดของเขา เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังกระหึ่มขึ้นรอบกระท่อม ตามมาด้วยเสียงตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดของเถ้าแก่หวัง
"ออกมาเดี๋ยวนี้! นังขโมยกับเจ้าพรานชู้รักของมัน!"
ฉีเฟิงหันมามองหน้านาง แววตาของเขาแน่วแน่ "อยู่ในนี้ อย่าออกไปไหน"
พูดจบเขาก็คว้าคันธนูที่แขวนอยู่บนผนังแล้วเดินตรงไปยังประตู แต่ชิงเหอกลับคว้าแขนเขาไว้แน่น "ให้ข้าออกไปด้วย"
"มันอันตรายเกินไป"
"แต่ข้าก็เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้" นางยืนกราน "ข้าจะปล่อยให้ท่านเผชิญหน้ากับพวกเขาเพียงลำพังได้อย่างไร"
สายตาของนางที่มองมาอย่างแน่วแน่ทำให้เขาใจอ่อน ฉีเฟิงพยักหน้าช้า ๆ "อยู่ข้างหลังข้าไว้"
เมื่อทั้งสองก้าวออกมานอกกระท่อม ก็พบว่ากลุ่มของเถ้าแก่หวังได้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นสิบกว่าคน ในมือของแต่ละคนถือคบไฟและอาวุธครบมือ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด
"ในที่สุดก็ยอมโผล่หัวออกมาแล้วรึ" เถ้าแก่หวังแค่นเสียง "วันนี้ข้าจะสั่งสอนให้เจ้ารู้ว่าการลูบคมข้ามันเป็นอย่างไร!"
"พวกท่านบุกรุกเข้ามาในที่ของข้าในยามวิกาล พร้อมอาวุธครบมือเช่นนี้ คิดจะทำอะไรกันแน่" ฉีเฟิงถามเสียงเย็น
"ทำอะไรน่ะรึ?" ชายคนหนึ่งหัวเราะอย่างชั่วร้าย "ก็มาทวงของที่นังนี่ขโมยไปคืนอย่างไรเล่า! และถ้าพวกเจ้าขัดขืน...พวกเราก็จำเป็นต้องป้องกันตัว!"
มันเป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นอย่างชัดเจน พวกเขาตั้งใจจะมาหาเรื่องและอาจจะลงมือทำร้ายพวกเขาตั้งแต่แรกแล้ว ชิงเหอกำถุงพริกป่นในมือแน่น ดูเหมือนว่าวันนี้คงจะหลีกเลี่ยงการต่อสู้ไม่ได้เสียแล้ว
"ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย" ฉีเฟิงง้างคันธนูขึ้น ชี้ไปยังเถ้าแก่หวัง "กลับไปเสียแต่โดยดี ก่อนที่ใครจะต้องเจ็บตัว"
"ฮ่า ๆๆ เจ้าพรานหน้าผี คิดว่าธนูเก่า ๆ ของเจ้าจะสู้คนของข้าได้รึ!" เถ้าแก่หวังตะโกนสั่ง "จัดการมัน!"
กลุ่มชายฉกรรจ์กรูกันเข้ามาทันที ฉีเฟิงปล่อยลูกศรออกไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ปักเข้าที่ขาของชายคนหนึ่งจนล้มลงร้องโอดโอย แต่จำนวนคนที่มากกว่าทำให้เขาไม่สามารถรับมือได้ทั้งหมด ชายอีกสองคนวิ่งอ้อมเข้ามาทางด้านข้าง หมายจะเข้าถึงตัวชิงเหอ
"ระวัง!" ฉีเฟิงตะโกน
แต่นางเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ชิงเหอขว้างถุงพริกป่นใส่หน้าชายสองคนนั้นเต็มแรง ผงสีแดงฉานกระจายฟุ้งไปในอากาศ ทำให้ทั้งสองคนร้องออกมาด้วยความแสบร้อนและทรุดลงไปกับพื้น
การกระทำของนางสร้างความตกตะลึงให้ทุกคน แม้แต่ฉีเฟิงเองก็คาดไม่ถึงว่านางจะมีความกล้าหาญถึงเพียงนี้ จังหวะที่ทุกคนกำลังชะงักงันนั้นเอง ฉีเฟิงก็ใช้โอกาสนี้เข้าต่อสู้อย่างดุเดือด แม้จะมีคนมากกว่า แต่ความชำนาญในการต่อสู้ของพรานหนุ่มผู้ใช้ชีวิตอยู่กับผืนป่ามาทั้งชีวิตก็ไม่ใช่สิ่งที่คนพวกนี้จะรับมือได้ง่าย ๆ
การต่อสู้เป็นไปอย่างชุลมุน ชิงเหอพยายามช่วยเท่าที่จะทำได้ นางใช้ความรู้จากโลกอนาคตให้เป็นประโยชน์ โดยขว้างก้อนหินใส่จุดอ่อนของร่างกายที่นางเคยเรียนมา ทำให้ศัตรูเสียจังหวะและเปิดโอกาสให้ฉีเฟิงเข้าจัดการได้ง่ายขึ้น
ทว่า ในขณะที่การต่อสู้กำลังดำเนินไปนั้นเอง ชายคนหนึ่งที่แอบย่องไปทางด้านหลังกระท่อมก็โยนคบไฟขึ้นไปบนหลังคาที่มุงด้วยฟางแห้ง
"ไฟไหม้!" ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้น
เปลวไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว แสงสีส้มแดงสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิดของผืนป่า ฉีเฟิงและชิงเหอหันไปมองด้วยความตกใจ
"กระท่อม!"
เถ้าแก่หวังและพวกเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มบานปลายและได้ทำลายที่อยู่ของทั้งสองแล้ว ก็รีบพากันล่าถอยหนีเข้าไปในความมืด ทิ้งให้คนทั้งสองยืนมองบ้านของตนกำลังจะถูกเปลวเพลิงกลืนกินไปทั้งหลัง
"ฉีเฟิง! ของของท่าน!" ชิงเหออุทานขึ้น นางหมายถึงหนังสัตว์และอุปกรณ์ทำมาหากินทั้งหมดของเขาที่อยู่ในนั้น
แต่เขากลับส่ายหน้าช้า ๆ "ของเหล่านั้นหาใหม่ได้" เขาดึงมือนางให้ถอยห่างออกมาจากกองไฟ "แต่ชีวิตของเจ้า...หาใหม่ไม่ได้"
คำพูดนั้นทำให้นางนิ่งอึ้งไป หัวใจเต้นแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ท่ามกลางเปลวไฟที่โหมกระหน่ำและเสียงไม้แตกดังเปรี๊ยะ ๆ นางมองเห็นเพียงแววตาที่ห่วงใยอย่างจริงใจของเขาที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของนาง
"ข้า...ข้าขอโทษ" นางพูดเสียงสั่น "ทั้งหมดเป็นเพราะข้า"
"ไม่ใช่" เขาจับมือนางไว้แน่นขึ้น "ต่อให้ไม่มีเรื่องของเจ้า สักวันหนึ่งพวกมันก็ต้องหาเรื่องข้าอยู่ดี" เขามองเข้าไปในดวงตาของนาง "สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ คือเจ้ารู้สึกอย่างไร"
"รู้สึก?"
"ใช่" เขากล่าว "เจ้ายังอยากจะกลับบ้าน ของเจ้าอยู่หรือไม่"
คำถามของเขาทำให้นางพูดไม่ออก นางมองเปลวไฟที่กำลังเผาผลาญกระท่อม...สถานที่ที่นางเคยคิดว่าเป็นเพียงที่พักพิงชั่วคราว แต่บัดนี้มันกลับรู้สึกเหมือนบ้านที่นางได้สูญเสียไปอีกครั้ง นางหันกลับมามองหน้าเขา บุรุษผู้ยืนหยัดปกป้องนางโดยไม่ลังเล แม้จะต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามี
ในวินาทีนั้นเอง นางก็ได้คำตอบที่ชัดเจนสำหรับคำถามในใจของนางมาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
"บ้านของข้า..." นางพูดพลางมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "อยู่ที่นี่...กับท่าน"
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉีเฟิงอีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่กว้างและจริงใจที่สุดเท่าที่นางเคยเห็น เขาดึงร่างของนางเข้ามากอดแนบอก ท่ามกลางแสงไฟที่ยังคงลุกโชน ความอบอุ่นจากร่างกายของเขาส่งผ่านเข้ามาในใจของนาง ขับไล่ความกลัวและความสับสนออกไปจนหมดสิ้น
แม้บ้านที่ทำจากไม้จะถูกเผาทำลายไป แต่ในค่ำคืนนี้...บ้านที่แท้จริงในหัวใจของคนทั้งสองเพิ่งจะถูกสร้างขึ้นมาอย่างสมบูรณ์
