ตอนที่ 9 เกลือแพงมาก
ตอนที่ 9 เกลือแพงมาก
หนิงเยียนเดินตามเหอหยวนเข้าไปในร้านขายข้าวสารที่ดูคับแคบและเต็มไปด้วยถุงผ้าขนาดใหญ่หลายใบวางซ้อนกันอยู่ ภายในร้านมีกลิ่นอับชื้นของข้าวและฝุ่นผงคละคลุ้งไปทั่ว เถ้าแก่เจ้าของร้านเป็นชายวัยกลางคนรูปร่างผอมสูง เขาเงยหน้าขึ้นมองสองสามีภรรยาที่เดินเข้ามาในร้านด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“จะซื้ออะไร?” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ
“ขอข้าวสารหนึ่งชั่งเจ้าค่ะ” หนิงเยียนตอบอย่างไม่ลังเล
เหอหยวนมองหน้าภรรยาด้วยความแปลกใจอีกครั้ง ปกติหนิงเยียนไม่เคยซื้อของอย่างประหยัดเช่นนี้เลย แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป
เถ้าแก่ร้านข้าวสารพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเดินไปตักข้าวสารในถุงผ้าใบใหญ่ แล้วนำไปชั่งน้ำหนักบนเครื่องชั่งที่ทำจากไม้
“หนึ่งร้อยอีแปะ” เถ้าแก่บอกราคาพร้อมยื่นถุงข้าวสารให้ หนิงเยียนรับถุงผ้ามาถือไว้ในมือ แล้วหยิบเงินยื่นให้เถ้าแก่
ทั้งสองเดินออกจากร้านขายข้าวสารแล้วตรงไปยังร้านขายเกลือที่อยู่ถัดไปไม่ไกลนัก ร้านนี้เป็นเพียงแผงลอยเล็ก ๆ ที่มีถุงเกลือวางเรียงซ้อนกันอยู่
“เกลือถุงนี้ราคาเท่าไหร่หรือเจ้าคะ?” นางถามแม่ค้าวัยกลางคนที่กำลังนั่งเย็บถุงเกลืออยู่
แม่ค้ายิ้มเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร “ถุงเล็ก 100 อีแปะ ส่วนถุงใหญ่ 300 อีแปะจ้ะ”
หนิงเยียนหยิบถุงเกลือขึ้นมาดู ถุงขนาดเล็กเท่ากำปั้นเท่านั้น แต่ราคาแพงกว่าที่นางคิดไว้มากนัก ส่วนถุงใหญ่ก็เล็กกว่าถุงข้าวสารที่เพิ่งซื้อมาด้วยซ้ำ หนิงเยียนขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ นางรู้ว่าเกลือในยุคโบราณมีราคาแพงแต่ก็ไม่คิดว่ามันจะแพงขนาดนี้
“แล้วเกลือละเอียดนี่ราคาเท่าไหร่หรือเจ้าคะ?” นางถามต่อด้วยความอยากรู้
แม่ค้ายิ้มแล้วชี้ไปที่ถุงผ้าขนาดเล็กที่มีเกลือสีขาวนวลอยู่ข้างใน “เกลือละเอียดทำได้ยากมากจึงมีราคาแพงนัก ถุงนั้นถุงละ 500 อีแปะจ้ะ”
หนิงเยียนตกใจจนแทบจะทำถุงเกลือในมือหล่น “ห้าร้อยอีแปะเลยหรือเจ้าคะ!”
แม่ค้าพยักหน้าให้ “ใช่แล้ว เกลือละเอียดมีแค่ร้านข้าที่ขายเท่านั้น”
หนิงเยียนเงียบไปครู่หนึ่ง นางมองดูถุงเกลือในมืออย่างชั่งใจ
“งั้นเอาเม็ดหยาบถุงใหญ่หนึ่งถุงเจ้าค่ะ” นางตัดสินใจในที่สุด ถุงเล็กคงใช้ได้ไม่นาน ส่วนเกลือละเอียดก็แพงเกินไปสำหรับเงินของพวกเขาในตอนนี้
แม่ค้ายิ้มอย่างดีใจ แล้วยื่นถุงเกลือใหญ่ให้นาง หนิงเยียนหยิบเงิน 300 อีแปะออกมาจากถุงผ้าแล้วยื่นให้แม่ค้า เหอหยวนมองดูการกระทำของนางด้วยความแปลกใจอีกครั้ง หนิงเยียนในตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นคนคิดหน้าคิดหลังมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากนัก เขาเองก็ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้นางเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้
เมื่อได้ของที่ต้องการแล้ว หนิงเยียนก็หันไปหาเหอหยวนที่ยืนรออยู่ไม่ไกล "ท่านพี่...เราไปที่ไหนต่อ?"
"ตามข้ามาเถิด" เหอหยวนตอบสั้น ๆ แล้วเดินนำนางไปที่มุมถนนแห่งหนึ่งซึ่งมีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาอย่างร่มรื่น เขาวางถุงผ้าที่ใส่เครื่องเขียนลงบนพื้นแล้วปูผ้าผืนเล็ก ๆ ลงไป ก่อนจะจัดวางกระดาษและพู่กันอย่างเรียบร้อย
หนิงเยียนมองการกระทำของเขาด้วยความสงสัย “ท่านจะทำอะไรหรือ?”
“ข้าจะนั่งรับจ้างเขียนหนังสือ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย หนิงเยียนมองเขาด้วยความรู้สึกเห็นใจ
ทั้งสองคนนั่งลงบนพื้นอย่างเงียบ ๆ เหอหยวนเริ่มฝนหมึกอย่างใจเย็น ส่วนหนิงเยียนมองไปรอบ ๆ อย่างสนใจ ผู้คนเดินผ่านไปมาอย่างไม่ขาดสาย บางคนก็หยุดมองเหอหยวนเล็กน้อยก่อนจะเดินจากไป
ไม่นานนักก็มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามาหาพวกเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะทักทายเหอหยวนด้วยท่าทางคุ้นเคย
“บัณฑิตเหอ! ท่านเพิ่งมาถึงหรือ?”
เหอหยวนเงยหน้าขึ้นมามองลูกค้าของเขาแล้วยิ้มบาง ๆ "ขอรับ ท่านเฉิน"
“พอดีข้าอยากจะให้ท่านเขียนจดหมายถึงบุตรชายที่ไปทำงานในเมืองหลวงให้สักฉบับ”
“ได้ขอรับ” เหอหยวนตอบรับแล้วเริ่มหยิบกระดาษและพู่กันขึ้นมาเตรียมพร้อม ชายวัยกลางคนเริ่มเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่อยากจะเขียนถึงบุตรชายของเขาให้เหอหยวนฟังอย่างละเอียด หนิงเยียนนั่งฟังการสนทนาของทั้งสองคนอย่างเงียบ ๆ ในใจของนางรู้สึกชื่นชมตัวหนังสือที่เขาเขียน
หลังจากที่เขียนจดหมายให้ชายวัยกลางคนเสร็จแล้ว เหอหยวนก็ได้รับเงินค่าจ้างมาสี่สิบอีแปะ ชายคนนั้นจากไปพร้อมรอยยิ้มอย่างมีความสุข
ยังไม่ทันที่เหอหยวนจะได้เก็บของ ก็มีสตรีสูงวัยคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขา “บัณฑิตเหอ! เมื่อวานข้ามาช้าไปเลยไม่เจอท่าน”
“ท่านป้าหวาง?” เหอหยวนถามด้วยความประหลาดใจ
“ใช่แล้ว! ข้าอยากจะให้ท่านช่วยเขียนจดหมายถึงหลานสาวของข้าที่แต่งงานออกเรือนไปอยู่ต่างอำเภอให้สักฉบับ” สตรีสูงวัยอธิบาย
เหอหยวนยิ้มบาง ๆ “ได้ขอรับ”
ในขณะที่เหอหยวนกำลังตั้งใจเขียนหนังสือให้ลูกค้า หนิงเยียนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็เหลือบไปเห็นร้านขายเมล็ดพันธุ์ผักที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ดวงตาของนางเป็นประกายทันที ‘เมล็ดพันธุ์ผัก!’
นางมองไปที่เหอหยวนอีกครั้ง เห็นว่าเขากำลังตั้งใจเขียนจดหมายอย่างจริงจัง “ท่านพี่...ข้าขอไปเดินดูของแถวนี้ก่อนได้ไหม?” นางกระซิบถามเขา
“อืม...ไปเถอะ” เหอหยวนตอบรับโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง
หนิงเยียนลุกขึ้นยืนช้า ๆ แล้วเดินตรงไปยังร้านขายเมล็ดพันธุ์ผักทันที ร้านนี้เป็นเพียงแผงลอยเล็ก ๆ ที่มีเมล็ดพันธุ์ผักใส่ถุงกระดาษวางเรียงรายอยู่มากมาย หนิงเยียนมองดูถุงเมล็ดพันธุ์ต่าง ๆ อย่างสนใจ
“เมล็ดพันธุ์ผักพวกนี้ขายยังไงเจ้าคะ?”
“ถุงละสิบอีแปะเท่านั้นเองแม่นาง” เถ้าแก่ตอบอย่างใจดี
หนิงเยียนรู้สึกดีใจที่ราคาของมันไม่ได้แพงอย่างที่คิด นางหยิบถุงเมล็ดผักกาดหอม ถุงเมล็ดผักคะน้า และถุงเมล็ดผักบุ้งอย่างละหนึ่งถุง แล้วยื่นเงินให้เจ้าของร้าน
“ข้าเอาสามถุงเจ้าค่ะ”
เถ้าแก่รับเงินจากมือนางไปพร้อมกับยิ้มกว้าง “ช่วงนี้ไม่ค่อยมีฝน เมล็ดพันธุ์จึงขายไม่ค่อยดี”
หนิงเยียนพยักหน้าอย่างเข้าใจ นางรับถุงเมล็ดพันธุ์จากเถ้าแก่มาถือไว้ในมือ แล้วเดินกลับไปยังที่ที่เหอหยวนนั่งอยู่ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม
เมื่อกลับมาถึงแล้ว นางก็ซ่อนถุงเมล็ดพันธุ์ไว้ในตะกร้าอย่างเงียบ ๆ ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ เหอหยวนที่กำลังตั้งใจเขียนหนังสือให้ลูกค้าคนที่สามอยู่
“ท่านพี่…มีลูกค้าอีกแล้ว” นางกระซิบ
เหอหยวนไม่ได้ตอบ แต่ก็เหลือบตามองตะกร้าที่นางวางไว้ข้าง ๆ เขามองเห็นถุงผ้าเล็ก ๆ ที่อยู่ในนั้น เขารู้ทันทีว่านางคงจะไปซื้ออะไรที่ใช้เงินเยอะ ๆ อีกแล้ว แต่เขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไร
หลังจากที่เขียนจดหมายให้ลูกค้าคนสุดท้ายเสร็จแล้ว เหอหยวนก็ได้รับเงินค่าจ้างมาอีกจำนวนหนึ่ง เขามองดูเงินในมือก่อนจะเก็บมันใส่ไว้ในถุงผ้า
“กลับบ้านกันเถอะ”
หนิงเยียนพยักหน้าให้เขา แล้วทั้งคู่ก็เดินไปยังจุดจอดเกวียนวัวที่อยู่ไม่ไกลนัก พวกเขาจ่ายเงินค่าโดยสารให้กับเจ้าของเกวียนแล้วก็ขึ้นไปนั่งบนเกวียนอย่างเงียบ ๆ
เกวียนวัวแล่นไปตามทางลูกรังที่เต็มไปด้วยฝุ่น หนิงเยียนมองดูผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาอย่างสนใจ
“ท่านพี่...” นางเอ่ยเรียกเขาเสียงเบา
“มีอะไร?”
“ข้าซื้อเมล็ดพันธุ์ผักมาด้วย”
เหอหยวนหันมามองนางด้วยสีหน้าที่คาดไม่ถึง “เจ้า...ซื้อมาทำไม?”
“ข้าอยากจะลองปลูกผักดูเจ้าค่ะ”
“เจ้าจะปลูกผัก?” เหอหยวนถามอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง “ตอนช่วงที่ไม่ค่อยมีฝนเนี่ยนะ!”
“ข้าอยากลองทำดู...ไม่แน่พรุ่งนี้ฝนอาจจะตกก็ได้” นางตอบด้วยรอยยิ้มที่สดใส แววตาเปล่งประกายด้วยความหวัง
คำพูดของนางทำให้เหอหยวนถึงกับเงียบไป เขามองใบหน้าที่มุ่งมั่นของนางแล้วรู้สึกสับสนในใจ 'นางเปลี่ยนไปจริง ๆ หรือ? หรือว่านางแค่แกล้งทำ?'
หนิงเยียนไม่สนใจว่าเขาจะคิดอะไร นางเปิดห่อผ้าที่ใส่เมล็ดพันธุ์ผักออกมาดูอีกครั้งแล้วยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
“ข้าอยากจะปลูกผักให้เต็มพื้นที่หน้าบ้านกับหลังบ้านหมดเลย”
เหอหยวนเงียบไปอีกครั้ง เขารู้สึกเหมือนกำลังทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่อยู่ในร่างของภรรยาของเขาเอง
เกวียนวัวเดินทางมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้านแล้ว ทั้งสองคนก็ลงจากเกวียนแล้วเดินเท้าเข้าหมู่บ้านไปอย่างเงียบ ๆ
