ตอนที่ 8 ขายสมบัติ
ตอนที่ 8 ขายสมบัติ
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองคนก็เริ่มเตรียมตัวเดินทางเข้าเมือง หนิงเยียนเดินไปหยิบเครื่องประดับใส่ห่อผ้า ส่วนเหอหยวนก็จัดการหยิบถุงผ้าที่ใส่เครื่องเขียนและกระดาษมาถือไว้ในมือเช่นกัน เขาหวังว่าวันนี้จะโชคดีมีคนมาจ้างเขาเขียนหนังสือจะได้มีค่าจ้างเกวียนวัวกลับมาส่งพวกเขา
เมื่อทั้งสองคนเดินออกมาจากบ้าน เหอหยวนก็เห็นสายตาของเพื่อนบ้านที่มองมาด้วยความสนใจ แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าเอ่ยทักทายเขาเพราะกลัวหนิงเยียน
จินหลินที่ยืนซุบซิบอยู่กับเฉินผิง เพื่อนบ้านอีกคนเบ้ปากอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นหนิงเยียนและเหอหยวนเดินออกมาจากบ้านพร้อมกัน ทั้งสองถือถุงผ้าและตะกร้าเหมือนจะเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง
ทั้งสองเดินไปตามทางลูกรังที่เต็มไปด้วยฝุ่นและก้อนหินเล็ก ๆ ดวงอาทิตย์เริ่มส่องแสงแรงกล้าขึ้นเรื่อย ๆ จนเหงื่อของหนิงเยียนเริ่มซึมออกมาจากไรผม
เหอหยวนเดินนำหน้านางโดยไม่ปริปากพูดอะไรกับภรรยาเลยแม้แต่คำเดียว หนิงเยียนทำได้เพียงแค่เดินตามเขาไปอย่างเงียบ ๆ เช่นกันจนกระทั่งมาถึงในเมือง มีร้านค้าตั้งอยู่ริมสองข้างทาง ร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายอาหาร ร้านขายเครื่องประดับ และร้านขายยาสมุนไพร ผู้คนในเมืองสวมชุดผ้าฝ้ายที่ดูเรียบง่ายไม่ต่างจากชาวบ้านในชนบทมากนัก มีเพียงคนส่วนน้อยที่ดูมีฐานะดีหน่อยถึงจะสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าไหมและมีสีสันที่สดใสกว่าปกติ
มีร้านค้ามากมายตั้งอยู่ริมสองข้างทาง ทั้งร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายอาหาร ร้านขายเครื่องประดับ และร้านขายยาสมุนไพร กลิ่นหอมของอาหารและสมุนไพรลอยอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ
“ไปที่ร้านขายเครื่องประดับเลยไหม?” เหอหยวนเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อเห็นนางหยุดเดินและมองไปรอบ ๆ ตัวเองอย่างสนใจ
หนิงเยียนพยักหน้าให้เขาแล้วเดินตามเขาไปอย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งมาถึงร้านขายเครื่องประดับร้านหนึ่ง
เมื่อทั้งคู่เดินเข้าไปในร้านขายเครื่องประดับ เถ้าแก่ร่างท้วมที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวใหญ่เงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาเฉยชา เขากวาดตามองตั้งแต่หัวจรดเท้าของหนิงเยียนและเหอหยวนอย่างดูถูก ท่าทางที่แต่งกายด้วยชุดผ้าฝ้ายสีซีดจางทำให้เขามองว่าทั้งคู่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาคงไม่มีเงินซื้อเครื่องประดับในร้านของเขาแน่นอน
“มีอะไร?” เถ้าแก่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไม่มีความกระตือรือร้นแม้แต่น้อย
หนิงเยียนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ปลดถุงผ้าที่ถืออยู่ในมือออกแล้วนำเครื่องประดับที่ห่อไว้ข้างในออกมาวางบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง เถ้าแก่เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นเครื่องประดับเหล่านั้น ทั้งปิ่นปักผมหยก สร้อยคอเงิน และกำไลหยกสีเขียวมรกตที่ดูงดงามแต่มีรอยร้าวเล็กน้อยบนตัวเรือน เถ้าแก่หยิบปิ่นหยกขึ้นมาดูอย่างละเอียด เขามองไปที่ลายสลักดอกเหมยบนปิ่นอย่างพิจารณา
“ปิ่นหยกนี่ยังดูใหม่อยู่เลย” เถ้าแก่พึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะหันไปมองหนิงเยียนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากตอนแรก “เจ้าต้องการขายของพวกนี้ทั้งหมดหรือ?”
หนิงเยียนพยักหน้าก่อนจะตอบ “เจ้าค่ะ”
เถ้าแก่มองหน้านางเล็กน้อยก่อนจะหยิบเครื่องประดับชิ้นอื่น ๆ ขึ้นมาดูทีละชิ้น เขาพลิกดูสร้อยคอและกำไลในมืออย่างถี่ถ้วน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับหนิงเยียนอีกครั้ง “ทั้งหมดนี้ข้าให้เจ้าได้สิบตำลึงเงิน”
หนิงเยียนทำท่าตกใจเล็กน้อย สิบตำลึงเงิน! ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ถือว่าเป็นเงินจำนวนมากเลยทีเดียว แต่ของพวกนี้นางคิดว่าน่าจะขายได้ราคามากกว่านี้
“ให้ได้แค่สิบตำลึงหรือเจ้าคะ? แค่จี้หยกปลาคู่ก็มีค่าไม่น้อยแล้วนะเจ้าคะ” หนิงเยียนพยายามต่อรอง
“สิบตำลึงก็ถือว่ามากแล้วสำหรับของที่มีรอยตำหนิอย่างกำไลหยกนี่” เถ้าแก่ชี้ไปที่รอยร้าวบนกำไลหยกสีเขียว “ถ้าไม่มีรอยนี้ ข้าก็คงจะให้เจ้าเพิ่มอีกหน่อย”
หนิงเยียนถอนหายใจเบา ๆ นางรู้ดีว่านางไม่สามารถต่อรองอะไรกับเถ้าแก่ได้มากไปกว่านี้แล้ว “ก็ได้เจ้าค่ะ ข้าตกลงขาย”
เถ้าแก่หยิบถุงผ้าออกมาจากใต้โต๊ะแล้วนับเงินสิบห้าตำลึงใส่ถุงใบเล็กให้หญิงสาว
หนิงเยียนรับถุงเงินมาถือไว้ในมือด้วยสีหน้าเรียบเฉย เหอหยวนมองดูการกระทำของนางอย่างเงียบ ๆ ดวงตาของเขามีความแปลกใจแต่ก็เจือด้วยความเศร้า เขาเข้าใจดีว่าการที่นางยอมขายเครื่องประดับเหล่านี้คงจะปวดใจไม่น้อย
“ไปเถอะ” เหอหยวนพูดเสียงแผ่วเบาแล้วเดินนำนางออกจากร้านไป
เมื่อเดินออกมาจากร้านแล้ว หนิงเยียนก็รีบเก็บถุงเงินเข้ากระเป๋าเสื้ออย่างระมัดระวัง นางมองไปยังร้านค้าต่าง ๆ ที่เรียงรายอยู่สองข้างทางอย่างสนใจ
“เจ้าอยากจะไปที่ไหนต่อ?” เหอหยวนถามเมื่อเห็นนางหยุดยืนนิ่ง
“ไปที่ตลาดก่อน ข้าอยากจะซื้อของ” หนิงเยียนตอบด้วยรอยยิ้มสดใส “
เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่เดินตามนางเข้าไปในตลาดอย่างเงียบ ๆ หนิงเยียนเดินไปตามร้านขายของต่าง ๆ
“ข้าอยากซื้อแป้งกับน้ำตาล” นางพึมพำกับตัวเองเบา ๆ “แล้วก็พวกถั่วเขียวอีกหน่อย”
เหอหยวนที่เดินตามหลังมาติด ๆ ได้ยินคำพูดของนางอย่างชัดเจน ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที แป้งน้ำตาล ถั่วเขียว...ของพวกนี้เป็นของฟุ่มเฟือยทั้งสิ้น
‘นางก็ยังคงเป็นนางอยู่วันยังค่ำ’ เหอหยวนคิดในใจ แทนที่จะเอาเงินไปซื้อข้าวสาร ปลาแห้ง หรือมันเทศที่พอจะเก็บไว้ได้นาน ๆ แต่นางกลับเลือกที่จะซื้อของพวกนี้ไปทำอาหารอร่อย ๆ กินเพียงแค่ไม่กี่มื้อ...นางยังคงไม่เปลี่ยนไปเลย
เขารู้สึกผิดหวังในตัวนางอีกครั้ง ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่เขาพยายามมองในแง่ดี แต่นางก็ยังคงทำให้น่าผิดหวังเสมอ
“เจ้า...ซื้อของพวกนี้ไปทำไม?” เขาถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
หนิงเยียนชะงักไปเล็กน้อยแล้วหันกลับมามองเขา “ข้าก็อยากซื้อของพวกนี้ไปทำขนมขายนะสิ”
“ทำขนมขาย...เจ้าจะทำขนมขายให้ใคร?...ขนาดเงินจะซื้อมันเทศสักหัวชาวบ้านยังแทบไม่มี ในยามที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ผู้คนต่างก็อดอยาก เงินจะซื้อข้าวสารมากรอกหม้อพวกเขายังไม่มีด้วยซ้ำ แล้วจะมีเงินที่ไหนมาซื้อขนมของเจ้าไปกิน” เหอหยวนเอ่ยออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายกับความคิดไม่รอบคอบของนาง
“นั่นสิ” หนิงเยียนพึมพำกับตัวเอง “แล้วฉันจะทำขนมอะไรขายล่ะเนี่ย...ขนมที่ใช้ต้นทุนน้อยที่สุด?”
นางยืนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ส่ายหน้าไปมาอย่างรวดเร็ว “ไม่ได้สิ” ขนมที่นางรู้จักก็ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ส่วนผสมที่ค่อนข้างเยอะ และส่วนผสมบางอย่างในโลกนี้ก็ไม่มี ไม่ว่าจะเป็นผงฟูหรือน้ำกะทิเหมือนในยุคของนาง
“เอาเถิด ๆ ข้าไม่ซื้อแล้วก็ได้” นางพูดเสียงอ่อย “แต่ข้าขอซื้อข้าวสารกับเกลือนะ”
เหอหยวนมองนางอย่างประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาเดินนำนางเข้าไปที่ร้านขายข้าวสารกับเกลือ หนิงเยียนเดินตามเขาไปอย่างเงียบ ๆ
